Hallstatt : Love at first sight เมื่อรถไฟวิ่งมาถึงสถานี Steeg-Gosau คนก็เลยลงกันเยอะ คิดว่าน่าจะมีจุดหมายที่ Hallstatt เหมือนกัน ดิฉันเดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่สถานีว่ารถบัสที่จะไป Hallstatt อยู่ไหน พ่อหนุ่มก็ชี้ไปข้างหน้า จึงเห็นรถจอดรออยู่ สังเกตว่าคนขับรถใส่เครื่องแบบ OBB ของการรถไฟออสเตรียด้วย เลยรู้สึกคลายกังวลหน่อย นั่งรถบัสมาประมาณ ๑๐ นาที รถก็มาจอดหน้าทะเลสาบ คนขับลงไปหยิบกระเป๋าที่ใต้รถให้ นึกว่าจะเก็บเงินค่าโดยสารด้วย ....แต่ปรากฏว่าฟรีค่ะ ดีจัง เลยได้แต่ขอบคุณคนขับ แล้วก็ยืนงงๆ ว่าจะเดินไปตรงไหน โดยปรกติแล้วถ้านั่งรถไฟมาที่สถานี Hallstatt จะต้องนั่งเรือข้ามฟากมาที่หมู่บ้าน เสียค่าตั๋วอีกคนละ ๒ ยูโร มองจากบริเวณท่าน้ำที่จอดรถบัส เมื่อมองจากบริเวณท่าน้ำที่จอดรถบัส ภาพที่เห็นตรงหน้าเหมือนกับเมืองในฝันเลยค่ะ เป็นบ้านที่อยู่เชิงเขาเรียงหน้ากระดานลดหลั่นกันเป็นระดับ คงไม่แปลกถ้าจะบอกว่าพอเห็นก็เหมือนรักแรกพบทันที ส่วนจะเหมือนกับที่ใครๆ เขากล่าวขานถึงรึเปล่า คงต้องสัมผัสกับวิถีชีวิตและผู้คนที่นี่ก่อน แล้วตัดสินใจเดินตรงไปข้างหน้า ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดว่า นั่นคนที่เราเจอที่ป้อมไงล่ะ ดิฉันจึงหันไปมองก็เลยเจอคู่รักที่พบและทักทายกันบนป้อม Hohensalzburg Fortress ใน ตะลุยเดี่ยวเที่ยวเมืองนอก (๑) ...My single step in Salzburg คู่นี้บอกว่าวันนี้จะกลับแล้ว พร้อมกับแซวดิฉันว่ามาคนเดียวเที่ยวไกลเหมือนกันนะ ..... แรกที่ได้สัมผัสคนท้องถิ่น รู้สึกว่าน่ารักมาก ให้การต้อนรับได้อบอุ่นดี เพราะดิฉันและคู่รักวัยรุ่นชาวเกาหลี ต่างมองหาทางขึ้นไปบนโรงแรม Gasthof Zauner ซึ่งถนนทางขึ้นด้านหนึ่งกำลังมีการก่อสร้างอยู่ หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังยืนพูดคุยกับเพื่อนอีก ๒-๓ คน ก็เดินเข้ามาถามว่าเธอพอจะช่วยอะไรได้บ้างไหม เราจึงบอกว่าจะหาทางขึ้นไป Gasthof Zauner เธอก็เลยแนะนำว่าให้เดินไปที่ Marktplatz จะมีทางขึ้นอีกด้านหนึ่งอยู่ ดิฉันเลยขอบคุณในความช่วยเหลือ ก่อนที่จะลากกระเป๋าต่อไปอีกหน่อย
บริเวณ Marktplatz จากจุดที่ลงรถเมื่อครู่เดินไปที่พัก Gasthof Zauner ซึ่งอยู่บริเวณ Marktplatz (ใจกลางเมือง) ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาทีเห็นจะได้ สังเกตว่าที่ Hallstatt ขณะนี้กำลังมีการปรับปรุงที่พักสำหรับรับนักท่องเที่ยวอยู่หลายแห่ง เพราะช่วงนี้ยังถือเป็นช่วง low season ของที่นี่อยู่ อากาศโดยเฉลี่ยอยู่ที่ ๓ องศา นี่ขนาดว่าไม่ใช่ high season ห้องพักของดิฉันยังตกคืนละ ๕๓ ยูโรเลยค่ะ
ห้องเดี่ยวที่ดิฉันจองมาตั้งแต่เดือนกุมภานั้น ตอนที่พ่อหนุ่มที่เป็นลูกชายเจ้าของโรงแรมช่วยยกกระเป๋าขึ้นไปส่งให้ อยู่บนชั้นสูงสุด ซึ่งก็คือชั้น ๓ (ที่จริงน่าจะเป็นชั้น ๔ นะ ถ้านับรวมชั้นล่างซึ่งเป็นห้องรับรอง) เขาการันตีว่าเป็นห้องที่วิวดีที่สุดของโรงแรมเลยล่ะ ส่วนคู่รักเกาหลีไม่ได้จองมาก่อน ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ห้องไหน ....พอเห็นห้องก็สมราคาคุยค่ะ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ริมน้ำหรือติดทะเลสาบ แต่การอยู่ชั้นสูง มีระเบียงพร้อมโต๊ะเก้าอี้ไว้นั่งรับลมชมวิวทะเลสาบ ถึงจะไม่ใช่วิวที่ดีที่สุดของ Hallstatt แต่ก็ถือว่าดีมากสำหรับดิฉันแล้ว ภาพที่มองจากระเบียงห้อง วันนี้เพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ คงยังไม่รีบร้อนออกเดินเที่ยว แต่จะไปขอข้อมูลที่ Tourist Information ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก เจอนักท่องเที่ยวหลายรายไปสอบถามข้อมูลอยู่ บางคนมาแจ้งเรื่องกระเป๋าสตางค์หาย อันนี้น่าเห็นใจมากแต่โชคยังดีที่มีเพื่อนมาด้วย ไม่งั้นคงจะแย่เหมือนกัน เจอหญิงฝรั่งคู่หนึ่งกำลังสอบถามข้อมูลที่ดิฉันอยากรู้พอดี แต่ก็ไม่ได้สอดแทรกรอจนคู่นี้เสร็จก่อนดิฉันจึงเข้าไปถามเพิ่มเติม เลยได้ความว่า ตั๋วรถไฟที่จองจะไป Linz ตอนขากลับนั้น ก็ต้องเดินทางแบบเดียวกับตอนขามา คือจะต้องขึ้นรถบัสที่ Hallstatt แทน แล้วไปต่อรถไฟที่สถานี Steeg Gosau เพราะไม่มีเรือข้ามฟากจนถึงสิ้นเดือน เธอบอกเพียงว่าพายุเข้าทำให้เกิดความเสียหาย ส่วนสถานที่เที่ยวก็มี Hallstatt Museum และโบสถ์ ส่วนเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนั้นตอนนี้ปิดอยู่ จะเปิดให้บริการในวันที่ ๑ พฤษภาคม Tourist Information Hallstatt Museum พอได้แผนที่และข้อมูลอย่างที่ต้องการแล้ว ก็เลยเดินออกมา เห็นน้องคนหนึ่งแว้บๆ คิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มสาวไทยทั้งเจ็ดที่เจอบน Untersberg Mountain เพิ่งจะเดินเข้าพักที่ Pension Hallberg ซึ่งอยู่ติดทะเลสาบมากกว่า ตอนแรกดิฉันก็จะจองที่นี่ เพราะเป็นที่พักตามหนังสือ ๑๒ เมืองเล็กน่าฮันนีมูนของ อ.ธรณ์ฯ แต่เห็นว่าไม่มีห้องเดี่ยว และไม่มีอาหารเช้าให้ จึงตัดสินใจพักที่ Gasthof Zauner แทน ดิฉันเดินดูวิวบ้านเรือนอยู่สักครู่ก็เดินกลับ เนื่องจากเห็นว่ายังมีเวลาทั้งวันในวันรุ่งขึ้นอีก เกรงจะไม่มีอะไรทำ เพราะ Hallstatt เป็นเมืองเล็กมาก มีคนอยู่อาศัยราวพันคนเท่านั้น
หกโมงเย็นดิฉันเดินลงไปที่ห้องอาหารซึ่งอยู่ชั้น ๑ ของโรงแรม ขาแทบขวิดเลยค่ะ เพราะถูกใครๆ มองด้วยสายตาแปลกๆ ไม่ใช่ว่าสวยบาดใจหรอกนะคะ แต่ที่มองเพราะคิดว่าทำไมยัยคนนี้มาคนเดียวในสถานที่โรแมนติกแบบนี้ ที่นี่ลูกค้าเยอะเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แม้จะไม่ได้พักที่นี่ แต่จะมาใช้บริการห้องอาหารของโรงแรมแห่งนี้กันมาก หนุ่มลูกชายเจ้าของโรงแรมเดินเอาเมนูมาให้ ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องปลาเทราต์มากค่ะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเมนูไหน เลยต้องให้พ่อหนุ่มช่วยแนะนำเมนูเด็ดให้หน่อย ก็ได้เป็นเมนูปลาเทราต์ในทะเลสาบนำไปย่างเกลือ ส่วนเครื่องดื่มนั้น ดิฉันเลือกแบบงงๆ เพราะตั้งแต่มายังไม่ได้แตะเมนูแอลกอฮอล์เลย จึงคิดว่าจะลองเบียร์ดูสักหน่อย เลือกเอาที่ถูกที่สุด ไม่รู้หรอกค่ะว่าเป็นอะไร เห็นแต่เขียนว่า PFIFF Kaiser Beer Premium นึกว่าเป็นชนิดเบียร์ ที่ไหนได้เป็นเบียร์แก้วเล็กจิ๋วสูงราว ๓ นิ้วนี่เอง และเสิร์ฟขนมปัง ๒ ชิ้นเป็นการอุ่นเครื่องพร้อมซอสทาขนมปัง ไม่รู้ว่าทำจากอะไรแต่อร่อยดีค่ะ ปลาเทราต์ย่างเกลือ เมนูดังของที่นี่ ส่วนหนุ่มในรูปคือลูกชายเจ้าของผู้อารมณ์ดี คงต้องบอกว่าเป็นเมนูปลาที่อร่อยมากที่สุดเท่าที่ดิฉันเคยลิ้มลองมา เนื้อปลาหวานมากเพราะความสดจากทะเลสาบ และเมื่อราดซอสหวานพร้อมบีบมะนาวนิดๆ ยิ่งทำให้รสชาติอร่อยมากขึ้นอีก หากใครมีโอกาสได้ไปที่ Hallstatt ต้องไปลิ้มลองให้ได้นะคะ สมคำร่ำลือค่ะ หมดจากจานนี้ดิฉันขอตบท้ายด้วยเบียร์แก้วเล็กอีกหนึ่งแก้ว พอเช็คบิล ราคาทั้งหมดก็ ๑๙ ยูโร เป็นค่าเบียร์แก้วละ ๑.๗ ยูโร ปลาชั่งตามน้ำหนัก ๑๔.๑๐ ยูโร และค่าขนมปังอีก ๑.๕ ยูโร เสร็จจากอาหารเย็นก็เพิ่งจะทุ่มกว่าเท่านั้น จึงออกไปเดินเล่นให้อาหารย่อยสักหน่อย ท้องฟ้าข้างนอกยังสว่างมีแสงแดดรำไรส่องบนเขาอยู่ แต่เดินได้แค่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ อาการสั่นไปทั้งตัวมาอีกแล้ว หนาวมากๆ เรียกว่าหนาวเข้ากระดูกดำเลยค่ะ ทั้งที่ไม่ค่อยมีลมสักเท่าไหร่ นี่ขนาดว่ามีลองจอนอยู่ข้างในแล้ว ยังหนาวซะขนาดนี้..ที่ซื้อเสื้อหนาวเพิ่มอีกตัวถือว่าตัดสินใจไม่ผิดเลย ไม่อย่างนั้นคงแย่แน่ค่ะ ภาพจากระเบียงห้องตอนสองทุ่ม ท้องฟ้าก็ยังไม่มืด สุดท้ายของวันนี้ ดิฉันคงไม่แนะนำให้ใครมาที่ Hallstatt นี่เพียงลำพัง เพราะบรรยากาศอย่างนี้มาเป็นคู่จะเหมาะกว่า โดยเฉพาะคู่รักคงได้กอดกันกลมไปเลย  หมายเหตุ :
หมู่บ้าน Hallstatt อยู่ในเขต Salzkammergut ประเทศออสเตรีย ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก บ้านเรือนตั้งอยู่ตามขอบทะเลสาบใหญ่ ได้มีการศึกษาและค้นพบว่าเป็นชุมนุมแรกที่มนุษย์มาตั้งรกราก เมื่อ ๔,๕๐๐ ปีก่อน เนื่องจากข้างบนพบการทำเหมืองเกลือและชุมชนนี้รู้จักใช้เกลือมาก่อน (จากหนังสือ "ท่องยุโรปกลาง... เส้นทางสามแผ่นดิน เวียนนา บูดาเปสต์ ปราก" เขียนโดยคุณจันทนา นิลวรางกูร) Hallstatt เป็น ๑ ใน ๑๒ เมืองเล็กน่าฮันนีมูน ตามหนังสือ "Small Town Big Love ๑๒ เมืองเล็กน่าฮันนีมูน" เขียนโดยคุณพชร สมุทวณิช และคุณธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ |