| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
ไม่ทันตั้งตัวค่ะ เรื่องแรก เป็นผู้หญิงตัวเล็กหรือต้องเรียกว่าผอมมากที่กินจุอย่าบอกใคร เรื่องนี้ถ้าจะท้าพิสูจน์คงต้องคิดหนักค่ะ กระเพาะอาหารของฉันถูกฝึกให้ทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก จำได้ว่า อาม่าพาไปดูงิ้วแถวเยาวราช ฉันดูไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ แต่อาศัยอาม่าบอกว่าจะพาไปกินของอร่อย ตอนนั้นฉันอายุแค่ 8 ขวบเอง แต่ซัดก๋วยจั๊บชามโตๆ ไป 2 ชาม ...อาการอย่างนี้ฉันมักจะเก็บกิริยาไม่ให้น่าเกลียดออกนอกหน้า เพราะสำหรับคนไม่คุ้นเคยฉันจะทำหงิมๆ ไม่กล้าจิ้มโน่นตักนี่ (บอกตรงๆ ว่า "อาย" ค่ะ) แต่บางครั้งฉันก็สั่งกระเพาะไม่ค่อยได้นะคะ มันไม่ยอมเชื่อฟัง ตอนที่ฉันไป training ที่ปักกิ่ง วันแรกก็เล่นเอาอาตี๋ที่เป็นวิทยากรให้ ทำตาโตต๊กกะใจ เพราะเห็นฉันพุ้ยข้าวสวยไป 3 ชามโตๆ แล้วยังไม่ยอมหยุด สายตานั่นเลยทำเอาฉันต้องใส่เบรกไว้แค่นั้น ....เรื่องนี้เจ้านายฉันเคยแดกดันว่าฉันเลี้ยง "พญานาคา" ไว้ในกระเพาะค่ะ เลยเป็นเรื่องที่ว่าฉันโชคดีกว่าผู้หญิงทั่วไปที่กินได้ดั่งใจ โดยเฉพาะเมนูขาหมู ที่ต้องมันๆ ไม่เอาเนื้อ เรื่องที่สอง ใครๆ ที่รู้จักมักจะบอกว่าฉันเป็นคนที่มี "ทักษะ" ดี (ขอไม่ใช้คำว่า "เก่ง" ละกัน) สารพัดที่จะทำได้ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่พัฒนาเท่าไหร่ก็ไม่ได้สักที แล้วส่วนมากก็ไม่ค่อยรู้กันหรอกค่ะว่าฉัน "ว่ายน้ำไม่เป็น" คงจะเป็นเพราะตอนเด็ก แม่พาไปเยี่ยมยายที่มหาชัย บ้านอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนค่ะ ฉันแต่งตัวสวย นุ่งกระโปรงอย่างดี ออกไปนั่งแกว่งเท้ารับลมตรงสะพานไม้ที่ยื่นออกไปในแม่น้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำอีท่าไหน ถึงได้พลัดตกลงไปในแม่น้ำ.....เกือบตายค่ะ หนสองก็คราวที่ไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณ เพื่อนชวนไปเล่นกลางน้ำตก ฉันปฏิเสธเพราะไม่กล้าออกไปเล่นน้ำไกล เลยโดนเพื่อนลากไปกลางน้ำตกแล้วก็ปล่อยมือฉันซะงั้นแหละ ก็ได้เรื่องสิคะ ตะเกียกตะกายไม่รู้เรื่องจนจะจมน้ำ เพื่อนเห็นเลยรีบคว้าตัวลากกลับเข้ามา เกือบไปอีกแล้วมั้ยล่ะ ...ที่จริงฉันเคยแอบไปเรียนว่ายน้ำอีกหลายครั้งนะคะ แต่ไม่สำเร็จซะทีค่ะ ทุกวันนี้ก็ยังหายใจในน้ำไม่เป็น ทำได้แต่ว่ายแบบไม่หายใจคือดำไปเรื่อยๆ ค่ะ ทว่าฉันชอบเที่ยวทะเลที่สุดเลย จัดทัวร์เองพาเพื่อนเที่ยวทะเลมาหลายรอบ ทั้งเกาะสุรินทร์ สิมิลัน ตรัง ทะเลชุมพร สมุย พะงัน เกาะช้างอะไรเนี่ย เที่ยวมาหมด แถมบางครั้งยังออกซ่าส์กล้าโดดทะเลเป็นคนแรกอีก (ก็มีชูชีพช่วยนี่คะ) เรื่องที่สาม ความที่พ่อของฉันเป็นคนจีนโพ้นทะเล เสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกรากในเมืองไทยกับอาก๋ง เลยยังติดประเพณีเดิมๆ อยู่ พอฉันเรียนจบและได้งานทำแล้ว ก็เริ่มทำหน้าที่พ่อที่ดี หลังจากเป็นพ่อสื่อให้ชาวบ้านมาเยอะ คราวนี้เลยจับลูกสาวเข้าพิธีดูตัวซะเลย ทั้งที่ฉันร้องขอแล้วว่าไม่ ไม่ และไม่ เพราะฉันถือว่าเป็นประเพณีเฉิ่มๆ ของคนสมัยใหม่ เรื่องอะไรจะมาถูกคลุมถุงชน อีกทั้งมีคนที่คบอยู่แล้วด้วย แต่พ่อไม่ฟังค่ะ ด้วยความหวังดีเลยคัดทั้งลูกชายเจ้าของโรงแรม ลูกชายเจ้าของโรงรับจำนำมาให้เลือก ปรากฏว่า "วงแตก" ค่ะ
เรื่องที่สี่ เมื่อก่อนฉันมักจะเป็นคนไม่ค่อยคิดถึงบ้าน อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่กับพ่อแม่มาตลอด ไม่เคยรู้สึกขาดความอบอุ่น พอได้ไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน ไม่ค่อยอยากจะกลับบ้านค่ะ ....อย่างคราวที่ไปออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท ที่ จ.น่าน สมัยที่ยังเป็นพื้นที่สีแดงอยู่ เวลาแค่ 10 วันกับการสร้างโรงเรียนบนดอยช้าง รถยังไปไม่ถึง ต้องอาศัยเฮลิคอปเตอร์ของ ตชด. ต้องกินลาบชะมดเป็นๆ อากาศก็แสนจะหนาว ต้องนอนในบังเกอร์ของ ตชด. เพื่อนๆ หลายคนร้องไห้อยากกลับบ้านกัน แต่ฉันดันบอกอยากอยู่ต่อ (อันนี้เพื่อนไม่รู้เหตุผลค่ะว่าฉันถูก ตชด.เกี้ยว) เรื่องสุดท้าย ซึ่งเป็นข้อเสียมากๆ คือ ฉันมักจะมีอะไรที่แตกต่างจากบุคลิกที่มองเห็นเสมอ ด้วยความที่ถูกปลูกฝังให้เป็นคนเรียบร้อย ตอนเรียนไม่เคยได้เที่ยวไหน เรียนอย่างเดียว ขนาดเพื่อนๆ แห่กันมาขออนุญาตพ่อกับแม่ที่บ้าน ก็ยังอด ดีที่สุดคือได้ไปกิจกรรมรับน้องของชมรม เพราะว่าอาของฉันเป็นศิษย์เก่า มีอาไปด้วยฉันก็เลยได้ไป เพราะงั้นพอทำงานแล้วฉันเริ่มทำหลายอย่างฉีกออกไป เช่น
กว่าจะ tag จนครบ เหนื่อยค่ะ เพราะฉะนั้น ขออนุญาตไม่ tag ใครต่อนะคะ |