|
ราว ๑๒.๒๕ น. รถตู้ของ
Shuttle Lobo ก็มาจอดหน้าสถานี Linz
มีผู้โดยสารขามาจาก Cesky Krumlov ลงมาด้วย ๕-๖
คน เพื่อไม่เป็นการเสียเที่ยวเปล่านี่เอง ส่วนเที่ยวกลับจาก
Linz ไป Cesky Krumlov
นอกจากดิฉันแล้ว ก็มีคู่สามีภรรยาชาวแคนาดา และหนุ่มน้อยอเมริกันอีกหนึ่งคน
รวมแล้วเที่ยวนี้มีผู้โดยสารเพียงสี่คนเท่านั้น
ผู้โดยสารคนอื่นจ่ายค่าโดยสารก่อนขึ้นรถเป็นเงินยูโรหมด ค่าโดยสาร ๓๙๙
CZK (สกุลเงินโครูน่าหรือเช็กคราวน์ อัตราประมาณ
1 CZK = ๒ บาท) ดิฉันขอจ่ายเป็นเงินดอลล่าร์
เนื่องจากเงินยูโรที่แลกมาเหลือไม่พอจ่าย
พอดีว่าคนขับไม่ทราบอัตราแลกเปลี่ยน จึงบอกว่าให้ดิฉันไปจ่ายที่
Cesky Krumlov ละกัน แหม!!
รูปหล่อแล้วยังใจดีอีกต่างหาก

ดิฉันคิดว่าจะของีบในรถตู้ช่วงระหว่างการเดินทางนี่สักหน่อย
เนื่องจากฤทธิ์กาแฟหลังมื้อค่ำเมื่อคืนนี้รึเปล่าไม่ทราบที่ทำให้ตื่นขึ้นมาตอนตีสาม
กว่าจะหลับได้อีกทีก็เกือบตีห้า แล้วยังต้องมาแบกกระเป๋าหนักวันนี้อีก
จึงออกจะเพลียๆ อยู่บ้าง ...แต่ก็หลับไม่ลงหรอกค่ะ
ได้เพียงแค่ปิดตาฟังพ่อหนุ่มช่างเม้าท์เล่าโน้นเล่านี่ให้คู่แคนาเดี้ยนฟังว่า
เขาเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็เลยมาท่องเที่ยวยุโรปก่อนที่จะต้องไปทำงาน
เพราะรู้ว่าทำงานแล้วคงหาโอกาสเที่ยวได้ยาก ..เขาเพิ่งจะ
search
ข้อมูลในเน็ตเมื่อคืนนี้แล้วก็เลยอีเมล์จองรถตู้ของ
Shuttle Lobo เพื่อจะข้ามไปเที่ยวปรากโดยแวะเที่ยว
Cesky Krumlov ก่อนนี่แหละ
จะว่าไปแล้วดิฉันนับถือความคิดและทัศนคติของพ่อหนุ่มคนนี้ในหลายๆ
เรื่องเลยนะคะ นอกจากฟังเขาเล่าว่าไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง
และจะไปเที่ยวที่ไหนต่อเป็นเดือนๆ
เขายังคุยและให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเมืองได้อย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนไม่เบาเลย
วิจารณ์นโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาทั้งของฮิลลารี่ คลินตัน
และบารัก โอบามา
...ทำให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนที่เที่ยวลอยละล่องอย่างไร้แก่นสารเลย
คู่แคนาเดี้ยนและพ่อหนุ่มหันมาคุยกับดิฉันบ้างเป็นครั้งคราว
จนกระทั่งเข้าสู่ตัวเมือง Cesky Krumlov
คนขับแวะไปส่งคู่แคนาเดี้ยนที่โรงแรมก่อน
แล้วขับรถพาดิฉันไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มเพื่อจ่ายค่าโดยสาร
...แนะนำให้พกบัตรเอทีเอ็มติดตัวไปด้วยนะคะ
เฉพาะใบที่มีเครื่องหมายหลังบัตรเป็น PLUS หรือ
POOL เพราะจะได้เงินของประเทศนั้นๆ
เลยในอัตราแลกเปลี่ยนของวันนั้น สำหรับธนาคารกรุงเทพคิดค่ากดครั้งละ ๑๐๐
บาทโดยไม่คิดค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยน
แล้วรถก็มาจอดส่งดิฉันที่
The Old Inn Hotel ก่อน
ทิ้งให้หนุ่มน้อยอเมริกันนั่งรถต่อไปเป็นคนสุดท้าย
ดิฉันเข้าเช็คอินโดยยื่นเอกสารที่จองจาก
www.otel.com
ให้พนักงานที่เคาน์เตอร์
ซึ่งตรงนี้ทางโรงแรมจะขอตรวจพาสปอร์ตด้วยเพราะตอนนั่งรถตู้ข้ามชายแดนมานั้น
ไม่มีการตรวจลงตราแต่อย่างใด
เนื่องจากประเทศเช็กเข้ากลุ่มวีซ่าเชงเก้นเมื่อตอนต้นปีนี้เอง
The Old Inn Hotel
เป็นโรงแรมที่อยู่ใจกลางจัตุรัสเมือง (Old Town Square
หรือ Namesti Svornosti)
จึงมองเห็นผู้คนมาชุมนุมกันที่จัตุรัสแห่งนี้ค่อนข้างเยอะ
Old Town Square
The Marian Plague Column with Fountain
เสาศิลาและน้ำพุกลางจัตุรัส ที่กำลังซ่อมแซมช่วงฐานล่าง
Info Centrum หรือ Tourist
Information
ไม่ลืมที่จะเข้าไปขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ Info Centrum
หรือ Tourist Information
ซึ่งอยู่ตรงจัตุรัสเช่นกัน ที่นี่มีเจ้าหน้าที่ให้บริการอยู่หลายคน
บริการที่ดีจัดว่าอยู่ในขั้นที่ดีมากเลยค่ะ เพราะมีบริการแทบทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต (นาทีละ ๑ คราวน์) บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา
บริการข้อมูลต่างๆ รวมทั้ง Tourist Shop
ซึ่งขายแผนที่ โปสการ์ดต่างๆ รวมทั้งแสตมป์ด้วย ในราคาที่ถูกกว่าข้างนอก
ดิฉันใช้บริการอาหารมื้อเย็นในห้องอาหารของโรงแรม
มื้อนี้สั่งอาหารท้องถิ่นจริงๆ คือ Old Bohemian Onion
Soup with Bread และจานหลักเป็น Pork Serloin
(ที่จริงอยากลิ้มลองคอหมูที่อยู่ในเมนูรูมเซอร์วิสมากกว่า
แต่ที่ห้องอาหารนี่กลับไม่มี)
Old Bohemian Onion Soup with Bread
Old Bohemian Onion Soup with Bread
หรือซุปหัวหอมสไตล์โบฮีเมียน ตอนที่พนักงานนำมาเสิร์ฟ
รู้สึกว่าหน้าตาไม่ค่อยชวนชิมสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะสีออกน้ำตาลดำๆ
แต่พอชิมแล้วต้องบอกว่าอร่อยมากๆ เลยค่ะ เป็นซุปใสใส่หัวหอม
มีหมูสามชั้นหั่นชิ้นเล็กๆ ใส่ขนมปังหั่นเป็นท่อนเล็กทอดกรอบ
มีชีสใส่อยู่ทั้งด้านบนและด้านล่าง ถ้วยนี้ราคา ๔๕ คราวน์
Pork Serloin
อาหารจานหลักแม้ว่าหน้าตาจะชวนชิม แต่เนื่องจากเป็นหมูส่วนที่ไม่มีมันเอาซะเลย
แถมยังเห็นเนื้อสีแดงอยู่ด้วย จึงไม่ค่อยถูกใจสักเท่าไหร่
ส่วนรสชาติถือว่าไม่เลวค่ะ
เครื่องเคียงพวกผักนำไปย่างแล้วราดด้วยซอส
อร่อยหรือไม่อร่อยก็เกลี้ยงล่ะค่ะ
จานนี้ราคา ๒๔๐ คราวน์ เบียร์ ๑/๓
ลิตรอีกหนึ่งแก้ว ๔๐ คราวน์ รวมแล้วอิ่มท้องในราคา ๓๒๕ คราวน์พอดี
บรรยากาศน่านั่งชมวิว
ชอบสไตล์การตกแต่งประดับประดาด้วยต้นไม้แบบนี้
เพราะเห็นบรรยากาศด้านหน้าของโรงแรมน่านั่งมาก
นึกว่าจะออกไปนั่งซึมซับบรรยากาศ แต่ปรากฏว่าไม่ไหวค่ะ
ลมหนาวพัดมาทียะเยือกเชียว จึงเปลี่ยนใจเดินสำรวจรอบๆ โรงแรมที่พัก
แล้วก็กลับขึ้นไปพักผ่อนเนื่องจากเหนื่อยจากการเดินทาง
ห้องพักของดิฉันค่อนข้างเลิศหรู โดยเฉพาะห้องน้ำใหญ่และหรูหราดี ใหญ่พอๆ
กับส่วนที่เป็นห้องนอนเลย ชอบราวตากผ้าที่มี heater
ในตัว ทำให้ซักผ้าแล้วตากแห้งได้อย่างรวดเร็วมาก ราคา ๔๗
ยูโรต่อคืนรวมอาหารเช้าด้วย
ดิฉันให้คะแนนที่นี่ในด้านความพึงพอใจและความคุ้มค่ามากที่สุดสำหรับทริปการเดินทางสองอาทิตย์นี้
อาหารเช้าที่นี่ให้ลูกค้าได้อิ่มท้องอย่างเต็มที่...ของเยอะมาก
ดิฉันเริ่มต้นการเที่ยวในวันที่หกด้วยการตรงดิ่งไปที่ปราสาท
Cesky Krumlov ราวเก้าโมงเศษ
....เชิงบันไดทางขึ้นมีร้าน ChequePoint
รับแลกเปลี่ยนเงินอยู่ เพียงเห็นแค่ติดไว้ว่า ๐%
commission ก็ไม่ได้ดูอย่างอื่นแล้วค่ะ
ตรงเข้าไปแลกเงินดอลล่าร์ที่มีอยู่
อัตราแลกเปลี่ยนด้านนอกติดไว้ว่าหนึ่งดอลล์เท่ากับสิบหกบาทกว่า
แต่พอแลกเข้าจริงกลับได้ในอัตราหนึ่งดอลล์เท่ากับ ๑๒.๘๓ เท่านั้น ดังนั้น
ก่อนแลกควรจะถามหรือสำรวจราคาซื้อขายสกุลเงินของแต่ละที่ก่อนน่าจะดีกว่า
...นี่เป็นการแลกเงินด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก เลยถือเป็นบทเรียนไป
chequepoint ร้านแลกเปลี่ยนเงินตรา
ทางขึ้นปราสาท
ด้านที่มีร้าน chequepoint
ทางเข้าปราสาท
ส่วนที่เรียกว่า Red Gate
ส่วนแรกของการเข้าชมในปราสาท คือ The Castle Tower เป็น Individual Tour
ต้องซื้อตั๋วราคา ๔๕ คราวน์ ขึ้นไปชมปราสาทข้างบน ซึ่งจะเห็นวิวเมือง Cesky
Krumlov โดยรอบ ทางเดินขึ้นเป็นบันไดวนค่อนข้างแคบ
มีเชือกขึงไว้ตามแนวไว้ให้ยึด
หากมีคนเดินสวนมาเวลาหลบอาจจะลำบากบ้างสำหรับคนตัวใหญ่
The Castle Tower
เดินบันไดวนขึ้นไปชม
บันไดที่จะทอดไปถึงบนยอดนั้นมีทั้งหมด ๑๖๒ ขั้น
ขึ้นไปถึงก็เรียกได้ว่าหมดแรง พอจะหายเหนื่อยได้ก็จากวิวเมือง
เห็นหลังคาสีส้มเต็มไปหมด โค้งน้ำ Valtava
ไหลคดโค้งโอบล้อมเมืองไว้จนเห็นเป็นรูปหยดน้ำ
ก่อนถึงยอดจะมีโมเดล Castle
Tower ทำด้วยไม้จำลองไว้ในตู้กระจก
เหมือนเขตพระราชฐานในเทพนิยาย
บ้านเรือนคดโค้งไปตามแม่น้ำวัลตาวา
ดูภาพเต็มจากโปสการ์ดอีกครั้ง จะเห็นเมืองเป็นเหมือนหยดน้ำ
พูดถึงปราสาทครุมลอฟแห่งนี้ เป็นปราสาทที่ใหญ่เป็นอันดับ ๒
ของประเทศเช็กรองจากปราสาทปราก (Prague Castle)
ปราสาทหลังนี้ได้รับการขึ้นบัญชีให้เป็นมรดกโลกทั้งทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติจากยูเนสโก
ในปี ค.ศ. ๑๙๙๒ จะเห็นว่าตัวหอคอย (Castle Tower) มีสีสะดุดตามาก
ส่วนตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมที่เน้นการเล่นลายปูนปั้น
ผนังของปราสาททำด้วยปูนแกะเป็นบล็อกให้เป็นสีเหลือง ฉาบปูนเรียบเป็นระยะๆ
แล้วทำเป็นขอบนูนเด่นขึ้นมาคล้ายกรอบรูป
แม้ว่าจะผ่านมาหลายร้อยปีแล้วแต่ลวดลายและสีเดิมยังคงความงดงามไว้
สีและลวดลายสะดุดตา
จากนั้นก็ไปที่ Box
office เพื่อซื้อตั๋วเข้าชมปราสาท ในส่วนนี้จะมี ๒ route
ที่จะต้องเสียเงินค่าเข้า เสียดายในวันที่ดิฉันไปนี้ route ๒ ปิด
จึงได้แต่ซื้อตั๋วของ route ๑ ซึ่งเป็น Third Court Yard
จากข้อมูลของคนไทยที่แนะนำไว้ในเน็ตให้ซื้อทัวร์ภาษาท้องถิ่น จะราคาถูกกว่า
คือ ๑๓๐ คราวน์ ส่วนภาษาอังกฤษ ๒๓๐ คราวน์ ราคาต่างกันเท่าตัวเลยนะคะ
.....ดิฉันตัดสินใจยอมจ่ายแพงขึ้นเพราะคิดว่าการฟังภาษาอังกฤษน่าจะพอรู้เรื่องและได้อรรถรสกว่าการเข้าชมเฉยๆ
แล้วฟังไม่รู้เรื่อง คนขายตั๋วบอกว่าให้ไปรอที่ทางเข้าเวลา ๑๐.๐๐ น.
ระหว่างรอก็เก็บภาพโดยรอบ
พอได้เวลา
อดัม-ไกด์หนุ่มใส่แว่นก็มาเปิดประตูทางเข้าปราสาท พูดภาษาอังกฤษสำเนียงเช็ก
ฟังยากนิดหน่อยแต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากนัก
น่าแปลกใจที่เช้าวันเสาร์อย่างนี้ กลับยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่
เพราะรอบนี้มองดูนักท่องเที่ยวที่ซื้อทัวร์ภาษาอังกฤษมีเพียง ๕ คนเท่านั้น
เป็นฝรั่งหนุ่มหนึ่งคนพร้อมแฟนสาวชาวเอเชีย
(คิดเหมือนกันว่าอาจจะเป็นคนไทย)
ที่เหลือเป็นสาวผมดำหมดเลยรวมทั้งดิฉันด้วย หน้าตาเป็นหมวยกันทั้งนั้น
ด้านในนี่ห้ามถ่ายรูปนะคะ อดัมพาชมห้องต่างๆ ซึ่งมีทั้งห้องนอน ห้องกินข้าว
ห้องรับแขก รถลากสีทองอร่าม
และห้องเต้นรำสวมหน้ากากอันอลังการของตระกูลชวาร์เซนเบิร์กส์
โดยเขาเล่ารายละเอียดต่างๆ
ประกอบไปด้วยตำนานและความเชื่อเกี่ยวกับปราสาทหลังนี้
ตำนานหนึ่งที่เล่าขานกันมานานมากคือเรื่องราวของสาวสวยทายาทตระกูลโรเซนเบิร์ก
ซึ่งเรียกขานกันว่า White Lady
ถูกจับคลุมถุงชนให้แต่งงานกับขุนนางม่ายแห่งลิกเตนสไตน์ซึ่งมีนิสัยมุทะลุดุดัน
จึงทำให้เธอทุกข์ระทมแสนสาหัส เนื่องจากต้องเผชิญกับสามีที่ร้ายกาจแล้ว
ยังถูกแม่และน้องสาวของภรรยาเก่ากลั่นแกล้งอีก
...ตรงนี้ชักจะเหมือนละครน้ำเน่าบ้านเราแล้วล่ะค่ะ .....ต่อมาเมื่อสามีตาย
เธอจึงกลับคืนสู่ปราสาทครุมลอฟ แต่ก็อยู่ในสภาพคนอมทุกข์
และจากโลกนี้ไปในวัยก่อน ๕๐ ปี
จึงมีเรื่องเล่าขานกันต่อมาว่าเธอมักจะสวมชุดขาวบริสุทธิ์มาเข้าฝันคนในตระกูล
หากเมื่อใดฝันเห็นเธอสวมถุงมือสีดำและใบหน้าเคร่งขรึม
มักจะเกิดเหตุร้ายขึ้นในปราสาทเสมอ
และทุกวันนี้ก็ยังเชื่อว่าเธอยังวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้
มีมุขตลกจากอดัมแทรกเข้ามาว่า เมื่อคืนเขาก็เห็น White Lady มาหลอกเขาด้วย
(อดัมเรียก White Lady
เป็นควีนด้วยค่ะ)
แต่พูดไปพูดมาบอกว่าสงสัยว่าเมื่อคืนเขาคงจะดื่มหนักไปหน่อยเลยเพ้อเจ้อ
ดิฉันเลยหัวเราะก๊ากออกมาดังๆ
กับหน้าตาท่าทางของอดัม....ไม่รู้ว่าตั้งใจจะให้คนฟังขำรึเปล่า
อาจจะเพราะเห็นลูกทัวร์กรุ๊ปเล็กนี้ไม่ค่อยจะช่างซักช่างถามเอาเสียเลย
ดิฉันเองถามเฉพาะในส่วนที่ตัวเองสนใจเท่านั้น
ส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์ไม่รู้จะถามอะไรเหมือนกัน
ไม่เคยรู้เรื่องบ้านเขามาก่อน ส่วนอีกสามสาวก็ฟังอย่างเดียว
จะมีก็แต่หนุ่มฝรั่งเท่านั้นที่สนใจซักถามมากกว่าคนอื่น
The "Na plasti"
Bridge
เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างปราสาทช่วง The 4th courtyard
ตรงที่มีห้องเต้นรำสวมหน้ากาก (The Masquarade Hall) และส่วนอื่น เช่น สวน
(Castle Garden) และโรงละคร (Castle Theater)
...ในการเดินเที่ยวชมปราสาทให้สนุกและพอเข้าใจเรื่องราวได้
ควรจะซื้อแผนที่ของสถานที่นั้นๆ ประกอบการเข้าชมด้วย
เนื่องจากมีรายละเอียดบอกว่าควรจะดูจุดใดบ้าง และแต่ละจุดมีอะไรเป็นจุดเด่น
อย่างเช่น Cesky Krumlov detailed guide map
ที่ดิฉันซื้อเป็นกระดาษอาร์ตสี่สี ราคา ๘๙ คราวน์
หลังจากเดินชมปราสาทส่วนต่างๆ เสร็จ
ดิฉันเดินย้อนกลับมาที่จัตุรัสเมือง
ระหว่างทางมีรถเจ้าบ่าวเจ้าสาวและขบวนติดตามหลายคันขับมาตามถนน
บีบแตรดังลั่นตลอดเวลา แล้วก็ไปจอดอยู่ที่จัตุรัส หน้าสถานีตำรวจและ Info
Centrum ปรากฏว่ามีคู่บ่าวสาวมาทำพิธีแต่งงานกันที่นี่
ไม่แน่ใจว่าเป็นคนในครุมลอฟหรือไม่ เพราะที่ Cesky Krumlov
นี่ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองโรแมนติก
จึงมีโฆษณาเชิญชวนให้มาทำพิธีแต่งงานที่นี่อยู่เสมอ
....ดูจากรูปจะเห็นเจ้าบ่าวหนวดเฟิ้ม ตอนแรกคิดว่าเป็นพ่อเจ้าสาวเสียอีก
พิธีแต่งงานกลางจัตุรัส Old Town Square
หลังคู่บ่าวสาวเข้าไปในสถานีตำรวจ (คงเข้าไปจดทะเบียน)
ดิฉันเริ่มมองหามื้อกลางวันให้กับน้องกระเพาะอันหิวโหย :-)
มีร้านรวงให้เลือกค่อนข้างมากค่ะ สุดท้ายก็ตัดสินใจแวะที่ Hospoda Hotel
ซึ่งเป็นร้านอาหารแบบมีห้องพักให้บริการด้วย
แล้วก็เลือกเมนูที่อยากลองตั้งแต่เมื่อวานแล้ว คือ เมนูคอหมูอบซอส
ที่เสิร์ฟมากับผักกะหล่ำปลีดองเปรี้ยวหวานและแป้งมันบดนึ่งสุกคล้ายๆ
หมั่นโถวหั่นเป็นชิ้นบางๆ ...ส่วนของคอหมูเนี่ยถูกใจมากเพราะนุ่มจริงๆ
ไม่ค่อยมีมันด้วย ราคาเพียงแค่ ๖๙ คราวน์ เบียร์แก้วเล็ก ๑/๓ ลิตร ๑๕
คราวน์ ถูกมากๆ เมื่อเทียบกับในเมนูรูมเซอร์วิสของโรงแรมที่อยู่ในราคา ๓๕๐
คราวน์
....เสียดายที่ยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองเบียร์บัดไวเซอร์ซึ่งที่นี่เป็นต้นตำรับ
แล้วอเมริกามาขอซื้อสิทธิ์ไปผลิตจำหน่ายทั่วโลกเลยค่ะ
คอหมูอบแสนนุ่มและอร่อยกับกะหล่ำปลีดองเปรี้ยวหวาน
สีสันบาดใจ
ติดกับร้าน Piazza Cafe' คือ Hospoda Hotel ที่เข้าไปใช้บริการคอหมูอบ
อิ่มมื้อกลางวันแล้วดิฉันก็ย้อนกลับไปที่โรงแรม
ถามพนักงานเคาน์เตอร์ว่าสถานีรถบัสอยู่ที่ไหน เขาบอกว่าเดินประมาณ ๑๐ นาที
ถ้าใช้บริการแท็กซี่โรงแรมก็ราคา ๑๐๐ คราวน์ ดิฉันยังไม่ตกลงใจ
บอกว่าจะมาบอกอีกทีถ้าต้องการใช้บริการ
พื้นหินขนาดย่อม
เดินสำรวจเมืองไปเรื่อยๆ น่ะค่ะ ตั้งใจจะเดินไปดูลาดเลาสถานีรถบัสด้วย
ตามเส้นทางในแผนที่ซึ่งถ้าเป็น ๑๐ นาทีจริง ก็เดินไม่ไกลเท่าไหร่
ไม่น่าจะมีปัญหา
...แต่ที่เป็นอุปสรรคเห็นจะเป็นเรื่องทางเดินซึ่งถูกเรียงด้วยหินก้อนใหญ่ๆ
เพียงแค่เดินอย่างเดียวก็เจ็บเท้าอยู่บ้าง
เพราะไม่เพียงแค่หินก้อนใหญ่อย่างเดียวเท่านั้น
แต่การจัดเรียงนั้นเป็นธรรมชาติมาก คือไม่สม่ำเสมอ
จะสูงต่ำกันไปเอาแน่นอนไม่ได้ ดิฉันเดินจนถึงสถานีรถบัส
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจริงๆ หากลากกระเป๋าด้วยน่าจะใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที
แต่ดิฉันคิดว่าคงจะเลือกใช้บริการแท็กซี่ของโรงแรมดีกว่า
เพราะดูแล้วน่าจะไม่คุ้มกับการประหยัดค่าแท็กซี่ ๒๐๐ บาท
แต่อาจต้องเสียค่าซ่อมล้อกระเป๋าเป็นพัน หรืออาจจะใช้ไม่ได้อีกเลย
ชอบลวดลายงานศิลป์
Oberbank
มีให้เห็นทั่วยุโรป
ห้องน้ำอยู่ใจกลางเมือง ติดตู้โทรศัพท์อย่างนี้
จะมีใครใช้บริการบ้างไหมหนอ
ติดกับ The Old
Inn Hotel เป็นภัตตาคารจีน และศาลาว่าการเมือง
เป็นที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า
มีทัวร์นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเที่ยวที่ครุมลอฟนี่มาก
เป็นนักท่องเที่ยวค่อนข้างสูงวัยพอสมควร
ดิฉันเคยอ่านพบว่าเขากำลังทำโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน
จึงไม่น่าแปลกใจที่ภัตตาคารจีนจะมีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
....ไม่รู้ว่าต่อไปคนจีนจะเที่ยวประเทศไทยน้อยลงเพราะถูกประเทศอื่นดึงดูดไปหมดรึเปล่านะคะ
ตอนเดินสำรวจบ้านเรือน จะเห็นว่ามีร้าน BATA
หรือรองเท้าบาจาของบ้านเราไปเปิดอยู่ด้วย ...อ้อ!!
ดิฉันใช้คำว่าของบ้านเราคงจะไม่ถูกนัก เพราะเท่าที่สอบถามมา
ประเทศเช็กก็บอกว่ายี่ห้อนี้มีในบ้านเขามานมนานกาเลแล้ว
มีคนเล่าประวัติให้ฟังว่าเดิมเป็นของเยอรมันด้วยซ้ำไป
แต่มาตั้งกิจการในประเทศเช็กแล้วเกิดเปลี่ยนมือ จริงเท็จอย่างไรก็ไม่รู้
แต่จากที่ดิฉันเห็นในประเทศเช็ก มีร้านบาจานี่อยู่ทุกเมืองที่ไป
การออกแบบและสไตล์ของรองเท้า จัดว่าสวยและทันสมัยมาก มีทั้งแบบเน้นแฟชั่น
รองเท้าวัยรุ่น รองเท้าคนทำงานและเด็ก ผิดกับในบ้านเรา
ถ้าหากพูดถึงรองเท้าบาจาเราคงนึกถึงรองเท้านักเรียน
หรือรองเท้าผู้ใหญ่ที่แบบค่อนข้างเชยๆ เป็นส่วนใหญ่
บาเอ๋ยบาจา
หลังสีส้มคือ Wax
Museum พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง
Pension (ออกเสียง-พังสิโอน)
หรือที่พัก มีให้เห็นอยู่แทบทุกบล็อก แต่งลวดลายสวยงามทั้งนั้น
Music Bar
สีหวานชวนเข้า
หลากมุมมองของปราสาท
บนสะพาน Lazebnicky หรือสะพานบาร์เบอร์ (Barber Bridge) เป็นสะพานเล็กๆ
ที่ข้ามลำน้ำวัลตาวาซึ่งเชื่อมระหว่างจัตรัสเมืองและปราสาทครุมลอฟ
จะมีรูปปั้นนักบุญจอห์น เนโปมุก ประดับราวสะพานอยู่
นักท่องเที่ยวนิยมมาดื่มด่ำบรรยากาศ ณ สะพานแห่งนี้
...ที่จริงก็เกือบทุกสะพานที่มีบรรยากาศให้ดื่มด่ำ
อาจจะเพราะมองเห็นตัวปราสาท และเห็นบรรยากาศริมฝั่งน้ำวัลตาวาทั้งสองข้าง
เห็นหนุ่มสาวมายืนกุมมือจู๋จี๋กันอยู่หลายคู่ โรแมนติกจริงๆ แหละค่ะ
นักบุญจอห์น
เนโปมุก
ร้านอาหารริมน้ำมีให้เห็นตลอดเส้นทาง
งดงามเมื่อเห็นโบสถ์ยอดแหลมอยู่เบื้องหลัง
อยากมีบ้านหลังน้อยริมน้ำแบบนี้สักหลังจัง
บรรยากาศน่าเดินเล่น
มุมหนึ่งของปราสาท
...และอีกมุม
เดินรอบนอกวนกลับมาที่ประตูนี้เพื่อกลับเข้าเมืองรอบใน
ระหว่างทางเดินกลับผ่านร้านช็อกโกแลต
เห็นแล้วอดใจเปิดประตูเข้าดูไม่ได้ มีมากหลายสิบชนิดเลยค่ะ
ขีดละประมาณ ๗๙ คราวน์ สำหรับคนรักช็อกโกแลตแล้ว
รับรองค่ะว่าไม่ผิดหวัง ดิฉันเลือกซื้อเป็นสิบชนิดเหมือนกัน
ติดตัวไว้กินเล่นหรือรองท้อง ตอนหิวได้ทุกเมื่อ
รวมพลคนรักช็อกโกแลต
มื้อเย็นคืนที่สองที่ครุมลอฟ
ดิฉันก็ยังใช้บริการที่ร้านอาหารของโรงแรม พนักงานนำเมนูมาให้
กวาดสายตาดูก็ไม่ลืมสั่งซุปหัวหอมที่ติดใจตั้งแต่คืนแรก
จานหลักก็ยังคงสั่งเมนูของชาวเช็ก ....Czech Cruisine เห็นชื่อ
Roast Pork Knee with Horseradish and Vegetable
ไม่รู้ว่าคนอื่นเห็นแล้วคิดอย่างไรนะคะ
ส่วนดิฉันเองนึกถึงขาหมูชิ้นประมาณจานสเต็ก
......พอสาวเสิร์ฟมาส่งเท่านั้นแหละค่ะ
ดิฉันตกใจแทบตกเก้าอี้เลยจริงๆ
Roast Pork Knee with Horseradish and Vegetable
ขาหมูย่างมาแบบทั้งขา
นึกถึงขาหมูเยอรมันเวลาไปสั่งตามโรงเบียร์บ้านเรา...
สีส้มนั่นเป็นแอปเปิ้ลผ่าครึ่งนะคะ คงจะพอนึกออกว่าขานี้ขนาดใหญ่โตเพียงไหน
พนักงานเสิร์ฟเห็นดิฉันตกใจพร้อมกับหัวเราะลั่น
เลยไม่แน่ใจว่ายังสติดีอยู่รึเปล่า เข้ามาถามดิฉันว่า
โอเคมั้ยคะ
ดิฉันตอบว่าก็โอเคนะคะ
แต่มันใหญ่เกินไปสำหรับดิฉันน่ะค่ะ
...คำนวณดูแล้วขาขนาดนี้น่าจะเป็นเมนูสำหรับ ๔ คน แม่สาวเสิร์ฟแต่งตัวสวยแบบสาวโบฮีเมียนแท้ก็เดินวนเวียนมาคอยดูคอยถามและยิ้มให้กำลังใจดิฉันตลอดเวลา
จนอดไม่ได้ที่จะพูดเล่นไปว่า
ขอกลับไปนอนเล่นที่ห้องก่อนแล้วค่อยกลับมากินต่อได้มั้ย แหม!!
......นี่ขนาดดิฉันใช้ความสามารถเฉพาะตัวเท่าที่มีทั้งหมดแล้ว
หมดไปแค่ครึ่งขาเองค่ะ เสียเงินแล้วยังต้องมานั่งจุกอีก
เฮ้อ!!! ....จานนี้ราคา ๒๖๕ คราวน์ค่ะ
อาการอย่างนี้ต้องเดินย่อยอาหารอย่างเดียวค่ะ
สองทุ่มเป็นเวลาที่กำลังดี
ท้องฟ้ามืดพอเหมาะที่จะถ่ายภาพปราสาทในยามค่ำคืน
เนื่องจากตามแนวรอบปราสาทจะเปิดไฟสว่างไสว
ให้ได้อีกบรรยากาศหนึ่งของครุมลอฟ
เปิดหน้ากล้องไม่เท่ากัน ได้ภาพคนละอารมณ์
ไม่ใช่แฟลช ไม่ใช้ขาตั้งกล้อง ISO 1000 มือนิ่งได้แค่นี้เอง
บอกแล้วว่าโรแมนติก
หน้าที่พักยามค่ำคืน
สำรวจครุมลอฟยามค่ำคืนแล้วก็กลับมาแพ็คกระเป๋าและพักผ่อน
เพื่อเตรียมอำลาเมืองไข่มุกงามแห่งโบฮีเมีย
.....ดิฉันบอกลาด้วยการออกไปโบสถ์
St.Vitus และเก็บภาพ Old Town
Square
ยามเช้าเป็นการส่งท้ายครุมลอฟในวันที่เจ็ดของการเดินทาง
โบสถ์
St.Vitus
|