หลังจากโครงการเปิดกรุประสานรักของคุณเฟิงสุ่ยผ่านไป แต่ก็ยังคงทิ้งร่องรอยที่เต็มไปด้วยไออุ่นจากบล็อกเกอร์ ณ บางโอเคแล้ว ยังมีอีกหนึ่งโครงการในบ้านของคุณก้อนหิน8887 ใน Entry "ณ.. .หมู่บ้านเล็กๆ ร่วมด้วยช่วยกันเขียน ร่วมทำกิจกรรมแห่งความดีถวายเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ในดวงใจของฉัน ในหลวง..พ่อหลวงของแผ่นดิน" ซึ่งดิฉันเองเห็นพ้องว่าจะร่วมด้วยช่วยกันเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ท่าน เล่าเรื่องราวความประทับใจที่มีต่อพระองค์ท่าน แม้ว่าจะยังไม่ถึงวันเฉลิมฉลองใดๆ ก็ตาม

ครั้งหนึ่งในชีวิต.....
สมัยที่ยังเล็กอยู่ ดิฉันจำได้เสมอที่ป๊ามักจะพูดว่า ไม่มีสมบัติอะไรจะให้นะ นอกจากให้เรียนหนังสือ เพราะป๊าหอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน เริ่มจากการเป็นลูกจ้างและขยับฐานะก่อร่างสร้างตัวเป็นพ่อค้ามีกิจการเป็นของตัวเอง ป๊าไม่เคยให้ลูกๆ ต้องมาช่วยค้าขาย เพียงแต่ขอให้ลูกทุกคนตั้งใจเรียนหนังสือเท่านั้น
สมัยเรียนชั้นมัธยมต้น ดิฉันตัดสินใจสอบเทียบตามเพื่อนๆ ปรากฏว่าสอบได้ ใจจริงอยากเรียนทางด้านภาษา จึงตัดสินใจสอบเข้าเตรียมอุดมเพราะใฝ่ฝันอยากเรียนคณะอักษรศาสตร์ และเพื่อกันความผิดพลาด ดิฉันจึงสมัครสอบเรียนสายพาณิชย์ไว้ด้วยเป็นการเผื่อเหลือเผื่อขาด โดยการวิ่งสอบเช้าแห่งหนึ่งบ่ายแห่งหนึ่ง ผลปรากฏว่านักเรียนสอบเทียบอย่างดิฉัน ความรู้ไม่ถึงขั้นที่จะได้เรียนโรงเรียนเตรียม ชีวิตดิฉันจึงต้องสัมผัสกับการเป็นนักเรียนพาณิชย์ ได้เรียนและทำกิจกรรมที่วิทยาลัยพณิชยการธนบุรีตลอด 5 ปี จนกระทั่งจบอนุปริญญา หรือ ปวส.
เพราะรู้ว่าป๊าอยากเห็นลูกรับปริญญา ดิฉันจึงไม่คิดจะหยุดเรียนเพียงแค่นี้ วิ่งหาที่สอบเพื่อเรียนต่อให้ได้ ...ในสมัยนั้น มีสถาบันการศึกษาเพียงไม่กี่แห่งที่รองรับคนจบอนุปริญญา หลักๆ เลยจะมีเพียงวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชมงคล ซึ่งที่ทำการตั้งอยู่ที่เทเวศน์ มิใช่คลองหก ปทุมธานี ดังเช่นในปัจจุบัน) ที่นี่มีหลากหลายคณะตรงตามที่คนเรียนสายอาชีวะมาจะสามารถเรียนได้ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ฯลฯ และด้วยความที่กลัวจะสอบเข้าเรียนไม่ได้ นอกจากจะสอบเข้าเรียนคณะบริหารธุรกิจของที่นี่แล้ว ก็ยังวิ่งสอบทั้งที่ มช. และ มศว. อีก 2 วิทยาเขต ผลปรากฏว่าสอบได้ 2 แห่ง แต่สุดท้ายดิฉันตัดสินใจเลือกเรียนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ด้วยเหตุผลหลักง่ายๆ เพียงเพราะว่าที่นี่ ในหลวงยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณที่จะพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่ผู้จบการศึกษาทุกรอบ 3 ปี เนื่องจากในแต่ละปีจะมีผู้จบการศึกษาไม่มากนัก
ดิฉันเคยเข้าไปอ่านความรู้สึกของท่านมะอึก ใน Entry ".....ครั้งแรกในชีวิตที่รับพระบารมีใกล้ชิดพระองค์ท่าน....." ที่กล่าวว่า ตื่นเต้น เกร็ง ใบหน้าแดงกล่ำ หูอื้อไม่ได้ยินสรรพเสียงใดทั้งสิ้น นัยน์ตาอุ่นด้วยน้ำตาแห่งความปิติ... ยามที่พระองค์ได้ย่างพระบาทใกล้เข้ามา
ความรู้สึกของดิฉันแทบจะไม่ได้แตกต่างกับท่านมะอึกเลยค่ะในวันที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากในหลวง
...ประหม่า ตื่นเต้น เกร็ง น้ำตารื้น เหงื่อออกจนรับรู้ได้ว่าสองฝ่ามือชื้นไปหมด แถมตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าตลอดเวลาในขณะที่เข้าแถวรอรับการพระราชทานปริญญาบัตร แม้กระทั่งเมื่อไปยืนต่อหน้าพระพักตร์เพื่อยื่นมือไปรับใบปริญญาบัตรจากฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ดิฉันก็ยังมิกล้าแม้แต่จะเหลือบมองพระองค์ด้วยความชื่นชมพระบารมี ตาจับจ้องอยู่เพียงแค่ปลายพระหัตถ์ของพระองค์ท่านเท่านั้น...
นั่นเป็นครั้งหนึ่งที่ได้ใกล้ชิดกับในหลวงมากที่สุดในชีวิต และยังจำเสี้ยววินาทีนั้นได้ดี

ภาพแห่งความประทับใจ
ดิฉันมีภาพของในหลวงที่ทำด้วยแผ่นทองสุทธิ 97.66 ซึ่งเคยมีการนำเข้ามาโดยสมาคมแห่งหนึ่งราวปี พ.ศ. 2538 เป็นภาพที่พระองค์กำลังทรงงาน จนพระเสโท (เหงื่อ) กำลังจะหลั่งผ่านพระนาสิก (จมูก)
หลายๆ ท่านคงจะประทับใจในภาพนี้เช่นเดียวกับดิฉัน
ภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยยากของในหลวงในการทรงงานเพื่อคน 60 กว่าล้านคน
หากใครคิดว่าทำงานหนักแล้วไม่มีใครเห็น ท้อแท้ในเรื่องใดๆ ก็ตาม ดิฉันอยากให้ดูภาพนี้ ดังเช่นที่ดิฉันทำเป็นประจำยามที่รู้สึกท้อแท้ ผิดหวัง ในเรื่องหน้าที่การงาน ภาพนี้สามารถช่วยให้คิดได้ว่า ไม่มีใครทำงานหนักเช่นพระองค์ท่าน... แม้ทางออกใดๆ จะมีปัญหา แต่ปัญหาก็มีไว้แก้ พระองค์ไม่เคยย่อท้อที่จะกระทำสิ่งใดๆ เพื่อคนทั้งประเทศ ดังเช่นพ่อที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกทั้ง 60 ล้านชีวิตได้มีชีวิตอยู่อย่างวัฒนาถาวร
ดิฉันขอตั้งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นข้าฯ ตามรอยพระบาทด้วยความสุจริตจนชีพจะหาไม่
