วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม 2550
เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วเที่ยวเกาหลี (5) ตอน...เกาะนามิ "เพลงรักในสายลมหนาว"
Posted by
มีนา
,
ผู้อ่าน : 493
, 23:29:48 น.
| หมวดหมู่ :
เปิดโลกกว้าง
me,myself
พิมพ์หน้านี้
วันที่สามของการท่องเที่ยวในเกาหลี ฉันกับแอนตั้งใจจะไปเกาะนามิกันค่ะ เห็นใครๆ เขาว่าเป็นสถานที่ที่โรแมนติก หนังหรือละครหลายเรื่องไปถ่ายทำที่เกาะนามิ อย่างเช่น Winter Sonata หรือ เพลงรักในสายลมหนาว ...อีกแล้วล่ะค่ะที่ฉันไม่เคยดูเลย รู้แต่ว่าเป็นละครที่โด่งดังในบ้านเรา แล้วก็สุดแสนจะเศร้า เพราะเคยเห็นน้องสาวนั่งดูแล้วก็สะอึกสะอื้น ฉันรู้แค่ว่าเพลงประกอบในละครเรื่องนี้ มีความไพเราะมากก็เท่านั้นเอง ความเป็นมาของเกาะนามิ เกาะนามิซัม (Namiseom) หรือนามิโด (Namido Island) เป็นเกาะที่เกิดจากการสร้างเขื่อนชองเปียง (Cheongpyeong) กั้นแม่น้ำ Bukhan ชื่อของเกาะถูกตั้งขึ้นตามชื่อของนายพลนามิ ซึ่งเป็นนายทหารที่มีชื่อเสียงมากในสมัยราชวงศ์โชซอน การเดินทางไปเกาะนามิ จากกรุงโซลไป Gapyeong โดยรถประจำทาง : ให้ซื้อตั๋วรถประจำทางที่จะไปชุนชอนที่สถานีรถ Sangbong หรือสถานี Dong ไปลงที่สถานี Gapyeong ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยรถไฟ : ให้นั่งรถไฟสาย Gyeongchun จากสถานี Cheongnyang-ni ไปลงที่สถานี Gapyeong ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 20 นาที
จาก Gapyeong ไปเกาะนามิ
เราเลือกที่จะเดินทางจากโซลไปกัปยอง (Gapyeong) ทางรถไฟกันค่ะ เพราะน่าจะควบคุมเวลาเดินทางได้แน่นอน โดยเริ่มต้นจากสถานีเมียงดงตามเคย แล้วค่อยไปเปลี่ยนเป็นสายสีน้ำเงินที่สถานี Dongdaemun ไปลงที่สถานี Cheongnyangni ค่าตั๋วคนละ 900 วอนค่ะ ที่สถานี Cheongnyangni ซึ่งอยู่ตรงข้ามห้าง Lotte บรรยากาศคล้ายสถานีขนส่งในบ้านเรา แต่ดูหรูกว่าตรงที่มีเครื่องขายบัตรอัตโนมัติให้ด้วยสำหรับคนที่ไม่อยากไปเข้าคิวซื้อตั๋วจากพนักงาน เราสองคนพยายามลองซื้อจากเครื่องขายบัตรอัตโนมัติโดยมีหนุ่มสาวเกาหลีคู่หนึ่งให้ความช่วยเหลือในการกดปุ่มที่เป็นภาษาเกาหลี อ้อ!... ลืมบอกค่ะว่าเครื่องขายบัตรอัตโนมัตินี่ จะหักเงินจากบัตรเครดิตของเรานะคะ ปัญหาก็เลยเกิดตรงนี้ล่ะค่ะ เพราะทั้งฉันและแอนติดบัตรเครดิตไปทั้งคู่ แต่จำรหัสของตัวเองไม่ได้เลยเพราะไม่เคยใช้บริการกดเอทีเอ็มเบิกเงินจากบัตรเครดิตกันมาก่อน 
ท้ายที่สุด เราก็ได้แต่ขอบคุณคู่รักเกาหลี แล้วก็ตั้งต้นไปต่อคิวซื้อตั๋วกับพนักงานแทน ...คิวยาวค่ะ เลยอยากแนะนำว่า ในการใช้บริการรถไฟของ KTX (Korea Train Express) นี่ ควรใช้บริการซื้อหรือจองตั๋วจากอินเตอร์เน็ตดีกว่า เพราะจะได้ที่นั่งแน่นอนค่ะ 
พอได้เวลารถใกล้ออก ฉันก็เดาจากตั๋วโดยสารซึ่งมีแต่ภาษาเกาหลี (อีกแล้ว) ว่าเป็นรถขบวนที่ 5 เพราะมีตัวเลข 5 อยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าเลข 3 กับ 4 ในตั๋วคือเลขที่นั่งรึเปล่า เพราะขึ้นไปแล้วเห็นมีคนนั่งอยู่ ก็เลยเลือกนั่งสองตัวที่ว่าง ปรากฏว่านั่งไปได้ไม่กี่สถานี มีผู้โดยสารขึ้นกลางทาง แหะ แหะ โดนไล่ที่เลยค่ะ เราก็งงๆ เลยหันไปถามกลุ่มสาวๆ เกาหลีหน้าตาน่ารักที่นั่งฝั่งตรงข้ามว่า ที่นั่งของเราอยู่ตรงไหน รบกวนช่วยดูให้หน่อยเถอะค่ะ สาวน่ารักคนนี้เธอก็ดีใจหาย ลุกขึ้นพาไปยังที่นั่งของเรา แล้วก็ไล่คู่รักหนุ่มสาวที่นั่งอยู่ที่เราออกไป เห็นสองคนนี้ก็ยืนต่อค่ะ เลยเพิ่งรู้ว่า ตั๋วของเขาเป็นตั๋วยืนนี่เอง แหม...แล้วเล่นนั่งที่เราตั้งแต่ออกจากชานชาลา ทำให้เรางงเล่นงั้นแหละ  
จากสถานีกัปยอง (Gapyeong) เรายังต้องนั่งแท็กซี่ต่อไปยังท่าเรืออีกค่ะ ไปยืนเข้าคิวรอแท็กซี่ บอกให้ไปส่งที่ท่าเรือ ราคาตามมิเตอร์ค่ะ 2 กิโลเมตรแรกอยู่ที่ 1,900 วอน กิโลถัดไปดูไม่ทันค่ะ วิ่งเร็วจริงๆ จ่ายค่าแท็กซี่ไปเกือบ 5 พันวอน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที การจะข้ามไปเกาะนามิ ต้องเสียค่าเข้าเกาะด้วยนะคะ รวมค่าเรือไปกลับก็คนละ 5 พันวอน |
ดูจากภาพจะเห็นว่า เกาะนามิไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก เรียกว่าสามารถเดินรอบเกาะได้ แต่คงเหนื่อยมากๆ ที่เกาะจะมีจักรยานให้เช่านะคะ มีทั้งขนาด 2 คน 4 คน ฯลฯ จะช่วยประหยัดแรงในการเดิน เพราะควรต้องมีเวลาเดินอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมงบนเกาะนามินี้
| 
หุ่นรูปปั้นคู่รักหนุ่มสาว ที่บ่งบอกถึงความรัก ความหวาน และความโรแมนติกของเกาะนี้ | | 
ลานแห่งนี้ ยังเป็นปริศนา เพราะมีซอกหลืบลึกลับอยู่หลายแห่ง ดูเสมือนจะเป็นที่พลอดรักของคู่หนุ่มสาวกระมัง
| | | ตามรอย Winter Sonata เพลงรักในสายลมหนาว 
และแล้วเราก็เจอคู่พระคู่นางของ Winter Sonata เข้าจนได้
| 
| 
| หนุ่มเกาหลีคนนี้กล้ามากที่ขอเป็นพระเอก ให้ภรรยาที่กำลังท้องถ่ายรูปให้ แอนเลยรีบกดภาพแชะไว้ แล้วเอาให้เขาดู เขาหัวเราะก๊ากชอบใจใหญ่ค่ะ บอกว่าถ่ายได้สวยกว่าที่เมียเขาถ่ายอีก แถมยังแซวฉันอีกว่าต้องกล้าๆ เข้าไปแทนที่นางเอกแล้วทำท่าแบบที่เขาทำน่ะ อิอิ มิกล้าค่ะ ขอแค่เทียบรัศมีเฉยๆ ก็พอ  | 


| 


|
เสียงร่ำลือเกี่ยวกับความโรแมนติกของเกาะแห่งนี้ คงพิสูจน์ได้จากภาพหนุ่มสาวเหล่านี้นะคะ เจ้ากล้อง Minolta เลนส์ 35-420 mm. 12X เลยทำให้แอบเก็บภาพความหวานเหล่านี้ได้ | 
| 
บังกาโลที่พักมีให้เห็นอยู่รอบๆ เกาะ | 
ใบไม้เปลี่ยนสี ยังพอมีให้ดูบ้าง โดยเฉพาะต้นเมเปิล 
ชอบมุมนี้ค่ะ ไว้สำหรับนั่งรอใครสักคน 
| 
| 
| 
ศิลปะบนขอนไม้ | 
| 
เมื่อห้องน้ำ (Toilet) กับศิลปะ (Art) มารวมกัน จึงกลายเป็น Toilart Studio 
| | 
สุสานนายพลนามิ | 
| | สุสานนายพลนามิ นายพลนามิ เป็นเชื้อพระวงศ์ เพราะพระมารดาเป็นเจ้าฟ้าหญิงองค์ที่ 4 ของกษัตริย์ และพระบิดาเป็นสมาชิกของตระกูลผู้สูงศักดิ์ เกียรติประวัติของนายพลนามิ เป็นที่เลื่องลือตั้งแต่อายุ 17 เมื่อความกล้าหาญของท่านที่แสดงออกในระหว่างการสอบเข้ารับราชการทหาร ผ่านการทดสอบความทรหด โดยสยบใครอื่นได้หมด ความสามารถของท่านเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์ยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อท่านนำทัพ 3 หมื่น เข้ากวาดล้างจราจลในแถบอีสานได้อย่างราบคาบ จนได้รับการพระราชทานตำแหน่งอันสูงส่งเทียบเท่ารัฐมนตรีกลาโหมในปัจจุบัน ด้วยวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น หลังจากนั้น ท่านก็นำทัพเข้าปราบปรามชนเผ่าที่แข็งขืนต่างๆ จนสามารถยึดพื้นที่แถบเหนือมาได้ทั้งหมด แต่น่าเสียดายที่ภายหลังการสวรรคตของกษัตริย์ ท่านก็ถูกใส่ความโดยศัตรูทางการเมืองด้วยข้อหากบฎ จึงถูกประหารชีวิต รวมทั้งพระมารดาและพรรคพวกรวม 25 คน ต่อมา เมื่อผลัดเปลี่ยนราชบัลลังค์ ได้มีการพิสูจน์หลักฐานว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นความเท็จ กษัตริย์พระองค์ใหม่จึงได้คืนยศฐาบรรดาศักดิ์ให้ดังเดิม "ข้าจะฟันหินผา เขาแบคดู จนดาบหักสะบั้น ข้าจะตักน้ำให้อาชาดื่มจนแม่น้ำดูแมนเหือดแห้ง ถ้าลูกผู้ชายคนหนึ่ง มิอาจนำสันติสุขมาสู่ชาติบ้านเมืองได้ก่อนวัย 20 ใครเลยจะขนานนามเขาว่า วีรบุรุษ" (จากหนังสือเที่ยวเองได้ง่ายๆ สบายกระเป๋าสตางค์ สไตล์พี่วุฒิ&พี่เคท) | | เราออกจากเกาะนามิกันก็เกือบจะทุ่มแล้วค่ะ เมื่อมาถึงที่สถานี Gapyeong ปรากฏว่าอีก 10 นาที ขบวนรถไฟกลับไปที่ Cheongnyangni จะเข้าเทียบชานชาลา เราตัดสินใจซื้อตั๋วทันที โดยไม่รอเที่ยวถัดไป จึงได้ตั๋วยืน ไม่มีที่นั่ง ค่าตั๋ว 3,200 วอน ถูกกว่าตั๋วมีที่นั่ง 4-500 วอน คิดว่าการยืนบนรถไฟชั่วโมงครึ่งไม่น่าจะมีปัญหา ซื้อเสร็จเลยต้องรีบโดดขึ้นตามหมายเลขตู้ในตั๋ว 

เราเลือกไปยืนที่ท้ายตู้ค่ะ แผ่นไม้เล็กๆ ตรงกลางนั่น เค้าเขียนว่าห้ามนั่งค่ะ ฉันก็เลยซุกตัวลงไปนั่งในซอก อาศัยเป็นคนผอมก็เลยพอนั่งได้ ส่วนแอนลงไปนั่งขัดสมาธิกองที่พื้นเลยค่ะ นี่ถ้าอยู่เมืองไทย เราคงไม่กล้าที่จะทำตัวแบบนี้แน่ๆ เพราะต้องวางฟอร์มค่ะ ....พ่อหนุ่มเกาหลีสองคนนี้ เห็นเรานั่งแล้วก็หัวเราะกัน แอนเลยจับถ่ายรูปเป็นตัวประกัน อิอิ ไม่ใช่หรอกค่ะ ที่ได้ภาพมาเพราะเราให้หนุ่มกิมจิช่วยถ่ายรูปเราให้หน่อย แต่กดชัตเตอร์เป็นสิบรอบ ก็ไม่ได้สักที แอนเลยถ่ายให้ดูเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่รายการหลอกเด็กนะคะ  
ใครไม่มีที่นั่ง เจ๊ไม่สน!!! เจ๊ขอหลับอ่ะ ฟ้องด้วยภาพเลยนะคะ เจอชาวเกาหลีใจดีมาตลอดทริป เพิ่งจะเที่ยวนี้ล่ะค่ะ เจอคุณเจ๊สองคนนี้ ไม่ยอมแบ่งที่นั่งให้เรา ถึงแม้ว่าเพื่อนเจ๊สองคนจะลงจากรถไปแล้ว และเห็นเราผุดลุกผุดซุกนั่งอยู่ เจ๊ก็ยังขอนอนพาดเท้ายาวเหยียดสบายๆ ดีกว่า เบาะที่นั่งในรถไฟ KTX สามารถปรับให้หันหน้าเข้าหากันได้อย่างที่เห็น ในกรณีที่มากันหลายคน แล้วต้องการนั่งคุยจุ๊กจิ๊กกัน ก็ปรับตัวโยกด้านล่างได้เลยค่ะ กว่าจะมาถึงสถานี Cheongnyangni ก็เกือบสามทุ่มแล้ว หิวไส้จะกิ่ว เลยมีอาหารมายั่วอีกแล้วค่ะ สังเกตมั้ยคะว่าฉันมักจะสั่งอะไรที่เป็นจานโตๆ อยู่เรื่อย ส่วนของแอนก็มักจะเป็นอะไรที่เบากว่าเสมอเลย 
|
| 
ผัดเผ็ดปลาหมึก พร้อมสลัดผักของฉัน | 
บิบิมบับ อีกหนึ่งแบบของแอน | | รายการสำหรับวันนี้ยังไม่จบค่ะ พอนั่งรถไฟกลับถึงสถานีเมียงดง เราก็ยังมีเรี่ยวแรงเดินดูรอบๆ ต่อ ไว้จะเล่าให้ฟังนะคะ เพราะที่เมียงดงนี่ เรียกว่าเป็น Fashion Street เลยค่ะ | |
| | |
|