เมื่อวานนี้ดิฉันได้มีโอกาสไปร่วมประชุมสัมมนา "การจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร" ของหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งจัดโดยคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มีหลายๆ ประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความคิดเห็นจาก พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ได้พูดถึงทิศทางของเทคโนโลยีสารสนเทศที่กำลังจะก้าวเดินต่อไป
เป็นครั้งแรกที่ดิฉันรู้สึกดีใจในการเริ่มต้นเดินของหน่วยงานภาครัฐ กับการเลือกใช้โอเพ่นซอร์ส (Open Source) เมื่อทราบว่าระดับผู้บริหารกำลังวางนโยบายที่จะเลือกใช้โอเพ่นซอร์สอย่างจริงจัง โดยเริ่มแรกคงจะหันไปใช้ OpenOffice แทน Microsoft Office ของไมโครซอฟท์ มีความจำเป็นอะไรที่เราจะต้องไปปรับเปลี่ยนในสิ่งที่ใช้อยู่ ในสิ่งที่ถนัด หรือในสิ่งที่คุ้นเคย อย่างแรกที่ตอบได้โดยไม่ต้องคิดก็คือ ประหยัดงบประมาณ ลองคิดคำนวณคร่าวๆ จากหน่วยงานระดับกรม กว่า 200 แห่ง จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับ Microsoft Office แห่งละ 10 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 2 พันล้านบาท ....แล้วเราใช้ประโยชน์จากทรัพยากรคุ้มค่ากับที่จ่ายหรือไม่  http://www.thevistadaily.com/
| 
http://www.nuxo.net/ |
คุณสมบัติต่างๆ ของ Microsoft Word, Excel, Powerpoint ที่ติดตั้งกับคอมพิวเตอร์แทบทุกเครื่องซึ่งเราจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในการซื้อซอฟท์แวร์ไปมากมายนั้น นอกจากจะใช้ในงานพิมพ์ งานคำนวณ หรืองานนำเสนอง่ายๆ ธรรมดาๆ แล้ว มีสักกี่รายที่สามารถใช้ฟีเจอร์หรือลูกเล่นอื่นๆ ที่มีอยู่มากมายได้อย่างครบถ้วนบ้าง การเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมประเภทโอเพ่นซอร์สต่างๆ จึงเป็นทางออกที่ดีมากสำหรับยุคเศรษฐกิจพอเพียงเช่นนี้ ต่อไปข้างหน้า เราอาจจะเริ่มหันไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่น เช่น Ubantu - Linux ซึ่งเป็นโอเพ่นซอร์ส แทนที่ Windows สารพัดเวอร์ชั่นของไมโครซอฟท์ด้วยเช่นกัน แต่การเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงคงจะประสบปัญหาและอุปสรรคพอสมควร เนื่องจากผู้ใช้ไม่คุ้นเคย ต้องทำการฝึกอบรมกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ดิฉันคนหนึ่งล่ะค่ะที่ยินดีอย่างยิ่งกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ แม้จะไม่คุ้นเคย ใครจะไปทราบล่ะคะว่า หากหน่วยงานของรัฐรวมตัวกันใช้โอเพ่นซอร์สกันทั้งหมด เจ้าพ่อไมโครซอฟท์อย่างบิล เกตส์ อาจจะตกจากแชมป์คนรวยที่สุดในโลกก็ได้ (อ่าน เศรษฐีมะกันยิ่งรวยขึ้นในปีนี้ และบิล เกตส์ยังครองแชมป์ โดย The last KGB) อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีค่ะ นอกจากเรื่องโอเพ่นซอร์สที่ดิฉันคิดว่าน่าสนใจแล้ว ยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องซึ่งดิฉันเห็นว่าน่าจะได้รับการบรรจุเข้าไปอยู่ในแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของทุกหน่วยงานด้วย แต่ยังไม่มีการพูดถึงเลย นั่นคือ ปัญหาที่เรามักมองไม่เห็น ...... มีเรื่องอะไรที่เป็น "ปัญหา" แล้วมองไม่เห็นด้วยหรือ? แทบทุกหน่วยงานมักจะมีการวางแผนในการหาเครื่องคอมพิวเตอร์มาทดแทนในระยะเวลา 2-5 ปี เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็ว เราก็พยายามวิ่งตามกัน เครื่องใหม่มา เครื่องเก่าให้คนอื่นใช้ หรือหมุนเวียนระหว่างหน่วยงาน แต่ไม่ได้มีการวางแผนถึงการทำลายเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้เมื่อเสื่อมสภาพหรือไม่เป็นที่ต้องการแล้ว เพราะจะนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากสังคมเทคโนโลยี ดังที่ดิฉันเคยเขียนถึงในเรื่องของ "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากสังคมเทคโนโลยี แล้ว ดิฉันไม่แน่ใจนักว่าเรามีความจำเป็นในการหาเครื่องคอมพิวเตอร์มาทดแทนมากน้อยเพียงใด ถึงแม้จะมีตัวอย่างว่าในประเทศญี่ปุ่น หน่วยงานของรัฐบางแห่งเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ทุก 2 ปี ....แต่แท้จริงแล้ว นั่นทำให้ก่อเกิดปัญหาในประเทศญี่ปุ่นเองใช่หรือไม่ และนี่เป็นสาเหตุที่ญี่ปุ่นไม่ต้องการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาบาเซล ซึ่งเป็นมาตรการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปทิ้งในประเทศอื่นด้วยหรือไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ดูเหมือนเราจะมองผ่านไปได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะมองดูเหมือนไม่เป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร แต่ผลที่เกิดอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นใด ใครเล่าจะตอบ? และปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมหรือไม่ ดิฉันยังอดที่จะกังวลใจในเรื่องนี้ไม่ได้เลยค่ะ |