พิมพ์หน้านี้
|
สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนา ป่า รายล้อมด้วยภูเขาเขียวขจีน่าชมยิ่งนัก บนถนนมีรถที่เห็นวิ่งอยู่เพียงไม่กี่คัน แม่ขับรถไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับชมวิวสองข้างทาง ส่วนปอเอนเบาะหลับอยู่ข้างๆแม่ เสียงเพลงเพราะๆที่แม่เปิดทำให้ปอหลับไป แต่ปอยังคงได้ยินเสียงเพลงนั้นตลอดเวลาที่หลับอยู่ เวลาประมาณเที่ยงครึ่ง แม่ก็ปลุกปอให้ตื่น และบอกว่า "ไปกินข้าวกันเถอะลูก" ปอตื่นขึ้นมามอไปรอบๆตัวเองแล้วถามแม่ว่า "เราอยู่ไหนแล้วคะแม่" แม่ชี้ไปที่ป้ายร้านอาหาร "โคราชรสเด็ด" ปอหันไปหาแม่แล้วพยักหน้าแล้วทั้งสองก็เดินเข้าในร้านอาหาร ภายในร้านอาหารมีบรรยากาศดีมาก เป็นระเบียงกว้างมีลมพัดเข้ามาตลอดและสามารถเห็นวิวด้านนอกที่ล้อมรอบด้วยภูเขาอย่างชัดเจน ในร้านมีลูกค้านั่งอยู่ไม่กี่โต๊ะเท่านั้น แม่ขอเมนูจากเด็กเสริฟ อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารตามสั่งและอาหารอีสานรสเผ็ดซึ่งปอไม่ค่อยชอบทานนัก เพราะทุกครั้งที่ปอทานอาหารเผ็ดๆปอจะปวดท้องอย่างรุนแรง ครั้งหนึ่งปอไปงานวันเกิดเพื่อนและทานส้มตำไปหนึ่งจาน หลังจากนั้นไม่กี่นาทีปอก็รู้สึกแสบๆในท้องอย่างรุนแรงจนเพื่อนๆต้องหามส่งโรงพยาบาล แม่สั่งส้มตำปูมาทาน ส่วนปอใช้เวลาเลือกอยู่พักใหญ่จึงสั่งเด็กเสริฟ "เอาข้าวผัดจานนึงค่ะ" แม่หันมาถามปอว่า "อ้าว!สั่งข้าวผัดเหรอ...อาหารที่ร้านนี้มีอร่อยหลายอย่างนะ ลองดูดีๆก่อนก็ได้" ปอส่ายหน้าแล้วตอบแม่ว่า "ไม่เอาหรอก มีแต่อาหารเผ็ดๆทั้งนั้น หนูไม่อยากปวดท้อง" ระหว่างรออาหาร ปอถามแม่ว่า "แม่คะ...อีกนานมั้ยกว่าจะถึง" แม่ตอบว่า "ก็พอสมควร...ต้องเดินทางอีกประมาณ 400 กิโลน่ะลูก" ปอถอนหายใจแล้วบอกต่อว่า "นั่งรถนานๆก็เซ็งนะคะ" แล้วปอก็หันไปชมวิวต่อ แม่มองไปที่ปอ ผมยาวๆที่ถูกลมพัดพลิ้วไปมาตามสายลม ดวงตากลมโตใสๆและรอยยิ้มที่มีความสุขขณะชมวิวทำให้แม่นึกถึงปอตอนเด็กๆ แม่บอกปอว่า "ลูกนี่น่ารักจริงๆเลยนะ ไม่เปลี่ยนเลยจากตอนเด็กๆเลย" ปอหันกลับยิ้มและบอกว่า "หนูก็น่ารักไม่เปลี่ยนอยู่แล้วล่ะ" แม่บอกว่า "แหม...เรานี่ชมไม่ได้เลยนะ" ทั้งคู่คุยกันอยู่พักหนึ่งเด็กเสริฟก็เข้ามาเสริฟอาหาร ปอลองชิมข้าวผัดก่อนจะปรุงรสด้วยพริกน้ำปลา 2 ช้อนต่อด้วยน้ำตาล เมื่อได้รสที่ถูกใจปอก็ทานข้าวผัดจานนั้นอย่างเอร็ดอร่อยทีเดียว ส่วนแม่ก็ทานส้มตำและเผ็ดจนปากแดงเหมือนทาลิปสติก ปอบอกแม่ว่า "ข้าวผัดจานนี้อิ่มอร่อยจริงนะคะแม่ สงสัยจะอยู่ท้องจนพรุ่งนี้เลยมั้ง" ปอทานข้าวผัดเสร็จปอก็หยิบแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มตามด้วยดึงกระดาษทิชชู่สีชมพูสองแผ่นมาเช็ดปากแล้วก็หันไปชมวิวอย่างมีความสุขต่อ พอแม่ทานเสร็จก็บอกให้พนักงานมาเก็บเงินและบอกปอว่า "รีบไปเถอะเดี๋ยวจะถึงบ้านมืดค่ำเอา" ปอรู้สึกเสียดายเพราะอยากรับลมเย็นและชมวิวสวยๆแต่ปอรู้ว่ายังต้องเดินทางอีกไกล จึงตามแม่ไปขึ้นรถ พอขึ้นรถเสร็จปอก็เปิดเพลงฟัง ปอชอบฟังเพลงของ Dream Theater ฟังได้ทุกเพลงอย่างไม่เคยเบื่อ หลังจากเดินทางต่อได้ประมาณครึ่งชั่วโมงปอก็ฟังเพลงจนหลับไปอีกครั้ง ส่วนแม่ก็ยังคงขับรถต่อไป หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง ปอก็ตื่นขึ้น และมองดูเวลาบนหน้าปัด เกือบบ่ายสามโมงแล้ว แม่หันมาเห็นปอตื่นแล้วเลยทักว่า "อ้าว...ตื่นแล้วเหรอ หลับไปนานเลยนะรอบนี้" ปอหันไปถามแม่ด้วยหน้าตาซะลึมซะลือ "ถึงไหนแล้วคะแม่" แม่บอกว่า "ก็ใกล้ถึงแล้วล่ะอีกประมาณครึ่งชั่วโมง" ปอยิ้มน้อยๆพลางยื่นมือไปหยิบแผ่นซีดีเพลงมาเปิด ปอดีใจที่อีกเพียงครึ่งชั่วโมงเธอก็จะได้สัมผัสกับสถานที่ที่ตัวเองอยากอยู่มานาน ไม่นานรถก็เริ่มเข้าสู่ตัวเมือง ปอเห็นป้ายสีฟ้าใหญ่ๆเขียนไว้ว่า "ยินดีต้อนรับสู่ จังหวัด แม่ฮ่องสอน" สักพักแม่ก็จอดรถที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งและบอกว่า "ไปซื้อของกันเถอะลูก เพราะแถวบ้านเรามันไม่มีร้านขายของเลย" ปอบิดขี้เกียจและเดินตามแม่ลองไป ปอซื้อขนมไปเยอะแยะมากมาย ส่วนแม่ก็ซื้อของใช้ต่างๆ พวกแปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอีกหลายๆอย่าง พอซื้อของเสร็จแม่กับปอก็ออกเดินทางต่อ แม่บอกปอว่า "พอออกนอกตัวเมืองแม่ฮ่องสอนแล้วก็ต้องขับรถต่อไปอีกก็ถึงแล้วล่ะจ่ะ" และแม่ก็ขับรถต่อไป บรรยากาศรอบๆตัวเมืองแม่ฮ่องสอนต่างจากกรุงเทพฯอย่างเห็นได้ชัด รถไม่ติดเหมือนกรุงเทพฯ ดูปลอดโปร่ง แม้แต่กลางเมืองยังอากาศดี แม่ขับรถต่อไปเรื่อย บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป สองข้างทางเริ่มเป็นทุ่งหญ้าถนนแคบลง ปอรู้ดีว่ากำลังออกนอกตัวเมืองแม่ฮ่องสอนแล้ว แม่ปิดเครื่องปรับอากาศในรถและเปิดหน้าต่าง ปอรู้สึกถึงอากาศที่หนาวจัดทันทีและรีบคว้าเสื้อกันหนาวมาใส่ พอออกนอกตัวเมืองมาได้สักพักแม้ก็เลี้ยวรถเข้าสู่เส้นทางที่เป็นถนนรุกรังที่เริ่มขรุขระแต่ก็พอที่รถเก๋งของแม่จะขับต่อไปได้ ทางเริ่มลาดชันขึ้นเรื่อยๆอากาศก็หนาวขึ้นอย่างรู้สึกได้ ประมาณหกโมงครึ่งทางลาดชันก็ค่อยๆหายไป สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสีเหลืองปนเขียว ตอนนี้อากาศหนาวจัดเพราะเริ่มเข้าสู่ช่วงหัวค่ำแล้ว แม่ต้องใช้ไฟสูงเพราะถนนบนภูเขานี้ไม่มีไฟข้างทาง ไม่นานนักปอเห็นบ้านหลังเล็กๆตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้า ปอดีใจมากและถามแม่ทันทีว่า "นั่นใช่มั้ยคะ บ้านไม้กลางทุ่งหญ้าที่แม่บอก" แม่ก็ยิ้มและตอบว่า "ถูกแล้ว.....บ้านหลังนั้นแหละ" แล้วแม่ก็เลี้ยวเข้าไปสู่บ้านไม้หลังนั้น แม่จอดรถไว้หน้าบ้าน ปอรีบลงจากรถทันทีเมื่อรถจอดสนิท อากาศที่หนาวเย็นทำให้ปอสั่นไปทั้งตัว เมื่อปอสูดอากาศที่บริสุทธิของที่แห่งนี้ก็หันไปบอกแม่ว่า "ที่นี่น่าอยู่มากเลยนะคะ" แม่ก็เดินเข้ามากอดแล้วบอกปอว่า "เราจะอยู่ที่นี่จนกว่าลูกจะหายเลยล่ะ แต่แม่ว่าเราเอาของไปเก็บบนบ้านก่อนดีกว่านะ" ปอวิ่งไปหลังรถและช่วยแม่ขนของขึ้นไปบนบ้านไม้หลังนั้น เมื่อเข้ามาในบ้าน ปอยังสามารถรู้สึกถึงอากาศที่บริสุทธิเหมือนข้างนอกได้อยู่ ในบ้านมีห้องใหญ่อยู่ตรงกลางซึ่งมีโต๊ะ เก้าอี้ และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆครบครันหนึ่งห้องและห้องเล็กๆรอบๆห้องใหญอีก 3 ห้อง แม่บอกว่า "ลูกอยากได้ห้องไหนก็เอาของไปเก็บเลยจ่ะ" ปอเข้าไปสำรวจตรวจตราดูทุกห้อง และในที่สุดปอก็ได้ห้องที่ถูกใจจนได้ ห้องที่ปอเลือกอยู่ทางมุมขวาของบ้านมีหน้าต่างรอบด้านทำให้ลมเย็นๆพัดเข้ามาได้ตลอดเวลา ภายในห้องมีเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง และเครื่องใช้ต่างๆมากมาย ปอสงสัยว่า ที่นี่ไม่ได้มีคนอยู่มาตั้งหลายสิบปีแต่สิ่งของที่บ้านหลังนี้ยังดูใหม่ สะอาดราวกับว่ามีคนมาทำความสะอาดทุกวัน แต่ปอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากและเริ่มเก็บของของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง หลังจากจัดของของตัวเองเสร็จ ปอก็เดินไปหาแม่ที่ห้องของแม่ ห้องของแม่ก็ไม่ต่างจากของปอมากนัก มีหน้าต่างรอบด้านและเครื่องใช้ต่างๆเหมือนกัน แม่ถามปอว่า "หิวมั้ยลูก" ปอส่ายหน้าแล้วตอบว่า "ไม่ค่ะ หนูอิ่มตั้งแต่มื้อเที่ยงแล้ว" แม่จึงบอกให้ปอไปนอนเก็บแรงไว้ เพราะพรุ่งนี้จะได้ออกไปเดินชมสิ่งที่สวยงามและสูดอากาศที่บริสุทธิรอบๆบ้านหลังนี้กัน คืนนั้นปอนอนหลับอย่างสบายใจเป็นที่สุดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน และพร้อมที่จะเผชิญโลกในวันต่อๆไป |