พิมพ์หน้านี้
|
ครั้นแล้วโครงการก่อสร้างศูนย์กลางทางธุรกิจและเขตเมืองใหม่ที่บึงธาตุหลวงที่ ประชาชนลาวโดยทั่วไปเรียกว่า ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่ารัฐบาลลาวนั้นจะมีอำนาจตามกฎหมายในอันที่จะเวนคืนที่ดินจากประชาชนได้อยู่แล้วก็ตาม หากแต่ปัญหาของเรื่องก็อยู่ที่ว่าในการเวนคืนที่ดินนั้นได้มีการกำหนดค่าชดเชยที่ดินให้แก่ประชาชนในอัตราที่ต่ำเกินไป ทั้งๆที่โครงการลงทุนดัง กล่าวนี้หาใช่โครงการพัฒนาเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะแต่อย่างใดไม่ กล่าวก็คือในขณะที่ประชาชนลาวที่จะถูกไล่ที่นั้น มองว่าราคาประเมินของที่ดินในเขตบึงธาตุหลวงในทุกวันนี้จะต้องไม่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตารางเมตร หาก แต่ทางการลาวโดยอำนาจการปกครองในเขตนครเวียงจันทน์นั้นกลับมองว่าประชาชนลาวมีสิทธิที่จะได้รับการชดเชยที่ดินเพียงในอัตรา 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อตารางเมตรเท่า นั้น เนื่องเพราะที่ดินทั้งหมดในลาวนั้นถือเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาลทั้งสิ้น โดยทางการลาวได้ตกลงที่จะจัดสรรที่ดินในเขตบึงธาตุหลวงให้กับกลุ่มลงทุนจีนถึง 1,600 เฮกตาร์หรือ 10,000 ไร่ ซึ่ง 600 เฮกตาร์ในพื้นที่ดังกล่าวจะดำเนินการพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะที่ล้อมรอบด้วยสวนน้ำในพื้นที่ที่จะพัฒนาให้เป็นเขตที่อยู่อาศัยซึ่งจะสามารถรองรับครอบครัวของนักธุรกิจ (จีน) ได้ถึง 3,000 ครอบครัว ส่วนพื้นที่ที่เหลือก็จะพัฒนาให้เป็นเขตการค้าเสรีและศูนย์บริการทางธุรกิจอย่างครบวงจรด้วยสัมปทานสิทธิในการเช่าที่ดินเป็นเวลาถึง 50 ปี ในขณะที่ทางการลาวจะได้รับผลประโยชน์จากการที่ได้รับการแบ่งปันหุ้นลมในสัดส่วน 5% ของมูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ากลุ่มธุรกิจจีนได้ให้ความช่วยเหลือในการก่อสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ให้ลาวที่มีมูลค่าถึง 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งที่ 25 ปี 2009 แต่เนื่องจากว่าประชาชนลาว ไม่ยินยอมที่จะโยกย้ายออกไปจากที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในเขตบึงธาตุหลวงดังกล่าว จึงทำให้ทางการลาวยังคงไม่สามารถที่จะจัดสรรและส่งมอบที่ดินให้กับกลุ่มธุรกิจจากจีนได้เลยจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังทำให้ทางการลาวต้องปรับลดพื้นที่ที่จะจัดสรรให้กับกลุ่มธุรกิจจีนจากเดิม 1,600 เฮกตาร์ลงมาเหลือเพียง 600 เฮกตาร์เท่านั้น ทั้งนี้โดยพื้นที่ที่ขาดหายไปถึง 1,000 เฮกตาร์นั้น ทางการลาวก็จะจัดสรรพื้นที่ในเขตอื่นๆให้แทน ซึ่งในช่วงไม่นานมานี้ ทางการลาวก็ได้เสนอพื้นที่ 2 เขตให้กลุ่มธุรกิจจีนเลือก กล่าวคือพื้นที่ที่ต่อเนื่องกับสนามกีฬาแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากเขตใจกลางของนครเวียงจันทน์ถึงเกือบ 30 กิโลเมตร ในขณะที่เขตบึงธาตุหลวงอยู่ห่างจากใจกลางของนคร เวียงจันทน์เพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีแนวโน้มว่ากลุ่มธุรกิจจากจีนจะเลือกพื้นที่ในเขตที่ 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต่อเนื่องกับสถานีรถไฟแห่งแรกของลาวที่ท่านาแล้งในเขตบ้านดงโพสีที่ตั้งอยู่ห่างจากสะพานมิตรภาพแห่งแรกระหว่างไทยกับลาว (หนองคาย-นครเวียงจันทน์) เพียงไม่ถึง 4 กิโลเมตร และตั้งอยู่ห่างจากเขตบึงธาตุหลวงเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้นอีกด้วย แต่แล้วปัญหาของเรื่องก็เกิดขึ้นมาจนได้ เมื่อทางการลาวได้ตกลงอนุมัติให้กลุ่มธุรกิจจากเวียดนาม ลงทุนถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว สนามกอล์ฟระดับมาตรฐานสากล และบ้านพักตากอากาศสำหรับผู้ที่มีอันจะกินจากต่างประเทศบนพื้นที่ 500 เฮกตาร์ในพื้นที่เขตที่ 2 ดังกล่าวไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้ แน่นอนว่าการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกลุ่มธุรกิจเวียดนามดังกล่าวนี้ไม่เพียงจะเป็นการบีบบังคับให้กลุ่มธุรกิจจากจีนต้องเหลือพื้นที่ที่จะเลือกได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากยังได้สร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นภายในกลุ่มธุรกิจจีนมิใช่น้อยด้วย ทั้งนี้เพราะหากจะว่าไปแล้วการลงทุนของจีนและเวียดนามในลาวนั้นได้มีมูลค่า เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา โดยในขณะที่เวียดนามมีมูลค่าการลงทุนสะสมในลาวมากกว่า 1,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้วนั้นการลงทุนของจีนในลาวก็นับว่าได้มีการขยายตัวและเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยถึงแม้ว่านับตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมานั้น การลงทุนของไทยในลาวจะทิ้งห่างจากการลงทุนของทั้งเวียดนามและจีนเป็นอย่างมากก็ตาม แต่ในเวลานี้สถานะของการเป็นผู้ลงทุนอันดับ 1 ของไทยในลาวนั้นก็ถูกท้าทายจากทั้งสองประเทศนี้อย่างเห็นได้ชัด เฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนของจีนนั้นกำลังจะแซงหน้าไทยภายในปี 2010 อย่างแน่นอน เพราะการลงทุนของจีนในลาวไม่ได้มีเฉพาะ ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่ากระทรวงแผนการและการลงทุนของลาวได้อนุมัติให้สัมปทานสิทธิในการเช่าที่ดินระยะยาวบนเนื้อที่ 827 เฮกตาร์ (5,168.75 ไร่) ในเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเขตสามเหลี่ยมทองคำระหว่างลาวไทย-พม่านั้น ให้กับกลุ่มบริษัทดอกงิ้วคำจากจีนเช่นกัน โดยกลุ่มบริษัทดังกล่าวนี้ จะทุ่มเงินลงทุนมากถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาพื้นที่ 827 เฮกตาร์นี้ ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับเขตการค้าเสรีอาเซียนกับจีนให้ได้อย่างครบวงจรภายใน 10 ปีข้างหน้า ส่วนที่แขวงจำปาสักในเขตภาคใต้ของลาวนั้น บริษัทจากจีนก็ได้รับสัมปทานในการสำรวจและขุดค้นแร่บ็อกไซท์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งแร่บ็อกไซท์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอีกด้วย เพราะฉะนั้น ก็คงจะไม่ใช่เรื่องผิดปกติอีกเช่นกัน ถ้าหากจะมีชาวจีนหลั่งไหลเข้าไปปักหลักทำมาหากินอยู่ในลาวมากขึ้นเรื่อยๆ และได้พากันสร้างเป็น ส่วนเวียดนามนั้นก็ไม่น้อยหน้าจีนแต่อย่างใด เพราะการมีสถานะเป็นมหามิตรที่มีความสัมพันธ์แบบพิเศษกับลาวนั้น ย่อมถือว่าเป็นข้อได้เปรียบที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับโครงการลงทุนต่างๆของเวียดนามที่จะหลั่งไหลเข้าไปในลาวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่โครงการลงทุนในด้านพลังงานไฟฟ้าของกลุ่มธุรกิจไทยในลาวหลายๆโครงการได้คืบคลานไปอย่างเชื่องช้า ทั้งยังมีข่าวคราวข้อขัดแย้งเกี่ยว กับการที่ลาวขอปรับขึ้นราคาขายกระแสไฟฟ้าให้กับไทย ถึงขนาดที่ระดับปลัดกระทรวงพลังงานของไทยได้ประกาศว่า อาจจะพิจารณายกเลิกการรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาวก็เป็นได้ ทั้งๆที่ส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนของกลุ่มธุรกิจไทยนั้น แต่สำหรับความเคลื่อนไหวในกลุ่มธุรกิจด้านพลังงานจากเวียดนามในลาวกลับได้ดำเนินไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับไทย โดยเฉพาะในระยะเพียง 4 ปีมานี้กลุ่มธุรกิจจากเวียดนามได้ลงทุนและกำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำในลาวไปแล้วถึง 3 โครงการคิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 856 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลเวียดนามก็ได้ปรับเพิ่มปริมาณการรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาวขึ้นจาก 3,000 เมกกะวัตต์เป็น 5,000 เมกกะวัตต์ภายในปี 2020 ทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 10,000 เมกกะวัตต์ภายในปี 2030 ในขณะที่โครงการเขื่อนไฟฟ้าทั้งหมดที่จะก่อสร้างในลาวภายใต้ข้อตกลงซื้อขายกระแสไฟฟ้าจากลาวดังกล่าวต่างก็จะเป็นการลงทุนโดยกลุ่มธุรกิจเวียดนามทั้งสิ้นด้วยแล้ว จึงเชื่อได้เลยว่าเวียดนามก็จะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่จะแซงหน้าไทยในการลงทุนในลาวในระยะเวลาอันใกล้นี้เช่นเดียวกันกับจีน!!! ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
|
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||