วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน 2550
ใต้ฟ้า...ไ ต้ ห วั น (2) มิตรภาพสำคัญกว่าเงินทอง
Posted by
มีนา
,
ผู้อ่าน : 455
, 23:32:10 น.
| หมวดหมู่ :
เปิดโลกกว้าง
me,myself
พิมพ์หน้านี้
เมื่อคราวที่แล้วดิฉันได้พูดถึงการไปไหนมาไหนในไต้หวันของเราทั้ง 20 ชีวิตนั้น มีกฎที่จะต้องทำตามคือ กลับถึงที่พักไม่เกิน 5 ทุ่ม พวกเราก็อยากจะฝืนกฎนี้อยู่เหมือนกันนะคะ เพราะว่าการไปเดินชมสถานที่ต่างๆ ในแต่ละคืน ใช้เวลาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงนั้น แทบจะไม่ได้อะไรเลย เพราะต้องรีบกลับมาเจอกันที่รถในเวลา 4 ทุ่ม แต่กฎที่ว่านี้ฝ่าฝืนไม่ได้ค่ะ อย่างมากก็ขอเวลาเพิ่มขึ้นครึ่งชั่วโมงในสถานที่ที่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก ด้วยว่าผู้คุ้มกฎของเราทั้ง 4 ท่าน ทำหน้าที่อย่างเต็มที่  เล่าเฉิน |  อีริค หยาง |  ทอม เฉิน |  จูลส์ ลิว |
| หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทั้ง 4 คนนี้แหละค่ะ ที่ดูแลเราเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอาหยางที่บอกกับดิฉันว่า เขาจะต้องรอให้พวกเราเข้านอนก่อนเขาจึงจะหลับลง (ป่านนี้คงจะรู้สึกสบายอกสบายใจที่ไม่ต้องหัวปั่นกับคนจำนวนมากแล้ว) สิ่งที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็คือ แต่ละคนจะพูดได้หลายภาษา อย่างเล่าเฉินก็จะพูดภาษาอาหรับได้ อาหยางก็จะพูดญี่ปุ่นได้ ทอมก็พูดสเปนได้ ส่วนลิวนั้นพูดได้ถึง 5 ภาษาเลยค่ะ พูดถึงเรื่องภาษาแล้ว คณะที่เราไปก็มีเจ้าหน้าที่ที่พูดจีนกลางได้ไปเป็นล่ามให้ด้วย เพราะการบรรยายนั้นเจ้าหน้าที่ MJIB บางท่านพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง จึงขอบรรยายเป็นภาษาจีนกลางแทน ทำให้บางสไลด์ในบางวิชามีแต่ตัวหนังสือภาษาจีน การมีล่ามไปด้วยจึงเป็นประโยชน์อย่างมากในการสื่อสาร แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้หลายๆ คนใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารน้อยมาก ซึ่งตรงนี้เองทำให้ดิฉันคิดว่า คนไทยเรายังขาดความกล้าที่จะพูดภาษาต่างประเทศ แม้ว่าภาษาอังกฤษของดิฉันเองจะไม่ได้แข็งแรงมากนัก แต่คิดว่านี่เป็นโอกาสที่จะทำให้เราฝึกพูดภาษาอังกฤษตั้งสองสัปดาห์เชียว คงหาโอกาสอย่างนี้ไม่ได้บ่อยนัก ดิฉันเองพูดไม่คล่องหรือใช้คำได้สละสลวยนัก แต่อาศัยว่าสื่อสารพูดคุยได้รู้เรื่อง การที่มีเจ้าหน้าที่ที่จบปริญญาเอกทางภาษาศาสตร์อยู่ร่วมคณะด้วย ไม่ได้ทำให้รู้สึกอายหรือกระดากที่จะพูด เมื่อถึงวันประชุมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตร ดิฉันจึงเป็นคนเดียวที่ให้ความเห็นเป็นภาษาอังกฤษ ที่จริง สำหรับคนที่พอมีเชื้อสายจีนอยู่บ้าง การที่พูดแต้จิ๋วได้ ก็ยังพอเป็นประโยชน์ในการสื่อสารอยู่บ้างค่ะ เพราะมีคนจำนวนมากที่พูดภาษาฮกเกี้ยน จะเรียกว่าเป็นภาษาท้องถิ่นก็ได้กระมัง ภาษาฮกเกี้ยนนี้แหละค่ะที่มีความคล้ายคลึงกับภาษาแต้จิ๋ว จะต่างกันก็ตรงสำเนียงที่อาจจะต้องเงี่ยหูฟังให้มากหน่อย ดิฉันเองเรียกว่าไปครั้งนี้ก็ยึดหลักมั่วไปหลายภาษาแหละค่ะ ภาษาหลักที่ใช้ในการสื่อสารกับทางเจ้าหน้าที่ MJIB ก็จะเป็นภาษาอังกฤษ ประโยคง่ายๆ พื้นๆ ก็พูดจีนกลางไปบ้างให้พอได้ใจคนที่นั่น จนหลังๆ ชักจะส่งคำยากๆ มา ดิฉันทำหน้างงๆ อาหยางก็จะใช้ภาษาท้องถิ่นเข้าช่วย ดิฉันก็จะถึงบางอ้อด้วยคำแต้จิ๋ว ....สนุกดีค่ะในการผสานหลายๆ ภาษามาใช้ด้วยกัน | ภาพจาก http://foreignerinformosa.typepad.com
| 
ตึก Taipei 101 ตึกสูงที่สุดในโลกขณะนี้(ที่สร้างเสร็จ) | |  

|  

|
| ตึกไทเป 101 เป็นที่แห่งแรกที่เราได้ไปเที่ยวกันค่ะ ค่าเข้าชมถือว่าไม่แพงมากนัก จุดชมวิวจะอยู่ที่ชั้น 89 ลิฟท์โดยสารนั้นถือว่ามีความเร็วสูงและนิ่งมาก 382 เมตร ใช้เวลาเพียง 37 วินาทีเท่านั้นค่ะ ถ้าหากใครมีโอกาสไปไต้หวันในช่วง 2 ปีนี้ อย่าลืมหาโอกาสไปเยือนตึกนี้นะคะ เพราะดิฉันทราบมาว่าสถิติตึกสูงที่สุดในโลกของ Taipei 101 นี้ จะถูกลบในอีก 2 ปีข้างหน้าโดยตึกสร้างใหม่ในสาธารณรัฐอาหรับ อิมิเรต | | สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ดิฉันประทับใจอยู่ที่เมืองชายทะเล Hualian ทางตะวันออกของไทเป ใช้เวลานั่งรถไฟประมาณสามชั่วโมง ช่วงสุดสัปดาห์คณะเราได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่ Taroko National Park เป็นวนอุทยานแห่งชาติที่จัดว่าสวยงามมากค่ะ ส่วนมากจะเป็นเขาหินอ่อน อุโมงค์ที่คดเคี้ยว น้ำตกสายเล็กๆ มากมาย กระแสน้ำที่พัดพาค่อนข้างแรงและเชี่ยวกราก ความพยายามในอันจะรักษาธรรมชาติไว้ ที่นี่ทำให้เห็นถึงความพยายามของไต้หวันที่สามารถยืนหยัดด้วยตนเองให้ได้ แม้จะมีมิตรอย่างเป็นทางการบนเวทีโลกน้อยมากก็ตาม | | 
| 
| 
| 
| 
| 
| | ในวันนั้น ดิฉันและคณะได้มีโอกาสไปที่ Seven Star Lake เป็นทะเลสาบซึ่งเราต่างเห็นตรงกันว่าเหมือนกับทะเลมากกว่า เมื่อเดินเลียบชายหาดไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นฐานทัพอากาศอยู่ทางด้านขวามือ เห็นเอฟ-16 จอดอยู่ลำหนึ่ง หลังจากนั้นดิฉันก็พยายามสอดส่ายสายตาหาเครื่องบินบนท้องฟ้าที่อากาศกำลังโปร่งใส แต่พยายามเท่าไรก็มองไม่เห็นเครื่องบินที่กำลังซ้อมอยู่ค่ะ ได้ยินแต่เสียงบินบนท้องฟ้าเท่านั้นเอง | | 
| 
| 
| 
| | กลับมาเขียนถึงบรรยากาศเบาๆ ในเรื่องของอาหารการกินอีกดีกว่านะคะ หลังจากที่เคยคุยให้ฟังถึงอาหารที่ทาง MJIB Training Academy จัดให้เรา ซึ่งในระยะหลังเราได้ใช้บริการเฉพาะมื้อเช้าเท่านั้น ส่วนมื้อกลางวันและมื้อเย็น ทั้ง 4 หนุ่มจะพาเราไปตามร้านอาหารแถวๆ MJIB headquater เป็นหลักในมื้อกลางวัน ส่วนมื้อเย็นก็จะใช้บริการตามสถานที่ใกล้แหล่งที่เขาพาเราไปเดินเที่ยว ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นโต๊ะจีน อาหารเยอะมากค่ะ ในแต่ละมื้อมีกับข้าวกว่า 10 อย่าง ซึ่งหากดิฉันใช้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมด อาจจะจุกตายได้เลยค่ะ | | 




| 




|  เมนูเด็ด - เต้าหู้เหม็นที่ขึ้นชื่อเรื่องกลิ่น แต่พอชิมแล้วจะร้อง..ว้าว!
| | คนไต้หวันนี่ถือได้ว่าดื่มเหล้าเก่งมากเลยค่ะ เพราะดื่มเหล้าแบบเพียวๆ ในแก้วหรือจอกเล็กๆ ไม่ต้องผสมน้ำหรือโซดาให้วุ่นวาย วันแรกที่มีการเลี้ยงรับ เพื่อถือเป็นการให้เกียรติกัน ก็จะต้องดื่มกันคนละแก้ว หรืออย่างน้อยหนึ่งจิบ แต่ดิฉันเจอ "กำเปย" จากเล่าเฉินและเพื่อนๆ อยู่หลายรอบ ......กำเปย คือการชนแก้วแล้วดื่มให้หมดแก้วหรือหมดจอก ด้วยความที่ดิฉันไม่ค่อยได้ดื่มเท่าไหร่นัก เจอไปสองแก้วก็คิดว่าเดี๋ยวได้เมาตายแน่ แต่ก็ยังอยากร่วมสนุกกับทางเจ้าหน้าที่เขา เลยขอใช้วิชาเอาตัวรอด ด้วยการแอบรินน้ำชาใส่แก้วเหล้า แล้วก็กำเปยกับเขาไปได้จนงานเลี้ยงเลิก เทคนิคนี้สาวๆ นำไปใช้ได้นะคะ แต่ดูสีน้ำชาให้ใกล้เคียงกับสีเหล้าให้มากที่สุดก็แล้วกันค่ะ  ตอนแรกยังรินเป็นน้ำชาอยู่
แต่เทคนิคการใช้น้ำชาแทนเหล้านี้ ดิฉันใช้ได้แค่วันเดียวค่ะ เพราะน้องคนหนึ่งแอบไปกระซิบให้ทอมรู้เสียก่อน วันต่อมาดิฉันจึงมิอาจทำเช่นนั้นได้อีก จนกระทั่งวันสุดท้ายดิฉันก็เลยกลายเป็นมิสวิสกี้ของอาหยางไป เพราะรับกำเปยจากเจ้าหน้าที่ MJIB ทุกท่าน ..ข้อนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวเช่นกันนะคะ ถ้าใครจะดื่มมากๆ เช่นนี้ ควรรู้ขีดจำกัดของตัวเองก่อน ดิฉันเห็นบางคนดื่มมากจนอาเจียน บางคนก็ดื่มแล้วเมาจนวันรุ่งขึ้นจำไม่ได้ว่าพูดหรือทำอะไรไปบ้าง ...และที่น่าขำก็เห็นจะเป็นมิสเตอร์ลิวรูปหล่อของเราค่ะ เพราะปกติธรรมดาจะเห็นเป็นชายหนุ่มเรียบร้อยชนิดผ้าพับไว้เลย ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่พอดื่มเหล้าแล้ว จะกลับกลายเป็นคนละคน ออกลิงออกค่าง ปีนป่ายเก้าอี้กระโดดขึ้นกระโดดลงมั่วไปหมด  Ms. Helen
ดิฉันตั้งใจไว้แล้วว่า หากมีโอกาสได้ไปฝึกอบรมยังต่างประเทศอีก วิชาที่ต้องฝึกฝนล่วงหน้าไปด้วยก่อน คงต้องเป็นวิชาขับร้องหรือคาราโอเกะนี่ล่ะค่ะ เวลามีงานเลี้ยงจะได้พอร่วมสนุกกับเขาได้อย่างเต็มที่ ในครั้งนี้ ดิฉันทำได้แค่เพียงออกไปร้องเพลงสากลง่ายๆ อย่าง 500 Miles กับเพลงจีนที่ร้องเป็นอยู่เพลงเดียวอย่าง "เกาซันชิง" เท่านั้นเอง ...คุณเฮเลน ผู้ช่วย ผอ.ฝ่ายความร่วมมือกับต่างประเทศนี่สิคะ เสียงร้องของเธอได้รับการปรบมือและได้รับการชื่นชมจากคณะเราอย่างมาก แม้ว่าเธอจะอยู่ในวัยห้าสิบเศษ แต่ร้องได้ไพเราะมากๆ ทั้งเพลงจีนและเพลงสากล ลูกคอเธอนี่ไปร้องเพลงโซปราโนได้อย่างสบายเลยค่ะ ชอบจริงๆ เลย | |  Mr. Lin
| | ในวันที่สรุปความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตร นอกจากความเห็นทางวิชาการที่เราให้ต่อทาง MJIB แล้ว เรายังได้ให้ความเห็นในเรื่องของอาหารที่เขาเลี้ยงเรา ทำให้เสียเงินทองมากมาย แต่Mr.Lin ซึ่งเป็น ผอ.สำนักงานความร่วมมือกับต่างประเทศ ได้ตอบด้วยคำพูดประโยคหนึ่งว่า "มิตรภาพสำคัญกว่าเงินทอง" ดิฉันคิดว่าเป็นประโยคทองเลยนะคะ จึงถือว่าเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร้องเพลงร่วมกับท่านใน Farewell Party แถมยังได้รับคำชมจากท่านว่าฉลาดในการให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตร ซึ่งดิฉันเห็นว่าควรปรับปรุงในเรื่องของภาษาและสไลด์ที่ใช้ในการบรรยาย ควรจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แสดงถึงความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลและทำให้เข้าใจถึงแก่นเนื้อหาที่ผู้บรรยายต้องการสื่อจริงๆ ซึ่งตรงนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์เฉพาะกับไทยเท่านั้น หากแต่ยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่นที่จะมารับการฝึกอบรมที่ไต้หวันด้วย | | | ดิฉันฝากรูปสถานที่ต่างๆ ในไต้หวันไว้ให้ดูก่อนที่จะอำลาใต้ฟ้าไต้หวันกันนะคะ | | | | |
|