การเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในเกาหลี
การท่องเที่ยวในกรุงโซล นอกจากจะต้องเดินมากๆ แล้ว เรายังต้องใช้บริการรถไฟใต้ดินบ่อยมาก ดังนั้น แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ subway จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพกติดตัวเสมอสำหรับการเดินทางในเกาหลี เพราะจะมีเส้นทางเชื่อมโยงทุกสายตามสถานีใหญ่ๆ ถือเป็นการเดินทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในประเทศเกาหลีอีกด้วย เท่าที่ใช้บริการ อาจจะค่อนข้างงงๆ กว่าที่เคยใช้เดินทางในประเทศญี่ปุ่นบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ถือว่าการเดินทางโดยรถไฟฟ้า เป็นบริการขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลเกาหลีจัดให้แก่ประชาชนของเขาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก เป็นตัวอย่างที่ประเทศเราควรนำมาพัฒนาในด้านการบริการให้ดีเท่าเทียมค่ะ เส้นทางการเดินรถจะใช้สีเป็นตัวกำหนด โดยจุดที่มีวงกลมใหญ่สามสี จะเป็นสถานีที่มีการเชื่อมต่อกับสายอื่น สาย 1 (สีน้ำเงิน) จะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่บนพื้นดิน วิ่งระหว่างกรุงโซลกับเมืองสำคัญต่างๆ เช่น อินชอน ซูวอน อันซาน และอืยจองบู สาย 2 (สีเขียว) วิ่งเป็นวงกลมข้ามแม่น้ำฮันคัง จากศาลากลางจังหวัดผ่านอึลชิโร่ข้ามแม่น้ำไปชัมชิล ยองดอง และวิ่งขึ้นเหนือไปย่านชินชอน สาย 3 (สีส้ม) วิ่งจากแทวาทางตะวันออกเฉียงเหนือไปสุดที่ Susea ที่อยู่ทางตอนใต้ เชื่อมระหว่างกรุงโซลกับเมืองใหม่ 2 เมือง คือ พันดังและอิลซาน สาย 4 (สีฟ้า) วิ่งตรงกันข้ามกับสาย 3 โดยเริ่มวิ่งจากทังกอแกทางตะวันออกเฉียงเหนือถึง Oido ซึ่งอยู่ทางใต้ สามารถเชื่อมต่อกับทางรถไฟสายอันซานที่สถานีซาดัง สาย 5 (สีม่วง) วิ่งผ่านใจกลางกรุงโซลไปถึงสนามบินกิมโป สาย 6 (สีน้ำตาล) วิ่งจากหยักซูไปพงฮวาซัน สาย 7 (สีดำ) วิ่งจากชังอัมไปยังอนซู สาย 8 (สีชมพู) วิ่งจากโมรันไปยังอัมซา
วิธีการที่จะใช้บริการรถไฟใต้ดินในเกาหลีไม่ให้งง ก็คงต้องดูสถานีที่ติดกับสถานีที่ใช้บริการ จะได้ทราบว่าขึ้นฝั่งไหนกันแน่ค่ะ ส่วนราคาค่าตั๋วจะผันแปรตามระยะทาง ปกติจะเริ่มต้นที่ 900 วอนสำหรับ 12 กม.แรก และจะเพิ่มอีก 100 วอนต่อ 6 กม.สำหรับระยะที่เพิ่มจาก 12 กม. ถึง 24 กม. หลังจาก 24 กม. จะเพิ่มอีก 100 วอนต่อ 12 กม.

แอนกำลังซื้อตั๋วรถไฟไปซูวอน ที่สถานีเมียงดง (Myeong-dong) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ห่างจากที่พักนัมซานเกสต์เฮ้าส์ ประมาณ 300 เมตร
| ก่อนจะซื้อตั๋วอย่าลืมไปตรวจดูสายการเดินรถด้วยนะคะ แผนที่ของเราเองก็ได้ หรือจะดูแผนที่ใหญ่ในสถานีก็ได้ค่ะ ว่าจะต้องไปต่อสายไหน ที่สถานีอะไร ปรากฏว่าจากสถานีเมียงดง รถไฟสาย 4 : สีฟ้า จะต้องไปต่อรถไฟสาย 1 : สีน้ำเงิน ที่สถานี Geumjeong เพื่อต่อไปยังสถานีซูวอน จุดหมายปลายทางของเรา
จากนั้น เราไปด้อมๆ มองๆ ที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ เห็นแต่ภาษาเกาหลีก็ตาลายเลยค่ะ ตัดสินใจซื้อตั๋วจากพนักงานดีกว่า แค่บอกชื่อสถานีปลายทาง แล้วก็จำนวนคนเท่านั้น เราจ่ายค่าตั๋วไปคนละ 1,600 วอน ระยะทางทั้งสิ้น 41.4 กิโลเมตร |
ถูกเพ่งเล็งบน KORAIL หลังจากได้ตั๋วแล้ว เราก็เดินผ่านเครื่องตรวจตั๋วเหมือนบ้านเรา ลงมารอที่ชานชาลาด้านล่าง ต้องคอยดูป้ายด้วยนะคะ เพราะจะบอกว่าเส้นที่เราไป จะขึ้นจากฝั่งซ้ายมือหรือขวามือ ให้สังเกตจากชื่อของสถานีในเส้นทางที่เราต้องผ่านนะคะ ไม่งั้น ได้นั่งรถไฟเที่ยวเล่นวนไปวนมาแน่ๆ ค่ะ ที่เกาหลีนี่ เขาใช้คำว่า up หรือ down หมายถึง เส้นทางเที่ยวขึ้นหรือเส้นทางเที่ยวลงน่ะค่ะ แล้วก็มีลุงแก่ๆ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณกำกับรถไฟ เดินเข้ามาถามเราเป็นภาษาอังกฤษว่า จะไปไหน คงเกรงว่าสองสาวหน้าตาตื่นๆ จะนั่งผิดทิศทาง เลยต้องถามให้ชัวร์ก่อน ปรากฏว่าไม่ผิดนะคะ 

เรานั่งรอรถไฟไม่นานก็มา ภายในรถไฟนี่ ถือว่าใหม่และน่าใช้บริการ บรรยากาศก็เงียบดีนะคะ เราเห็นมีที่นั่งว่าง ก็เลยไปนั่งกัน นั่งไปสักพัก ฉันก็รู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมองมาแบบไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่นัก เดี๋ยวๆ ก็มองมาที แล้วก็กระซิบกระซาบกัน จนฉันรู้สึกทนไม่ไหว เลยกระซิบบอกแอนบ้าง (...กระซิบทำไมเนี่ย เขาฟังภาษาไทยไม่ออกซะหน่อย ) "พี่ว่า เราคงนั่งเก้าอี้ของใครเข้าแล้วล่ะ แอน" "เหรอคะ แอนไม่เห็นรู้สึกเลยค่ะ" "แต่พี่ว่าใครๆ เขามองเราแปลกๆ นะแอน" "งั้น แอนว่าเดี๋ยวเราเปลี่ยนที่นั่ง ลุกไปขบวนอื่นเลยดีกว่าค่ะ" แล้วเราก็เปิดประตูเชื่อมต่อระหว่างขบวน ไปนั่งเก้าอี้ที่ไม่ใช่สีแดงในตู้อื่นแทน แล้วก็ลองมองหาป้ายภาษาอังกฤษดูว่ามันคือที่นั่งอะไร แต่ก็ไม่พบ เจอแต่ภาษาเกาหลี มารู้ทีหลังว่า มันคือที่นั่งสำหรับคนชราหรือผู้สูงอายุค่ะ แหะ แหะ คราวนี้รู้แล้วใช่ไหมคะ สายตาที่มองมาแบบไม่เป็นมิตรน่ะ คือสายตาแสดงการตำหนิที่เราไปนั่งที่นั่งของคนชรา แม้ว่าเก้าอี้จะว่างก็ตามที 
เห็นเก้าอี้ว่าง ดูให้ดีก่อนนะคะ  เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงสถานีซูวอนค่ะ ภายในสถานีก็เป็นส่วนหนึ่งของชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้า แถมยังมีร้านค้าขายของเพียบเลยค่ะ ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า อาหาร (เกือบอดใจไม่ไหวอีกแล้ว หม่ำ หม่ำ หม่ำ ) ระหว่างที่เราดูแผนที่ภายในสถานีว่าจะต้องออกไปทางไหน ก็มีหนุ่มหน้าตาดีเชื้อชาติไปทางประเทศเอเชียตะวันออก ตามความคิดของฉันนะคะ แต่แอนไม่เห็นด้วย แอนว่าน่าจะเป็นพวกอัฟริกันมากกว่า หนุ่มคนนี้เดินเข้ามาทักทายแอนค่ะ ถามว่า Where are you going? แต่แอนไม่ตอบ แล้วฉันกับแอนก็เฉยๆ เดินต่อไป จนหนุ่มคนนี้ถามใหม่ว่า Can you speak English? สาวแอนเธอส่ายหน้าอย่างเดียวเลยค่ะ ตรงนี้ ฉันแทบหัวเราะคิกออกมาเลยค่ะ speak ไม่ได้ แต่ฟังได้อย่างเดียวเหรอ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้กับฉันมากเลย และเก็บมาล้อแอนได้บ่อยๆ เพราะฉันคาดว่าแอนจะต้องคุยด้วยตามประสาคนช่างเจรจา แต่เที่ยวนี้ แอนสารภาพว่า ท่าทางพ่อหนุ่มคนนี้น่ากลัว อาจจะมาหาเหยื่อก็ได้ ตรงนี้ฉันเห็นด้วยค่ะ เพราะพอถึงทางออก พ่อหนุ่มผิวดำเข้มคนนี้ก็หยุดยืน ไม่เดินออกจากสถานีเหมือนเราสองคน 
ฝนกำลังตกพรำๆ เลยค่ะ ตอนที่เราขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน มองหา Tourist Information ของซูวอน ตามที่หนังสือบอกไว้ ไม่รู้ว่ารีบหรืออย่างไร แต่มองแล้วไม่เจอค่ะ พอเห็นป้ายรถเมล์อยู่ข้างหน้า ก็เลยเดินหน้าไปขึ้นรถเมล์ ไปลงที่ประตู Paldalmun ซึ่งจะเป็นจุดที่เริ่มต้นชมกำแพงเมือง รถเมล์สายที่สามารถนั่งไปยังประตู Paldamun ได้คือ สาย 11, 11-1, 13, 36, 38 และ 39
สภาพรถเมล์ที่เรานั่ง จะมีกล่องหยอดเงินค่าโดยสารด้านข้างคนขับ พอขึ้นปุ๊บ แอนก็หย่อนแบงค์ 10,000 วอน ลงไปทันที คนขับก็กดเครื่องทอนเงินเป็นเหรียญออกมา มานับทีหลัง ปรากฏว่าเราขาดทุนไป 700 วอน คงเป็นเพราะเหรียญหมดเครื่องแน่ๆ เลยไม่ใช่เพราะถูกโกงหรอกค่ะ
เห็นสภาพรถเมล์แล้วเป็นอย่างไรบ้างคะ มีที่นั่งไม่มากค่ะ แต่ราวสีเหลืองนี่ดูแข็งแรงดีเหลือเกิน
|