แม้ว่าจะกลับจากไต้หวันได้อาทิตย์กว่าแล้ว แต่ก็หาโอกาสที่จะเข้ามาเขียนบล็อกได้ยากเหลือเกินค่ะ เพราะกลับมาก็มีงานรัดตัวรออยู่หลายเรื่อง แถมยังเจอผลของการดิ้นรนไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ที่ทางหน่วยงานจัดให้ไปเรียนกับคุณคริสโตเฟอร์ ไรท์ หลังเลิกงานในวันพฤหัสจนถึงสี่ทุ่ม กลับถึงบ้านก็ได้แต่ถามหาคุณหมอนอย่างเดียว คุณบล็อกเริ่มจะจางหายไป...... ต้องขอโทษด้วยค่ะสำหรับเพื่อนๆ ที่แวะเวียนมาทักทาย แล้วเจอแต่ความเงียบนะคะ
สำหรับการได้มีโอกาสไปเยือนไต้หวันในช่วงเวลาสองอาทิตย์นั้น ถือว่าเป็นความประทับใจในหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้ประสบพบมาเลยค่ะ แม้ว่าจะมีเวลาเตรียมความพร้อมในการเดินทางน้อยมาก แต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยดีจนกระทั่งเดินทางกลับ เป็นความคุ้มค่าอย่างยิ่งที่ได้ไปฝึกอบรมครั้งนี้ ได้เห็นเครื่องมือที่ทันสมัย ได้รับการถ่ายทอดความรู้ที่ทางเจ้าหน้าที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ซอฟท์แวร์หรือเทคนิคการหาตัวผู้กระทำความผิด อาจจะเป็นเพราะว่าทางไต้หวันเอง เผชิญกับปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ค่อนข้างสูง และได้รับการถ่ายทอดวิทยาการต่างๆ จากอเมริกาในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก รวมทั้งไต้หวันเองเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระดับต้นของโลกด้วยกระมัง พวกเราไปกันทั้งหมด 20 ชีวิต ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่จาก ปปส. ด้วย 2 คน ทาง MJIB (Ministry of Justice, Investigation Bureau) ได้จัดให้เราเข้าพักที่ MJIB Training Academy ซึ่งเป็นสถาบันฝึกอบรมที่มีพื้นที่กว้างขวาง อยู่ที่ Xindian ชานเมืองไทเป สถาบันตั้งอยู่บนเนินเขา อากาศจึงค่อนข้างถ่ายเทได้ดีพอสมควร แม้ว่าช่วงที่ไปจะเป็นหน้าร้อนและฝนตกทุกวัน สภาพห้องพัก ซึ่งโดยปกติจะพักสองคนต่อหนึ่งห้อง แต่ทาง MJIB จัดให้เราพักคนละห้องเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ห้องน้ำ ในห้องพัก ไม่มีทีวี หรือตู้เย็นเลย จะเห็นได้ว่ามีเพียงเสื่อที่ใช้ปูบนฟูก ช่วยให้เย็นสบายในเวลานอน และสามารถระบายอากาศได้ดี เนื่องจากที่นี่จะทำการเปิดแอร์ในช่วงเวลา 3 ทุ่ม และจะปิดในเวลาตีสอง วันแรกที่เราไปถึงจึงค่อนข้างจะมีปัญหาขลุกขลักบ้าง เพราะฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง การขนย้ายกระเป๋าเดินทางเข้าที่พักจากถนนด้านล่างจนถึงห้องพักจึงเป็นความทุลักทุเลท่ามกลางสายฝน พอมาเจอห้องพักที่ดูเหมือนแอร์ไม่ทำงาน ก็เลยแทบบ้า เพราะต้องเตรียมใส่ชุดสูทไปพบท่านอธิบดี MJIB ...วันต่อๆ มาเราก็เริ่มชินกันกับเวลาเปิดปิดแอร์ของที่นี่ค่ะ ทุกเช้าจะมีเสียงนาฬิกาปลุกตามสาย ติ๊ง-ต่อง ติ๊ง-ต่อง ครั้งแรกตอน 6 โมงครึ่ง และจะปลุกอีก 2 ครั้งทุก 5 นาที พอ 7 โมงเช้าจะปลุกครั้งสุดท้าย เพราะทุกคนต้องลงไปที่ห้องอาหารตอน 7.20 น. เตรียมความพร้อม เพื่อทานอาหารเช้าตอน 7.30 น. เมื่อมาถึงจะต้องจัดถ้วยชามและตะเกียบให้เรียบร้อย พร้อมทั้งตักข้าวเสิร์ฟไว้ให้ทุกคนในโต๊ะ เสร็จแล้วก็มานั่งรอ จน 7.30 น. ท่าน ผอ.สถาบันก็จะเดินเข้ามา เมื่อทำความเคารพเรียบร้อยจึงรับประทานอาหารกันได้ แต่ละโต๊ะเมื่อรับประทานเสร็จก็ต้องรอเพื่อนร่วมโต๊ะให้เสร็จกันทุกคนก่อน จึงจะลุกจากที่ได้และจะต้องเก็บจานชามและตะเกียบของตนไปวางไว้ที่ท้ายห้อง เพื่อแยกขยะให้แม่บ้าน นำไปทำความสะอาด และนำอาหารที่เหลือไปเลี้ยงหมูอีกต่อหนึ่ง 
ห้องอาหารที่เราต้องใช้บริการทุกเช้า อาหารที่สถาบันจัดให้ทานเหมือนๆ กันหมดทุกโต๊ะ แม้ว่าจะจืดชืดไปหน่อย แต่ถือว่ามีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะข้าวต้มที่ผสมกับเมล็ดธัญพืชต่างๆ ทุกมื้อเช้า เช่น ลูกเดือย ถั่วเขียว ถั่วแดง ลูกบัว ทำให้ได้รับน้ำข้าวที่หอมหวาน ...ชอบมากเลยค่ะ คิดดูสิคะ การที่จะหุงข้าวธัญพืชเหล่านี้ให้สุกได้ต้องใช้เวลาพอสมควรเลยนะคะ ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีข้าวขาวรับประทานอย่างบ้านเราหรอกค่ะ หากมื้อเช้าไหน ไม่มีข้าวต้ม ก็จะมีขนมปัง พร้อม ไข่ดาวแบบสุกๆ แฮมทอด หมูหยอง แตงกวา มะเขือเทศ น้ำสลัด และน้ำเต้าหู้หรือน้ำถั่วปั่น ....เรียกว่าอาหารที่นี่ ทำเอาน้องหลายๆ คนทานได้นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ต้องไปอาศัยมาม่าคัพตามหลัง
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ "น้ำ" ค่ะ ดิฉันไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ในอาหารแต่ละมื้อจะไม่มีการเสิร์ฟน้ำดื่มเลย เรียกว่าต้องซดน้ำแกงแทน หรือน้ำจากขนมหวานเช่นถั่วเขียวต้มแทน แล้วกลับขึ้นห้องพักไปกดน้ำดื่มตามทีหลัง และที่นี่เช่นกันค่ะที่ดิฉันทำให้เพื่อนร่วมทริปฉงนกับอาการกินจุ เพราะทุกคนที่ไปแทบจะไม่รู้จักดิฉันมาก่อนเลย นอกจากเคยเห็นหน้ากันในลิฟท์เท่านั้น น้องบางคนถึงกับถามว่า พี่มีนาทำได้ยังไงกันนะ ทั้งที่หน้าตาอาหารไม่ชวนชื่นเลย แหม... เรื่องนี้เป็นเทคนิคเฉพาะตัวซะด้วยสิคะ !!  สิ่งที่ได้เห็นแล้วเกิดความรู้สึกประทับใจ เห็นจะเป็นเรื่องของการฝึกให้มีวินัยในตนเองของบุคลากร MJIB ซึ่งในแต่ละปีจะมีการรับสมัครบุคลากรใหม่ๆ เข้ามาทำการฝึกอบรมร่วมกันเป็นเวลาหนึ่งปีก่อนที่จะเข้าทำงานจริง โดยในระหว่างนั้นจะต้องพักที่ MJIB Training Academy ฝึกอบรมทางด้านวิชาการต่างๆ ทั้งความรู้ด้านกฎหมาย เกษตรกรรม ฯลฯ เรียกว่าเตรียมความพร้อมให้มีความรู้รอบด้านเพื่อออกไปทำงานจริงๆ แล้วก็มีการฝึกยิงปืน มีการแข่งกีฬาร่วมกัน ดิฉันมองว่าสิ่งเหล่านี้ จะหล่อหลอมให้บุคลากรรักในสถาบัน มีความสามัคคี มีวินัย มีความพร้อมในการออกไปทำงานรับใช้ประชาชน มีความอดทนหนักแน่น และอื่นๆ อีกหลายอย่าง 
ถ้าหากในการสอบเข้ารับราชการของ ก.พ. มีการฝึกอบรมเช่นที่ MJIB รับบุคลากรใหม่เข้ามา ดิฉันเชื่อว่าจะได้คนภาครัฐที่พร้อมจะทำงานหนักเอาเบาสู้ และมีวินัยกันมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน .....สมัยที่ดิฉันมีโอกาสไปอบรมที่ญี่ปุ่น เคยรับทราบจากเพื่อนสาวชาวอินโดนีเซียที่ไปอบรมร่วมกันว่า เค้าต้องไปฝึกแบบทหารก่อนที่จะเข้ารับราชการเช่นกัน แต่การที่จะทำแบบนั้นได้ จะต้องอาศัยงบลงทุนในการพัฒนาบุคลากรสูงมากทีเดียวค่ะ นอกจาก Self Discipline ที่เจ้าหน้าที่ของ MJIB มีกันแล้ว ดิฉันยังชอบที่เขามีการปลูกฝังในเรื่องของการรักษ์พลังงานมากๆ การเปิดไฟฟ้าภายในอาคาร MJIB กระทำเท่าที่จำเป็นจริงๆ แม้ว่าจะเป็นห้องโถงใหญ่ แต่ถ้าไม่ได้มีงานอะไรแล้ว ก็จะเปิดไฟให้สว่างเพียงดวงสองดวง เท่าที่พอเดินได้เท่านั้น ไฟในห้องน้ำก็มีการปิดทุกครั้งที่ใช้เสร็จ ไม่มีการเปิดไฟแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เช่นบ้านเรา หรือการเปิดแอร์ในที่ทำงานให้หนาวจนต้องแก้ปัญหาด้วยการหาเสื้อกันหนาวมาประโคมใส่ ทั้งที่อากาศภายนอกร้อนเหลือทน สิ่งเหล่านี้ เราได้แต่พูดและรณรงค์กัน แต่ไม่ได้ปลูกจิตสำนึกให้กระทำกันอย่างแท้จริง ทั้งที่สถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐและคนของราชการควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สองสัปดาห์ในไต้หวันนี่ โอกาสเที่ยวมีบ้างเพียงแค่เล็กน้อย ในวันธรรมดาหลังเลิกเรียนตอนห้าโมงเย็น ก็จะกลับที่พักเพื่อรับประทานอาหารเย็นก่อน จะมีเวลาเที่ยวก็ประมาณหนึ่งทุ่มจนถึงสี่ทุ่ม เพราะต้องกลับถึงสถาบันไม่เกินห้าทุ่ม นี่เป็นกฎที่จะต้องทำตามเลยค่ะ สิ่งที่น่าชื่นชมอีกอย่างที่ดิฉันมีต่อประเทศไต้หวันคือ ประเทศเขามีภูเขามากมาย แม้แต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงไทเปเอง ภูเขาของเขาเขียวขจีจึงทำให้มีพันธุ์ไม้ ผลไม้ต่างๆ มากมาย มองแล้วไม่เจอเขาหัวโล้นอย่างบ้านเรา เมื่อนึกถึงตรงนี้ ก็ทำให้คิดไปถึงวันข้างหน้าว่า ลูกหลานบ้านเราจะมีโอกาสได้เห็นภูเขาที่เขียวขจีสักกี่ต้นในอีก 50 ปีข้างหน้ากันนะ 
อย่าสงสัยเลยนะคะว่าทำไมดิฉันจึงมักจะแสดงความชื่นชมในประเทศที่ได้ไปมา ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน เกาหลี หรือแม้แต่ไต้หวันเอง .....จริงๆ แล้วไม่สามารถปฏิเสธได้ค่ะว่า ไม่มีที่ไหนจะสุขใจเท่าบ้านเรา แต่ดิฉันมักจะชื่นชมในส่วนดีของประเทศนั้นๆ ที่บ้านเราไม่มี ถ้าหากใครเคยได้ดูโฆษณาชุดหนึ่ง ซึ่งท่านสุเมธ ตันติเวชกุล เลขามูลนิธิชัยพัฒนา เคยกล่าวถึงรับสั่งของในหลวงว่า คนที่ได้รับทุนให้ไปเรียนเมืองนอก อย่าไปเรียนอย่างเดียว ให้ดูบ้านเมืองเขามาเพื่อพัฒนาประเทศด้วย..... คงจะเข้าใจได้ดี
ดิฉันเองคงไม่สามารถพัฒนาประเทศได้จากการได้ทุนไปฝึกอบรมแค่เพียงไม่กี่วันในแต่ละประเทศหรอกค่ะ สิ่งที่ไม่ดีของบ้านเมืองเขาก็มองเลยผ่านไป ไม่อยากนำมาเป็นตัวอย่าง เช่น การชกต่อยในสภาไต้หวัน ไม่ควรเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง ...แต่การได้ไปเห็นสิ่งต่างๆ ที่ดีต่อการพัฒนาในบ้านเรา ดิฉันมักอยากจะนำมาบอกกล่าวไว้ เพราะเราทุกคนเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการพัฒนาประเทศ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราพบเห็น ล้วนแต่เป็นประโยชน์ถ้าเรารู้จักนำมาปรับให้เหมาะกับสภาพบ้านเรานะคะ
|