พิมพ์หน้านี้
|
ธรรมะทำไม.. เกือบสองเดือนแล้วที่ฉันเดินออกจากสถานปฏิบัติธรรม แต่กลิ่นอายในรสพระธรรมยังหอมกรุ่นอยู่ในความรู้สึกตลอดเวลา หลายคนถาม..ทำไมต้องหันหน้าเข้าหาธรรมะ? ทำไมต้องไปปฏิบัติธรรม? ในชีวิตคนเรานั้น ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป ย่อมจะมีเหตุผลลึกๆของจิตใจกำกับอยู่เสมอ ซึ่งเหตุผลนั้นขึ้นอยู่กับว่าจะอธิบายให้คนรอบข้างรับรู้หรือไม่..ก็เท่านั้น.. การปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์ของฉัน เป็นการปฏิบัติธรรมเป็นครั้งที่สองของชีวิต เหตุผลคือต่อยอดจากการปฏิบัติธรรมในครั้งแรก และทบทวนภาคปฏิบัติต่างๆที่ทิ้งห่างมานานเกือบสองปี อีกอย่างคืออยากหาสถานที่สงบๆ มีบรรยากาศที่เอื้ออำนวย และปลดแอกจากภาระทั้งปวงเพื่ออยู่กับตัวเองสักพัก.. ส่วนเหตุผลอื่นทางด้านจิตใจนั้น แทบจะไม่มีเลย..ไม่เหมือนกับการไปปฏิบัติธรรมครั้งแรก..ที่หอบเอาความทุกข์เต็มกระบุงเดินเข้าสู่สถานปฏิบัติธรรม ไปด้วยใจที่หวังว่าจะพ้นทุกข์ในฉับพลัน..ซึ่งฉันก็เหมือนกับผู้ปฏิบัติธรรมมือใหม่ทั้งหลายที่มีความคิดว่า การไปปฏิบัติธรรมนั้น ไปเพื่อให้ใจสงบ..แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้วกลับไม่ใช่ ยิ่งเราไปหาความสงบ ใจเราจะยิ่งทุรนทุราย เพราะการบังคับใจให้สงบนั้น ยิ่งบังคับ ใจก็ยิ่งดิ้น..เหนื่อยน่าดูเลย กว่าฉันจะยึดหลักได้ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว หลักที่ยึดได้ก็คือ..การตามรู้ ตามดูอารมณ์ตัวเอง สุข ทุกข์เช่นไร ใจรับรู้อย่างเท่าทัน ใจจะคิดอย่างไรก็ไม่บังคับ ไม่ห้ามปราม แต่ดูไปเรื่อยๆ แล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน มันเกิดได้ มันก็ดับได้ โดยที่ใจเราไม่ต้องไปเดือดร้อนกับมัน ผลจากการปฏิบัติธรรมในครั้งนั้นทำให้เรียนรู้คำๆหนึ่งคือ อิริยาบถย่อย คือการรู้ตัวทุกขณะจิตของการยืน เดิน นั่ง นอน ขับถ่าย , เป็นพื้นฐานสำคัญของการฝึกสติ เพราะอิริยาบถเหล่านี้ เกิดขึ้นกับเรามาตั้งแต่ลืมตาดูโลก จนเติบโตเป็นผู้เป็นคน และฉันได้เรียนรู้ด้วยตนเองอีกว่า ฉันดำรงชีวิตอยู่อย่าง ไร้สติ มาตั้งหลายสิบปี...แต่ก็ยังโชคดีที่มีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนา ได้พบกัลยาณมิตร มิฉะนั้นแล้วฉันอาจจะดำเนินชีวิตอย่างไร้สติจนสิ้นชีวิตเลยก็เป็นได้.. หลังจากการปฏิบัติธรรมในครั้งแรกผ่านไป ฉันไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์เหมือนก่อนอีกแล้ว ฉันอ่านหนังสือธรรมะมากขึ้น กำหนดอิริยาบถย่อยทุกการกระทำ มีบ้างที่เผลอไผลไป แต่ก็ไม่นานนัก ฉันค่อยๆก้าวเดินเตาะแตะๆในการปฏิบัติ ไม่รีบร้อนที่จะไปให้ถึง.. เจ้าความทุกข์ที่ฉันหอบไปเป็นกระบุง มันไม่ได้หนีหายไปไหนหรอกนะ มันยังคงอยู่ แต่ไม่ได้ทำให้ฉันทุรนทุรายอะไรมากนัก ฉันสามารถจัดการใจตัวเองได้มากขึ้น แม้ทุกข์ก็ไม่ทุกข์นาน และมีความสุขได้ด้วยตัวเอง ในขณะที่เมื่อก่อนกลับคิดว่า ความสุขของฉันนั้นอยู่ที่คนอื่น ต้องมีคนอื่นหยิบยื่นให้ถึงจะสุข ยึดมั่นและถือมั่นอยู่อย่างนั้น วันใดที่เขาลืมป้อนความสุขให้ฉัน วันนั้นฉันก็ทุกข์แทบจะเป็นบ้า.. ดังนั้น...ความทุกข์ตัวนั้นแหละ..ที่ทำให้ฉันหันหน้าเข้าหาธรรมะอย่างจริงจัง..ธรรมะทำไม? ทำไมต้องธรรมะ จึงเป็นฉะนี้แล... ขอบคุณความทุกข์ตัวนั้น.. ขอบคุณผู้คนหลายคนบนโลกใบนี้..ที่ลืมป้อนความสุขให้ฉัน.. ถ้าไม่มีพวกเขาเหล่านั้น...ฉันคงไม่มีโอกาสมีความสุขด้วยตัวเองได้เลย..
|
| ..ร า ย ล้ อ ม ร อ บ ก า ย.. | ||
..Kids around me.. |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||