พิมพ์หน้านี้
|
วันก่อนดูข่าว ว่าครบรอบ 10 ปี หลังการลอยตัวค่าเงินบาท... โอ้ว! นี่ 10 ปีแล้วเหรอเนี่ย ทำไมชีวิตเราถึงได้วกกลับมาที่จุดเดิมเลย... ช่วงวิกฤติ ปี 2540 ดิฉันเพิ่งเรียนจบ เข้าทำงานในบริษัทสื่อสารแห่งหนึ่ง (ที่มีโฆษณา คนออกมาพูดกันแต่ 1001100001... เป็นดิจิตอลนั่นเอง) ทำได้ไม่กี่เดือน ก็มีการลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผลให้ดิฉันได้เงินเดือนโดยไม่มีงานทำมาหลายเดือน แล้วสุดท้ายบริษัทก็ต้องปิดกิจการไป โดยให้ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำได้ว่าตอนนั้น ทำงานได้ไม่ถึงปี ขาดอีกแค่ 9 วัน คิดดูสิคะ 9 วันที่ไม่ได้เข้ามาทำงานนั้น ทำให้เงินค่าชดเชยที่ควรจะได้รับ 3 เดือน ลดลงเหลือเพียงแค่ 1 เดือน เมื่อดิฉันไปร้องถามทาง HR เขาบอกว่าไม่ต้องเสียใจหรอก พี่อีกคนนึงเขาขาดแค่ 2 วันยังไม่ได้เลย... T_T ตกงาน หลังจากการปิดบริษัทคราวนั้น ชีวิตดิฉันก็เหมือนจมลงไป มีข่าวคนฆ่าตัวตายเยอะมากช่วงนั้น ดิฉันหางานทำไม่ได้เลย เพราะทุกที่ก็ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน นั่งอยู่ที่บ้านก็ถอนหายใจไม่รู้ตัว จนแม่ต้องบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมคนฆ่าตัวตายเยอะแยะ ขนาดเราที่ไม่มีภาระใดๆ ยังเครียดเลย แล้วคนที่เขามีภาระเยอะๆ นี่คงเครียดกว่าเราหลายร้อยเท่า ดิฉันตกงานเป็นปีค่ะ ... มรสุม ชีวิตคน ยามตกอับ เจอมรสุม มันจะรุมเร้า ไม่หยุดหย่อน อันนี้เห็นว่าจริงทีเดียวเชียว ดิฉันตกงานจนแม่รำคาญ จึงนำเงินที่มีเหลือเก็บจากค่าชดเชยแรงงานที่ได้ ไปซื้อมือถือ แล้วไปตั้งโต๊ะแถวมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ให้คนมาโทร นาทีละ 2 บาท ช่วงนั้นฮิตกันมาก เพราะมือถือยังมีราคาแพงอยู่ ทำได้ไม่เท่าไร เรียกได้ว่าไม่ถึงเดือน ก็มีเหตุให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอีก วันนั้น มีคนมาโทรศัพท์ ซึ่งโทรศัพท์ของดิฉันมีเครื่องเดียว แต่มีคนรู้จักกันมาฝากให้ช่วยหาเงินให้เขาอีกเครื่องนึง แล้วก็มีคนร้ายในคราบคนดีๆ ใบหน้าไม่บ่งบอกว่าเป็นโจร มาขอโทร ซึ่งดิฉันก็นำโทรศัพท์ของตัวเองกดเบอร์ให้เขา แล้วเขาก็เดินไปคุยที่อื่น แล้วก็มีคนอีกคนนึงมาขอโทรอีก ก็เลยนำโทรศัพท์ของคนรู้จักกดให้เขาไป นั่งรอสักพัก คนที่สองนำมาคืนแล้ว แต่คนแรก... คนแรกหายไปค่ะ พร้อมโทรศัพท์ของดิฉัน วันนั้นใจหายไปเลย รายได้ที่ได้มายังไม่พอค่าเครื่องโทรศัพท์เลย สุดท้าย ก็ต้องสูญเสียเงินก้อนสุดท้ายไป พร้อมหนี้ค่าโทรที่ยังไม่ได้ชำระอีกด้วย มรสุมลูกที่ 2 หลังจากหมดเนื้อหมดตัวแล้ว ญาติก็สงสาร ฝากงานให้ทำอยู่ที่หนึ่ง เป็นงานผิดกฎหมายค่ะ แต่ไม่ได้ค้ายาบ้านะคะ (สมัยก่อนเรียกยาม้า) เป็นบริษัทเล็กๆ ที่เปิดมาเพื่อทำ VOIP ก็ไอ้ที่โทรทางไกลต่างประเทศราคาถูกนะค่ะ แต่ตอนที่เข้าไปทำนั้น ดิฉันเองยังไม่รู้เลยว่ามันผิดกฎหมาย แต่กรรมมีจริงค่ะ ทำไปได้ไม่เท่าไร เจ้าของก็ทะเลาะกับคนทำการตลาด เรื่องผลประโยชน์แบ่งกันไม่ได้ ตกลงไม่ได้ พอสบโอกาสคนทำการตลาดก็เลยมาขนอุปกรณ์ไปหมดเลย ตอนที่เขามาขนของนั้น ดิฉันก็อยู่คนเดียว จะโทรไปบอกเจ้าของก็ไม่ได้ ถูกห้ามไว้ ก็เลยตกงานอีกรอบนึง โดยวันรุ่งขึ้นก็ไม่ไปทำงานอีกเลย กลัวค่ะ T_T เลือกทางใหม่ หลังจากทำบริษัทเจ๊งไปสองที่แล้ว ก็ได้งานที่ใหม่ งานนี้ค่อยดูมั่นคงมากขึ้นหน่อย แต่ทำได้เกือบปี ก็มีพี่ที่ทำงานเก่ามาเรียกไปทำงานด้วย เงินดีกว่า ดิฉันก็ตัดสินใจลาออกจากที่เก่า แต่ก็มีปัญหาอีกแล้วค่ะ เพราะเป็นคนไม่กลัวใคร ปากเก่งนั่นเอง เรื่องมีอยู่ว่า ดิฉันยื่นเรื่องได้ยื่นเรื่องลาออกแล้ว วันหนึ่งขณะกำลังประชุมแผนก ผู้ใหญ่ระดับผู้บริหารท่านหนึ่งก็เดินเข้ามากลางที่ประชุม แล้วก็พูดว่า "ไหน ใครจะลาออก" ดิฉันยกมือขึ้น แล้วผู้ใหญ่ท่านนั้นก็พูดขึ้นว่า "เดี๋ยวจะเขียนในใบรับรองว่า ไม่มีความรับผิดชอบ" อ้าว พูดงี้ได้ไง ดิฉันเลยตอบไปว่า "ก็เขียนไปสิ ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว" เป็นไงค่ะ ความปากเก่ง มันทำให้เกิดปัญหาตามมาด้วยค่ะ เค้าพยายามบล็อกไม่ให้ไปทำงานที่ใหม่ แต่สุดท้ายดิฉันก็หาวิธีไปจนได้ค่ะ เฮ้อ... ชีวิต เหนื่อยจิงๆ... กลับมาจุดเดิม ปี 2543 ดิฉันเข้าทำงานที่บริษัทใหม่ แต่ที่นี่ก็ลบล้างสถิติการทำงานที่ผ่านมา คือ ทำได้นาน ไม่ต้องย้ายบ่อยๆ เหมือนก่อน ทำได้จนถึงปีที่แล้ว เอาอีกแล้ว เริ่มมีข่าวลดจำนวนพนักงานเข้าหู ตั้งแต่ต้นปี จนสุดท้ายเมื่อเดือนกรกฎาคม หัวหน้าเรียกไปคุย ว่าถ้าจะเอาออก จะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ดิฉันตอบว่าไม่ ดีเสียอีก ดิฉันจะไปหางานทำที่ต่างประเทศ เพราะได้เงินเยอะกว่าทำงานประจำ ตกลงว่าดิฉันตกงาน ในปี 2549 ตกงาน (อีกแล้ว) ตกงานอยู่สามเดือน ได้งานชั่วคราวทำที่กรุงเทพฯ เนื่องจากหางานที่ต่างประเทศไม่ได้สักที ทำได้ไม่กี่วัน ก็ได้งานต่างประเทศ ก็เลยไป งานต่างประเทศจะเป็นสัญญาจ้าง 3 เดือน ดิฉันไปได้ไม่กี่วันก็มีปัญหากับคนที่คิดว่าเขาเป็นหัวหน้า ทั้งๆ ที่ตำแหน่งก็เท่ากัน เหตุเกิดจากเขาทำงานไม่เป็น ส่งผลให้สั่งงานมั่ว ทำให้ดิฉันตัดสินใจไม่ทำต่อ เพราะกลัวเกิดปัญหามากกว่านี้ มรสุม (อีกแล้ว) หลังจากกลับเมืองไทยแล้วก็รองาน รอจนถึงเดือนเมษายน ก็ได้งานทำในประเทศอีก ตอนแรกบอกสัญญา 6 เดือน หลังจากที่ดิฉันตกลงได้สองวัน ก็มีงานต่างประเทศติดต่อมาทำให้ดิฉันต้องปฏิเสธไป แต่เอาอีกแล้วสิ วันแรกที่ไปทำ เขาบอกว่าสัญญาจะแบ่งเป็นช่วง คือ 1 เดือนแรกก่อน แล้วถ้าลูกค้าตกลง ก็ค่อยต่อไปอีก 5 เดือน ดิฉันคิดในใจว่า รู้งี้ไปเมืองนอกดีกว่า แล้วก็เป็นไปตามคาด หลังจาก 1 เดือนแล้วเขาก็ไม่ต่อสัญญา นี่ดิฉันต้องตกงานอีกแล้วเหรอเนี่ย 10 ปีแล้วสินะเนี่ย พอลองย้อนกลับไปดู เอ... ทำไมชีวิตเรามันวนเป็นวงกลมเลย ทำงาน ตกงาน เจอมรสุม ทำงาน แล้วก็ตกงาน แล้วยังเจอมรสุมอีก วัฎจักรชีวิตเราคงมีแค่ 10 ปีละมั้ง ฮ่าๆ แต่ดิฉันก็ได้ข้อคิดหลายอย่าง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะโตขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทำบุญมากขึ้น ทำให้ชีวิตช่วงมรสุมครั้งหลังนี้ ไม่เครียดเท่าครั้งแรก หรือจะเป็นเพราะว่าเราชินกับมันแล้วก็ไม่รู้สิเนอะ ตอนนี้ก็มีภาระเยอะแยะ ทั้งบ้าน ทั้งรถ แต่เมื่อเราไม่ยึดติด สวดมนต์ก่อนนอน ก็ทำให้นอนหลับได้ ไม่คิดมากเหมือนก่อน ดิฉันเชื่อว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยก็จะเจอพิษเศรษฐกิจอีก แต่อาจจะมาในรูปแบบอื่น อย่างตอนนี้เงินบาทต่อดอลล่าร์แข็งค่ามากๆ ซึ่งต่างกับ 10 ปีที่แล้ว ที่เงินบาทต่อดอลล่าร์ อ่อนค่ามากๆ อีก 10 ปีข้างหน้า เราอาจจะเจอเรื่องที่หนักหนาสาหัสกว่านี้ หรืออาจจะเบากว่านี้ ก็ขึ้นอยู่ที่การประพฤติ ปฏิบัติตัวของแต่ละคน ถ้าใช้จ่ายเกินตัว ก็ต้องเจอพิษสงของมันมาก ถ้ารู้จักใช้จ่ายอย่างพอเพียง ก็อาจไม่เกิดผลกระทบอะไรเลย เหมือนอย่างที่ชีวิตดิฉันประสบมากับตัวเองแล้ว... |