|

คุณเคยทำงานเป็น "ทีม" ไหมคะ ทีมงานขนาดไหนที่คุณคิดว่า "เหมาะสม" องค์ประกอบของทีมงานควรจะมีอะไรบ้าง? ถ้าคุณมีโอกาสเลือกคนเข้าทีม คุณจะคนประเภทไหน อย่างไรคะ วันนี้มาถึงก็โยนคำถามเป็นชุดเลย.......... ทำไมต้องทำงานเป็นทีม? นั่นก็เพราะ Elton Mayo บิดาคนหนึ่งในขบวนการมนุษยสัมพันธ์ ค้นพบว่าผลผลิตของทีมที่ได้จะมากกว่าผลรวมของผลผลิตแต่ละคน (The whole is more than the sum of its parts)
การทำงานเป็นทีม ขึ้นอยู่กับการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จของงาน เพราะ "ทีมงาน" ก็คือ กลุ่มคนที่ทำงานโดยการพึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน ส่วน "การทำงานเป็นทีม" คือ ความพยายามร่วมกันของสมาชิกในทีมงานเพื่อให้บรรลุเป็าหมายร่วมกัน ซึ่งต้องมีการรวบรวมศักยภาพในทุกด้านของคนในทีมออกมาใช้อย่างเต็มที่ คุณลักษณะของทีมงานที่มีประสิทธิภาพตามความคิดของ David I. Cleland จะประกอบไปด้วย การยอมรับในความต้องการของบุคคลในทีม การแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกในทีมอย่างยุติธรรม ความรู้สึกรักในความเป็นทีมงานด้วยความจริงใจ ความภาคภูมิใจและสนุกในการทำงานกลุ่ม ความผูกพันและความมุ่งมั่นให้บรรลุวัตถุประสงค์ของทีม ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การให้ความอิสระซึ่งกันและกัน การติดต่อประสานงานและความร่วมมือต่อกันอย่างมีประสิทธิผล การกำหนดบรรทัดฐานการดำเนินงานที่ดีและปรับผลการดำเนินงานให้เหมาะสมกับบรรทัดฐาน ความสามารถในการพัฒนาบุคลากรของทีมงาน ความสามารถในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่ต้องคำนึงในการสร้างทีมงาน ขนาดของทีม เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเคยเจอปัญหาของทีมงานขนาดใหญ่ จึงต้องการมีทีมงานขนาดเล็ก แต่อย่างไรก็ตาม ทีมงานขนาดเล็กก็อาจจะประสบปัญหา หากขาดความชำนาญในบางเรื่อง หรือคนในทีมงานต้องทำงานมากเกินไป ลักษณะของสมาชิกในทีมงาน ควรจะต้องมีความรับผิดชอบ มีใจที่เปิดกว้าง ต้องช่วยสร้างสรรค์และสนับสนุนในทางบวก รวมทั้งมีความไว้วางใจผู้อื่น มีความพร้อมในการตั้งใจร่วมมือกับคนในทีมเพื่อแก้ไขปัญหา แม้จะอยู่นอกเหนือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของการทำงานเป็นทีมที่ต้องเผชิญ คือ "ความขัดแย้ง" คงไม่มีทีมงานใดที่จะราบรื่น ไม่ประสบปัญหาความขัดแย้งใดๆ ขึ้นเลย แต่ทำอย่างไรเราจึงจะจัดการความขัดแย้งนั้นได้? แต่จะจัดการอย่างไร? ด้วยวิธีการใด? วางเฉย หลีกเลี่ยง ประนีประนอม หรือแก้ไขปัญหา คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์และลักษณะของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น 
ตอนนี้ที่ทำงานของฉันกำลังปรับเปลี่ยนการทำงานและกำลังคนใหม่ ก็ทำเอาวุ่นพอสมควรค่ะ จากทีม size XL ที่เคยมีทีมงาน 20 กว่าชีวิต ปรับเป็น size M เหลือเพียง 6 คนและสุดท้ายนี่เป็น size S เหลือเพียง 4 คนเท่านั้น ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ อย่างไร ฉันจำได้ว่าครั้งแรกที่ทำงานเป็นทีมในที่ทำงานแห่งใหม่ แม้ทีมงานแต่ละคนจะคัดสรรมาจากหลายแหล่ง หลากความสามารถ แต่ก็เกิดปัญหาในความเป็นเอกภาพในการทำงาน เพราะต่างคนต่างเก่ง ต่างคนต่างอยากได้เครดิตในการทำงานกันทั้งสิ้น โดยลืมไปว่าแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญ ชำนาญในแต่ละสาขาอยู่ การแสดงความคิดเห็นของบางคนที่ไม่รู้จริงในเนื้องาน จึงส่งผลกระทบต่องานอย่างมาก ในทางกลับกัน บางคนก็ได้แต่นิ่งเงียบ บ้างก็ "ดีแต่พูด" แถมบางคนก็เป็นประเภท "มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ" แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะมีคนที่ขยันขันแข็งมากเสียจนเพื่อนในทีมบ่น บ่น บ่น ไม่รู้ว่าคุณเคยเจอประเภทใดมาบ้าง
เมื่อครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนทีมงานเหลือแค่ 6 ชีวิต เริ่มมีความคล่องตัวขึ้น แต่ก็มีปัญหาบ้างเหมือนกันกรณีที่ได้รับงานชิ้นใหญ่ เอกสารเป็นพันเป็นหมื่นฉบับ หลายคนรู้แล้วว่าจะทำงานแบบ "กินแรง" คนอื่นไม่ได้ แม้แต่ละคนต่างก็มีงานในหน้าที่ของตัวเอง .......โอ้โฮ สนุกดีแท้เลยค่ะ คุณพอจะนึกภาพการทำงานแบบ Matrix ออกไหมคะ ยกตัวอย่างเช่น มีงานอยู่ในมือ 10 เรื่อง แต่ละเรื่องจะมีหัวหน้าและทีมงานที่แตกต่างกันออกไป .......นี่ยังไม่รวมงานประชุมอื่นๆ อีกนะคะ บางทีทีมงาน ก. กำลังทำงานในออฟฟิศ ทีมงาน ข. ต้องออกนอกสถานที่ คณะกรรมการชุดนั้นเรียกประชุมในเวลาเดียวกัน เอิ๊ก.. เอิ๊ก..... เกือบเมาเลยค่ะ 
แต่ที่ต้องพบกับปัญหาล่าสุด เห็นจะเป็นการจัดชุดทำงานใหม่ให้เหลือ 4 คน คราวนี้เพื่อนก็เพื่อนเถอะค่ะ ถึงคราวต้องแยกกันบ้างล่ะ หัวหน้าทีมก็ต้องอยากได้คนที่มีทัศนคติเหมือนกัน คนที่มีความรู้ คนที่ทำงานเก่ง (คนเก่งแต่พูด ไม่อยากได้ค่ะ) คนที่คล่องเทคโนโลยี และคนที่มีความคล่องตัวในการทำงานสูง คุณคงพอจะนึกภาพคนที่ไปเลือกซื้อสินค้าออกว่า อยากได้แต่ของดีๆ ของมีตำหนิราคาถูก ถ้าไม่ติดขัดเรื่องเงิน ก็คงไม่เลือกแน่ ใช่มั้ยคะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความโกลาหลก็ย่อมเกิดเป็นธรรมดา สำหรับคนที่ไม่ถูก "หยิบ" หรือ "เลือก" เพราะหลายๆ คนต้องเจอกับเพลง "ใครๆ ก็ไม่รักผม แม้แต่พัดลมยังส่ายหน้าเลย" ของน้องพลับ ในที่สุดก็ต้องเกิดสภาพขายเหล้าพ่วงเบียร์ (เอ๊ะ!.... จะเกี่ยวกันไหมเนี่ย) อยากได้คนนี้ ต้องเอาคนนั้นไปด้วย 55 บางคนก็ถูกเข้าทีมที่ศรศิลป์ไม่กินกัน บางคนก็ต้องระเห็จไปอยู่ทีมที่สไตล์การทำงานและแนวคิดที่แตกต่างกัน ฟังดูน่าเหนื่อยใช่มั้ยคะ 
ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถจับเอาทฤษฎีมาปฏิบัติได้ทั้งหมด ปรับได้ก็ปรับกันไป สิ่งสำคัญคือ แต่ละคนต้องลด "อัตตา" ในตัวเองลง คุณคงยอมรับว่าแต่ละคนต่างมีตัวตนของตัวเอง การปรับเข้าหาหรือการเดินสายกลางอาจจะทำไม่ได้เหมือนกันหมดทุกคน หากแต่ละคนยึด "ตัวกู ของกู" ด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ ระดับ ชั้น ตำแหน่ง ที่มากกว่าเป็นตัวตั้งในการทำงานเป็นทีม ก็คงจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ในทางกลับกัน หากทุกคนยึดความสำเร็จของ "งาน" เป็นที่ตั้งแล้ว ไม่ว่าจะได้ทีมงานแบบใด ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ก็คงจะบรรเทาและสามารถคลี่คลายลงได้ ....คุณเห็นด้วยรึเปล่าคะ
|