พิมพ์หน้านี้
|
แม้ว่าการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาเกี่ยวกับข้อขัดแย้งในเขตติดต่อชายแดนอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อพิพาทในอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร และปราสาทตา เมือนธมนั้นจะยังคงไม่มีความคืบหน้าเกิดขึ้น เพราะทางการฝ่ายไทยได้ขอเลื่อนการพบ ปะเจรจาที่เมืองเสียมเรียบ (เสียมราฐ) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็ตาม หากแต่สำหรับความเคลื่อนไหวในกัมพูชาเกี่ยวกับ ปัญหาดังกล่าวนี้ได้มีพัฒนาการไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อเปรียบเทียบกับฝ่ายไทย ทั้งนี้โดยความเคลื่อนไหวที่ถือว่ามีความสำคัญที่สุดนั้น ก็คือการที่ ฮุน เซน ได้มีคำสั่งในฐานะนายกรัฐมนตรีไปถึงบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่มีเขตชายแดนติดต่อกับประเทศไทยนั้นให้ดำเนินการจัดตั้งหมู่บ้านใหม่ขึ้นมาและให้โยกย้ายชาวเขมรไปอยู่ในหมู่บ้านเหล่านั้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ พร้อมกันนี้ แนวทางหนึ่งที่ ฮุน เซน ได้เสนอแนะให้บรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดจะ ต้องเลือกปฏิบัติเป็นแนวทางแรกนั้น ก็คือการมอบที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินในบรรดา หมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่นั้นให้กับครอบครัวทหารเพื่อที่ว่าทหารเขมรเหล่านั้น จะได้ลงหลักปักฐานอยู่ในตลอดแนวเขตติดต่อชายแดนกับประเทศไทยอย่างเป็นการถาวร ซึ่งก็ หมายความว่าทหารเหล่านั้นจะได้ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาเขตอธิปไตยของกัมพูชาไปด้วยในขณะเดียวกันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การที่พื้นที่ชายแดนในเขตประเทศเขมรนั้นยังคงมีข้อจำกัดในด้านเส้นทางคมนาคม-ขนส่งเป็นอย่างมากนั้น ก็นับเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้การดำเนินตามคำสั่งดังกล่าวนี้ของ ฮุน เซน มีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย เพราะฉะนั้น เพื่อทำให้คำสั่งดังกล่าวนี้บังเกิดผลในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงให้เร็วที่สุด จึงทำให้ ฮุน เซน มีคำสั่งไปถึงกองทัพเพื่อให้รับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างถนนในเขตติดต่อชายแดนกับประเทศไทยให้ได้ในระยะทางยาวไม่น้อยกว่า 600 กิโลเมตรภายใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ โดยเส้นทางดังกล่าวนี้จะเชื่อมต่อถึง 4 จังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับไทย ซึ่งก็คือ จังหวัดพระวิหาร อุดรมีชัย บุนตามีชัย (บันเตียเมียนเจย) และ สตึง เตร็ง (เชียงแตง) แน่นอนว่าการที่ ฮุน เซน ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการเร่งก่อสร้างถนนในเขต 4 จังหวัดดังกล่าวนี้ ก็เพราะว่าเป็นเขตที่มีการเผชิญหน้ากับไทยเกี่ยวกับปัญหาเขตแดนมากที่สุดในปัจจุบันนี้ และที่สำคัญก็คือพื้นที่แถบนี้ถือเป็นเขตพื้นที่ที่อยู่ในแผนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ-สังคมของกัมพูชาที่จะต่อเนื่องจากการที่ปราสาทเขาพระวิหารนั้นได้รับสถานะเป็นมรดกโลกนั่นเอง ทั้งนี้โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่ ฮุน เซน ได้เริ่มต้นด้วยการออกคำสั่งให้กองทัพระดมวิศวกรที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อให้รับผิดชอบการลาดยางถนนที่เชื่อมต่อจากเขตอันลอง เว็ง (ฐานที่มั่นเดิมของกองกำลังเขมรแดง) มายังเขตจอมกะสานในพื้นที่จังหวัดพระวิหารระยะทางยาวประมาณ 80 กิโลเมตร ด้วยเป้าหมายเพื่อทำให้การเคลื่อนกำลังพลจากเขตดังกล่าวมาในเขตจังหวัดพระวิหารได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นเพราะสภาพ ถนนที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้เป็นถนนดินลูกรังที่แทบจะใช้การไม่ได้เลยในช่วงฤดูฝน ซึ่งถ้าหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ก็จะทำให้การสัญจรไป-มาในเส้น ทางดังกล่าวนี้สามารถดำเนินการได้ตลอดทั้งปีภายในต้นปีหน้า โดยถือเป็นเส้นทางที่มีระยะทางสั้นที่สุดสำหรับการเคลื่อนกำลังพล (อดีตเขมรแดง) จากเขตอันลอง เว็ง มารับ มือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นในเขตติดต่อชายแดนกับไทย เช่นกรณีขัดแย้งที่เกี่ยวกับปราสาทตาเมือนธม เป็นต้น ส่วนที่ปราสาทพระวิหารมรดกโลกของชาวเขมรนั้น รัฐบาลเขมรก็ได้เริ่มสรรหาผู้สนใจที่จะลงทุนก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวในการขึ้นมาชมปราสาทพระวิหารจากหน้าผาในฝั่งประเทศเขมรแล้วในขณะนี้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินทุนสร้างในมูลค่าเพียงไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งที่การสรรหาผู้ลงทุนนั้นจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าการขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทพระวิหารหลังจากที่มีกระเช้าไฟ ฟ้าแล้วนั้นจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทางขึ้นในฝั่งประเทศไทยอีกต่อไป กล่าวคือด่านชายแดนระหว่างไทยกับเขมรที่เขาพระวิหาร ซึ่งปิดการสัญจรไปมา อยู่ในเวลานี้มีโอกาสที่จะต้องถูกปิดอย่างถาวรในวันข้างหน้าก็เป็นไปได้ เฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าข้อขัดแย้งและข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างไทยกับเขมรยังไม่มีทางแก้ไขหรือทางออกร่วมกันอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้น จะต้องไม่ลืมว่าทางการเขมรเป็นฝ่ายที่เดินเกมรุกต่อไทยในกรณีที่เกี่ยวกับข้อขัดแย้งและข้อพิพาทในเขตปราสาทพระวิหารมาโดยตลอด เพราะการที่องค์ การ UNESCO ได้รับรองให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้นทำให้ทางการเขมรถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ตนเป็นฝ่ายได้เปรียบไทยในทุกๆด้าน โดยไม่ว่าจะเป็นการได้รับเสียงสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจหลายประเทศที่อยู่ในคณะกรรมการมรดกโลก หรือการที่ได้นำเสนอข้อมูล และพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอาณาบริเวณของปราสาทพระวิหาร ตลอดจนแผนที่ต่างๆที่ทางการเขมรได้ใช้ประกอบในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทางการเขมรสามารถที่จะหยิบยกขึ้นมาอ้างได้ทั้งสิ้นเมื่อเกิดข้อขัดแย้งกับไทย พร้อมกันนี้ จะต้องไม่ลืมด้วยว่าทางการเขมรนั้นพร้อมที่จะหยิบยกข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับเขตแดนนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลระหว่างประเทศ หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทุกเมื่อ ถ้าหากไม่สามารถหาข้อสรุปหรือหาข้อตกลงร่วม กับทางการไทยได้ในวันข้างหน้า นอกจากนี้ การที่ไทยกับเขมรมิได้มีความขัดแย้งกันเพียงเฉพาะในส่วนที่เป็นเขตแดนทางบกที่มีระยะทางยาวเกือบ 800 กิโลเมตรเท่านั้น หากแต่ยังมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับเขตทับซ้อนทางทะเลที่มีการสำรวจพบแหล่งน้ำม้นและแก๊สธรรมชาติที่ประมาณการว่ามีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5 ล้านล้านบาทด้วยนั้นจึงนับเป็นสิ่งที่ยากอย่างยิ่งที่ไทยกับเขมรจะ สามารถตกลงร่วมกันในปัญหาเกี่ยวกับเขตแดนได้ในเร็วๆวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ทางการเมืองภายในเขมรเอง ก็นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อการเจรจาเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างไทยกับเขมรไม่แพ้กันเพราะใน การที่พรรคสัม รังสีและพรรคสิทธิมนุษยชนกัมพูชาได้ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ทั่วไปที่พรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นนั้น ย่อมสามารถที่จะแปรสภาพไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองในเขมรในระยะต่อไปได้เช่นกัน ทั้งนี้โดยทั้งหัวหน้าพรรคสัม รังสี และพรรคสิทธิมนุษยชนกัมพูชานั้น ได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่าจะเดินสายในต่างประเทศเพื่อเปิดโปงกลโกงการเลือกตั้งอย่างกว้าง ขวางและจะไม่ยอมสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในสภาแห่งชาติอันจะเป็นผลทำให้ไม่ครบองค์ประชุมครั้งปฐมฤกษ์ ซึ่งจะยังผลทำให้ ฮุน เซน ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อีกด้วย แต่ไม่ว่าการเมืองในเขมรจะเป็นเช่นใดก็ตาม การที่อย่างน้อยที่สุด ฮุน เซน ก็ได้เตรียมการที่จะรับมือกับไทยในกรณีที่เกิดความขัดแย้งกันขึ้นในอนาคตนั้น ก็ยังนับเป็นสิ่งที่ได้เปรียบไทยอยู่ดีนั่นเอง!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||