แรกสุดที่คุณเฟิงสุ่ยเชิญชวนให้เข้าร่วม "โครงการเปิดกรุ ประสานรัก แห่งชาวโอเคเนชั่น" ดิฉันนึกทันทีว่าจะส่งสาย A เข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน เพราะมีหลายๆ สิ่งที่เป็นของรักของหวง ที่เก็บมานานกว่า 20 ปี แต่เอาเข้าจริง ของบางส่วนดิฉันยังหาไม่เจอ เพราะน้องสาวได้นำของของดิฉันไปเก็บยังที่ใดก็จำไม่ได้ ...เอ๊ะ!!! นี่จัดเป็นของรักของหวงประสาอะไรกันนะ ของเก็บอยู่ไหนยังไม่รู้เลย มิตรภาพของดิฉันกับเพื่อนในวัยประถม ยังมีหลงเหลืออยู่จนทุกวันนี้แค่คนเดียว เป็นหนุ่มนักธุรกิจที่ยังแวะเวียนไปเยี่ยมที่บ้านพร้อมภรรยา พูดคุยทักทายป๊ะป๋ากับแม่ แม้หลายครั้งที่เราไม่ได้เจอกันเพราะดิฉันไม่อยู่บ้าน บางครั้งดิฉันก็กลัวสูญเสียมิตรภาพที่ดีกับเพื่อนคนนี้ ที่ในอดีตเคยเกิดความผิดพลาดทางธุรกิจ แล้วทางทีมงานของดิฉันเข้าไปตรวจสอบจับกุม ไม่เคยตัดพ้อต่อว่าในเรื่องนี้ แถมยังให้เบาะแสคนกระทำความผิดรายอื่นอีก ที่สำคัญคือยังคงเป็นเพื่อนที่ดีสม่ำเสมอ ยังนำขนมมาฝากไว้ให้ จนดิฉันเองกลับละอายใจ 
เพื่อนๆ ในวัยเรียนแต่ละแห่ง ล้วนแต่ให้ความทรงจำที่ไม่สามารถลืมเลือน สามารถยิ้มได้เมื่อนึกถึง สามหนุ่มสามมุมในรูปซ้ายมือ เป็นเพื่อนที่เรียกกว่าสนิทมากจนกระทั่งในปัจจุบัน บางคนจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการช่วยเหลือเพื่อนฝูงยามลำบาก คำพูดที่ว่า ..ต้องการอะไรขอให้บอก... ช่วยเหลือทุกอย่าง ดิฉันเห็นแล้ว รู้ว่ามิตรภาพเช่นนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้เลย
สมัยเรียนหากใครเคยได้ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทเพื่อสร้างห้องสมุดในโรงเรียนต่างจังหวัด จะรู้ว่ามันมีรสชาติอย่างบอกไม่ถูกเลย ความยากลำบาก ความสนุกสนาน ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ดิฉันมีความทรงจำกับมิตรภาพในแบบนุ่งลมห่มฟ้ากับเพื่อนกลุ่มที่เพิ่งเข้ามาทำงานด้วยกัน โดยดิฉันเป็นหัวโจกในการจัดนำเที่ยวแบบเปิดหนังสือ อสท. เป็นคู่มือครั้งแรก บนเส้นทางเกาะพีพี--สมุย--พะงัน--เกาะเต่า--เกาะนางยวน ...เรียกว่าข้ามฝั่งทะเลเที่ยวเลย ในเวลา 9 วัน (ช่วงหยุดยาวตอนจัดเวิล์ดแบงค์ในไทย) โดยขออาศัยใบบุญจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ทำงานแบงค์ ช่วยหาที่พักราคาพิเศษที่เกาะพีพีให้ ...พิเศษอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ แหละค่ะ เพราะเพื่อนบอกว่าลูกค้าให้พักฟรีเป็นรีสอร์ทที่จะเปิดใหม่ แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ปรากฏว่ายังไม่มีห้องอาบน้ำเลยค่ะ เราเลยต้องนุ่งลมห่มฟ้าอาบน้ำร่วมกันวันละสองครั้งตอนตีสี่ตีห้าก่อนฟ้าสว่างและตอนดึกของทุกคืนบนเกาะพีพี มิตรภาพแบบห่ามๆ แบบนี้เกิดขึ้นได้เพราะยังอยู่ในวัยคะนอง แต่สิ่งหนึ่งที่ได้กลับมาคือเรายังเกาะกลุ่มกันแน่นเหนียว แม้เวลาจะผ่านไปสิบกว่าปีและเจอะเจอกันน้อยลงเพราะต่างมีภาระครอบครัวกันเป็นส่วนมาก

คงจะเป็นไปไม่ได้หากดิฉันจะไม่พูดถึงมิตรภาพสิบปีทางอินเตอร์เน็ต ที่มีต่อ "แอน" ครูสอนเปียโนคนสวย ที่เรื่องราวคงผ่านสายตาใครหลายคนแล้ว จากเรื่องเล่า "เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วเที่ยวเกาหลี" ทั้ง 5 ตอน บนเส้นมิตรภาพนี้ดิฉันคิดว่าจะยั่งยืนไปอีกนาน เพราะความเป็นคนน่ารักและจริงใจของแอนกับน้องๆ ที่ใครๆ ก็คงอดหลงรักไม่ได้ แถมแต่ละคนยังพูดเก่งมากๆ ฟังเพลินจนคนฟังอาจหลับได้เลยค่ะ    
มิตรภาพอย่างหนึ่งที่ดิฉันมักจะระลึกถึงอยู่เสมอ คือ มิตรภาพที่ผ่านทางตัวอักษร ความที่เป็นคนชอบเขียนมากกว่าพูดมาตั้งแต่เล็ก สิ่งที่ทำได้ดีคือการเขียนจดหมาย 
ดิฉันเริ่มจากการค้นหารายชื่อ Penpals ตามที่ลงประกาศไว้ใน Student Weekly เพราะอยากฝึกภาษาอังกฤษไปในตัว เมื่อเลือกดูข้อมูลอายุและประเทศแล้วจึงเขียนส่งไป หมดเงินค่าแสตมป์ไปเยอะมาก แต่ก็ไม่ท้อในการเขียนแนะนำตัวเองไปเรื่อยๆ แม้ว่าจดหมายหลายฉบับจะไม่ได้รับการตอบกลับ ยังจำได้ว่า penfriend คนแรกมาจากประเทศกาตาร์นี่เอง เขียนได้ไม่นานก็เงียบหาย บางรายคุยกันได้ไม่นาน ดิฉันก็เป็นฝ่ายเลิกเขียนเอง ด้วยความกลัวเกินเหตุที่พอเขาบอกว่าจะมาเมืองไทยเพราะอยากแต่งงานด้วย  Mari-Anne Henningsohn จากประเทศสวีเดน เป็นเพื่อนทางจดหมายที่ไม่เคยเห็นตัวจริงของกันและกันเลย ทว่าเขียนคุยกันได้นานกว่าสิบปี ตั้งแต่อยู่ในวัยทีนเอจจนกระทั่งเธอมีคู่หมั้น แต่งงานและมีลูก ถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยพบกัน แต่ก็มีการแลกเปลี่ยนรูปและส่งของขวัญให้กันอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม มิตรภาพเราก็สิ้นสุดลงเพราะความแย่ของดิฉัน เมื่อได้รับจดหมายของเธอก่อนไปอบรมที่ญี่ปุ่น และไม่ทันได้ตอบกลับ ตั้งใจว่าไปอยู่ญี่ปุ่นคงจะมีเวลาได้เขียนหาเธอ ดิฉันเขียนหาเธอจริงๆ ค่ะ คุยสั้นๆ ว่าอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างไรและกำลังจะกลับเมืองไทย โดยลืมที่จะพูดถึง Gabriel ลูกของเธอที่เล่ามาในจดหมายว่ากำลังป่วยอยู่ ...ดิฉันลืมสนิทจริงๆ ..จดหมายที่เธอตอบกลับมาจึงเต็มไปด้วยคำตัดพ้อต่อว่าอย่างแรง ซึ่งดิฉันได้แสดงความเสียใจและขอโทษไป แต่มันไม่ทันการแล้ว... ยังเสียใจจนทุกวันนี้ว่าได้ทำมิตรภาพตกหล่นระหว่างทางไปอย่างไม่น่าให้อภัยเลย อย่างไรก็ตาม มิตรภาพจากการเขียนจดหมายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเพื่อนต่างแดนเท่านั้น สมัยเรียนพาณิชย์ ดิฉันได้แรงบันดาลใจจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งให้ส่ง ส.ค.ส. อวยพรปีใหม่ให้กับผู้อยู่แนวหน้าอย่างทหาร หรือ ต.ช.ด. (ตำรวจตระเวนชายแดน) ซึ่งดิฉันก็ทำตาม และโดยที่ไม่ต้องติดแสตมป์นี่เอง ทำให้ดิฉันส่งไปได้มากมายหลายๆ จังหวัด เลือกจังหวัดที่อยู่ตามชายแดน โดยการจ่าหน้าซองดังนี้
ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีการส่ง ส.ค.ส. หรือจดหมายตอบกลับมาหรอกค่ะ แต่ปรากฏว่ามี ส.ค.ส. และจดหมายตอบกลับมาจากแนวหน้าเหล่านี้หลายฉบับ หน้าซองจะมีตราตรวจแล้วประทับอยู่ บางฉบับก็มาจากฐานเดียวกัน แต่ต่างคนเขียน โดยส่วนมากจะมาจากจังหวัดเชียงราย (อำเภอเทิง) และจันทบุรี (อ.โป่งน้ำร้อน) ดิฉันรู้สึกดีใจที่ทหารแนวหน้าเหล่านั้นได้รับคำอวยพรปีใหม่ จึงได้ตอบจดหมายขอบคุณไปทุกคน ดิฉันทำเช่นนี้ในช่วงปีใหม่เป็นเวลาหลายปี ส่งไปให้คนที่ไม่รู้จัก รู้แต่ว่าเขาเหล่านี้ได้ทำหน้าที่ดูแลปกป้องบ้านเมืองและยากลำบากแทนเรา บางทีเราอาจจะนึกไม่ถึงเลยว่า การได้อ่านจดหมายในถิ่นที่กันดาร ห่างจากครอบครัว ในบังเกอร์หลบภัย เป็นเสมือนของขวัญที่มีค่าสำหรับแนวหน้าเหล่านี้ ดิฉันจึงตอบจดหมายทุกฉบับหากมีผู้รับ ส.ค.ส. แล้วตอบกลับมา เขียนจนให้อีกฝ่ายเลิกเขียนไปเอง แต่มีอยู่ท่านหนึ่ง ดิฉันเขียนตั้งแต่พี่เขายังอยู่ที่ชายแดน จนย้ายกลับลงมาที่นครราชสีมา ยามเมื่อภัยตามชายแดนลดน้อยลง เขียนคุยด้วยตั้งแต่ยังเป็นชั้นประทวนจนเป็นชั้นสัญญาบัตร นับเวลาแล้วไม่ต่ำกว่าเจ็ดปี ในฐานะของพี่กับน้องนะคะ ไม่ใช่ในฐานะคนรัก และดิฉันก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จสิ้นลงเมื่อพี่เขาขอลาไปแต่งงาน  
ความสุขในการส่ง ส.ค.ส. และการเขียนจดหมายถึงแนวหน้าเหล่านี้ ยังเป็นไออุ่นอยู่ในใจ ดิฉันงดการเขียนและส่งมานานมากเนื่องจากบ้านเมืองสงบ ....แต่ขณะนี้ เหตุการณ์ไม่สงบในบ้านเราโดยเฉพาะทางภาคใต้ยังคุกรุ่นอยู่ ...คงจะเป็นการดีหากจะมีผู้ใดได้แรงบันดาลใจจากตรงนี้ เขียนจดหมายคุยกับคนที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ทางใต้ ดังเช่นที่ดิฉันเคยเขียนคุยกับแนวหน้าในอดีต ไม่ว่าหญิงหรือชาย ผู้ใหญ่หรือเด็ก ก็สามารถทำกันได้ทุกคน ถึงแม้ว่าการเขียนจดหมายในปัจจุบันจะดูล้าสมัยไปแล้วก็ตาม บางที คุณอาจจะได้มิตรภาพที่มีค่ากับความทรงจำมากที่สุดจากการเขียนจดหมายนี่ก็ได้ค่ะ  |