พิมพ์หน้านี้
|
เธอจ๊ะ เคยอ่านหนังสือ เรื่อง ทุ่งสีคราม ไหม หนังสือเล่มนี้ เธออาจจะไม่รู้จัก มาฟังนะ ฉันจะเล่าให้ฟังแบบย่อๆ หนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องสั้น หลายๆ ตอนในเล่มเดียวกัน แต่ละตอนคนอ่านอาจจะสับสนมาก กับการลำดับเหตุการณ์ มีทั้งนึกถึงอดีต และเหตุการณ์ปัจจุบัน ทุ่งสีคราม ชื่อเพราะไหมจ๊ะเธอ คนเขียนได้รับรางวัลโนเบลเชียวนะ แต่ฉันไม่รู้หรอก ว่าโนเบลสาขาอะไร เพราะความจำปลาทองแบบฉันจะจำอะไรได้ละเอียดละ แค่จำชื่อเรื่องแล้วค้นหาชื่อคนแต่งได้นี่ก็บุญโขแล้ว วรรณกรรมเล่มนี้ เป็นของมิฮาอิล โซโลคอฟ ฉันเรียกเขาว่า คุณลุงโซโลคอฟสกี้ เธอจ๊ะ ชื่อเรื่องแสนจะไพเราะ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าภาษารัสเซียต้นฉบับ มันมีชื่อเรื่องว่ากระไร เพราะฉันได้อ่านวรรณกรรมเล่มนี้ในฉบับแปลที่ไม่มีปกบอกรายละเอียดอันใดเลย มันเป็นหนังสือก้นกล่องของห้องสมุดโรงเรียนประถม ตั้งแต่สมัยปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ ก่อนฉันเกิดเสียอีก โรงเรียนประถมในหมู่บ้านบนดอย ได้รับบริจาคหนังสือมาจากไหนก็ไม่ทราบ ในปี ๒๕๒๐ โรงเรียนได้ยุบรวมกัน เพื่อสร้างโรงเรียนปลายยอดดอยที่ฉันเรียนจบมานั่นแหละ ตอนเขายุบโรงเรียนในหมู่บ้านไปรวมกันปลายยอดดอย ด้วยความที่ยายฉันเป็นแม่ค้าข้าวแกงรายเดือน สำหรับเชื่อให้พวกคุณครูทั้งหลาย บ้านฉันเลยค่อนข้างสนิทกับคุณครูแต่ละท่าน พอโรงเรียนยุบ หนังสือในห้องสมุดเล็กราวสามสิบเล่ม (สมัยนั้นถือว่ามากเลยล่ะ) ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพี่สาวฉัน เนื่องจากโรงเรียนใหม่ เขาได้รับหนังสือชุดใหม่มาใส่ในห้องสมุดนั่นเอง เกริ่นถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้แล้ว ฉันจะเล่าให้ฟังต่อว่า ฉันได้อ่านมันตอน อายุประมาณสิบขวบ ตอนนั้นยังอยู่ประถมห้าอยู่เลยเธอจ๋า ชื่อหนังสือมันชวนฝันนี่นา ทุ่งสีคราม เด็กประถมห้า ที่หลงใหลในท้องทุ่ง แบบการ์ตูนญี่ปุ่น จึงหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน (หลังจากอ่านหนังสือเรื่องถนิมสร้อยของป๋ารงค์จบ) โอว์พระเจ้า เหมือนจะเป็นเรื่องตลกร้าย ที่ฉันอ่านหนังสือได้ดีพอที่จะเข้าใจเนื้อหา เธออาจจะคิดว่าฉันบ้าบอคอแตกอะไร ที่มาบอกว่าอยู่ประถมห้าละอ่านหนังสือได้ดีพอ ทั้งที่น่าจะรู้อะไรดีกว่า ได้ดีพอแล้ว แต่เธอจ๊ะ ฉันเป็นเด็กบนดอยนะ ประถมห้าอ่านหนังสือออกนี่ถือว่า เกือบอัจฉริยะเชียวละ แต่ไม่ได้อัจฉริยะหรอก ก็ครอบครัวฉันค้าขายกับครูบาอาจารย์ ฉันเลยถูกจับอ่านหนังสือตั้งแต่ไม่ได้เข้าอนุบาลนะสิจ๊ะ เลยอ่านได้ดีกว่าเด็กคนอื่น เอ้าเกริ่นถึงหนังสือแต่ยาวไปถึงไหนแล้วเนี่ย ที่เกริ่นนี่ มันจะช่วยให้เธอเข้าใจ ว่าทำไมฉันจึงคิดเห็นต่อสังคมต่างจากคนอื่น และเหมือนหลายๆ คนที่คิดต่าง เขาอาจจะเป็นเด็กพิเศษแบบฉันก็ได้ ใครจะไปรู้เนอะ มาถึงเรื่องของ ทุ่งสีคราม เลยนะจ๊ะเธอ วรรณกรรมเรื่องนี้ ที่หน่วยความจำสมัยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ของฉันจะสามารถเก็บมันไว้ได้ มันเป็นเรื่องของสงครามจ๊ะเธอ มันไม่ได้สวยงามแบบชื่อเรื่องเลย ตัวเอกของเรื่องแค่รำลึกถึงทุ่งสีคราม ที่เขาเคยเห็นเมื่อตอนเป็นเด็ก ในเรื่องเล่าถึงความโหดร้ายของสงครามในโซเวียต ทำให้เด็กผู้ดี เด็กยาจก ต่างก็ต้องอดอยากยากแค้นพอๆ กัน ส่วนเรื่องสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่จักรภาพโซเวียตเขาเข้าไปเกี่ยวข้องจนเกิดผลพวงภายในประเทศเขาเองนั้น ฉันไม่ได้ติดตามอ่านประวัติศาสตร์หรอก เพราะฉันไม่ชอบความโหดร้ายในจิตใจของมนุษย์ การศึกษากลยุทธวิธีการ เอาชนะศึกสงครามเป็นเรื่องของอำนาจ ที่สุดท้ายก็เซ่นสังเวยแค่ให้คนบางกลุ่มอิ่มอัตตาอำนาจของตนแค่นั้น ประชาชนต่างต้องได้รับผลกระทบกันทุกระดับ ฉันเลยติดตามอ่านแค่ด้านของผลพวงหลังจากเกิดสงคราม เท่าที่ฉันจะอ่านจากหนังสือหลายชนิดหลายแบบ แต่ทุกรูปแบบต่างบอกฉันว่า สงครามไม่เคยให้อะไรแก่มนุษยชาติเลย นอกจากความสูญเสีย และความบ้าอำนาจของกลุ่มผู้นำ มนุษย์เราพยายามสรรหาสารพัดวิธีทางการทหารเพื่อรักษาปกป้อง อิสรภาพของตน และการเอาชนะผู้รุกราน แต่ฉันไม่เคยเห็น เราจะมีตำราสอนให้ทุกคนเป็นนักการทูต ไม่เห็นจะมีตำราสอนยุทธวิธีข่มอำนาจ และความต้องการไว้ แล้วอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพเลย ไม่รู้ทำไม หรือฉันยังไม่เจอหลักสูตร ที่ว่ากันแน่นะ อ้อ อย่าบอกว่าก็ศาสนาไง ที่เป็นตำราสันติภาพ เพราะว่าเธอจ๊ะปัจจุบันนี้เธอก็ทราบ แม้แต่ศาสนาเองก็ยังถูกมนุษยเอามาอ้างเพื่อแย่งชิงอำนาจกัน ไม่รู้ทำไม สันดานสัตว์ในตัวของพวกเราถึงได้กำเริบเสิบสานยิ่งนัก มันมาควบคุมจิตใจโอบอ้อมอารีของพวกเราเสียแทบจะหมดแล้วนะเธอ ทุกวันนี้เธอเห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ไหม ได้ฟังข่าวจากวิทยุหรือเปล่า ได้ดูข่าวจากทีวีบางช่องไหม ได้เสพข่าวทางอินเตอร์เนตหรือไม่ บ้านเมืองเรามีแต่ข่าวการแบ่งแยกขั้ว วันนี้ฉันเห็นข่าวลงมาว่ามีการเสียชีวิตเกิดขึ้นแล้ว เธอจ๊ะ ทุ่งสงครามกำลังจะเกิดขึ้น ใครจะมาเก็บเกี่ยวผลของสงครามกันหนอ ถ้าบทกวีเป็นเหมือนคมเคียวที่เขาว่า ฉันก็อยากเขียนบทกวีทุกวินาที เพื่อที่จะเกี่ยวเจ้ากอสงครามให้ตายไปก่อนที่มันจะสุกงอม ไม่ว่าฉันจะนึกยังไง ฉันก็คงทำได้แค่เฝ้ามองและเป็นห่วงเพื่อนฝูงพี่น้องทุกคน ฉันอยากจะให้พวกเขานึกถึงคำว่าอภัยให้ขึ้นใจ แต่ถ้าอภัยกันไม่ได้ เขาก็ควรจะนึกถึงลูกหลาน ตอนนี้ทุกคนแบ่งแยกฝ่ายเพื่อเอาชนะคะคานกัน ฉันไม่รู้ว่า เขาไม่คิดเหรอ นี่คือการบ่มเพาะต้นกล้าแห่งความเกลียดชัง ประเทศของเราจะไม่มีสันติภาพและความสามัคคีเหลือแล้วละเธอ มันเหมือนละครน้ำเน่าในทีวีจังเนอะ สงครามระหว่างสองตระกูลใหญ่ ต่างคนต่างสอนให้ลูกหลานเกลียดกัน ห้ำหั่น ฆ่าฟันกันตายแทบไม่เหลือหลอ จนสุดท้ายทายาทของสองตระกูลใหญ่รักกัน พ่อแม่กีดกันสุดชีวิต จนพระเอกนางเอกหนีตามกันไป แล้วพาหลานมาขอขมา ให้ปู่ย่าตายายดีกัน ละครน้ำเน่ายังจบด้วยสันติวิธี แต่ประเทศที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายห้ำหั่นกัน เธอจ๊ะ ใครละจะพาสองขั้วนี้คืนดีกันได้ มันไม่ได้หนีตามกันไปแบบในละครทีวีได้นี่นา เผลออาจจะมีมือที่สามมายุแยงตะแคงรั่วให้ตีกันตายกลายเป็นเสือพบสิงห์อีก นึกถึงลิลิตพระลอ นะเธอ เมืองใหญ่สองเมืองห้ำหั่นกัน จนสุดท้าย ก็เป็นแค่วรรณกรรมให้ลูกหลานได้นั่งอ่านแล้ว บอกว่า "ผู้ใหญ่ไม่มีเหตุผล" หรือบ้านเมืองเราจะกลายเป็นเมืองสรอง สาปสูญ ล่มสลายไป กลายเป็นแค่ตำนานให้คนรุ่นหลังบอก พวกผู้ใหญ่สมัยก่อน "งี่เง่า" ทุกวันนี้ถ้าคิดให้ดี คิดให้ถึงอนาคต เธอคิดว่า เราจะกลับมาคืนดีกันได้ไหม หากเธอกับฉันเลือกขั้ว เลือกยืนอยู่กันคนละฝั่ง แล้วเพื่อนฝั่งเธอ มาฆ่า คนที่ฉันรัก ต่อให้เรารักกันแค่ไหน เราก็คงเจ็บแค้นกันไปไม่น้อย เรียกว่าทั้งรักทั้งเกลียดเลยทีเดียวนะเธอ แล้วเธอคิดว่า คนที่สูญเสียคนอันเป็นที่รัก เขาจะไม่มืดบอดในสติปัญญาบ้างเหรอ เมื่อเกิดความสูญเสีย ฉันแน่ใจ ว่าฝ่ายที่สูญเสีย ต้องเกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่งแน่ และเขาก็จะสอนลูกหลานให้เกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่งด้วย เพราะความเกลียดส่วนตัวนี่เอง ที่จะเป็นชนวน ให้อนาคตลูกหลานของบ้านไหน ขั้วใด ก็จะถูกสั่งสอนให้คิดตามพ่อแม่ผู้ปกครองโดยปริยาย แล้วเมื่อเป็นแบบนั้น เมล็ดพันธุ์ที่งอกเงยก็จะคงมีแต่จะเข้าห้ำหั่นปะทะกันนั่นแหละเธอ ทุ่งสงคราม ทุ่งสงคราม กำลังบ่มเพาะต้นกล้าแห่งความเกลียดไว้บนผืนแผ่นดินของเรา ผู้นำ ผู้นำ กำลังบ่มเพาะต้นกล้าแห่งสงครามให้เติบใหญ่ แล้วใครละจะเป็นเคียวโน้มคอรวง เกี่ยวต้นความเกลียดเหล่านี้ออกไป หาไม่แล้ว เมื่อต้นแห่งความเกลียดเจริญงอกงาม จนถึงวาระขยายพันธุ์ ทุ่งสงครามก็คงเริงร่า เลือดเปื้อนแผ่นดิน สีแดงฉาน มันคือท้องทุ่งแห่งความตาย ทุ่งสงคราม เมื่อเลือดหลั่งโลมทั่วผืนแผ่นดิน ต้นกล้าอื่นที่เกิดขึ้นมา ก็คงจะถูกเสี้ยมสอนให้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งที่ในอดีต พวกเขาเหล่านั้นต่างมากจากเมล็ดพันธุ์ต้นเดียวกัน ทุ่งสงคราม เจ้าเอ๋ย ไยเจ้าถึงสีแดงฉาน ทำไมไม่มีสีครามสวยดังท้องฟ้า ทำไม่มีสุกสกาวราวดารา ทุ่งสงครามจ๋า อย่ามาเยือนแผ่นดินเกิดข้าเลย ทุ่งสงคราม เธอจ๊ะ มองเห็นทุ่งสงครามเหมือนฉันไหม ฉันเห็นสหภาพโซเวียตที่เต็มไปด้วยผู้คนอดยาก อยู่ในสมองทุกวี่วัน ทั้งที่ฉันเกิดไม่ทันเหตุการณ์เหล่านั้น และฉันเห็นมันกำลังเคลื่อนมาหาลูกหลานของฉันที่นี่ เธอจ๊ะ ถ้ายังไม่เคยอ่านวรรณกรรมเรื่อง ทุ่งสีคราม ฉันอยากให้เธอหามาอ่านเสียนะ แล้วส่งต่อให้ผู้ใหญ่รอบตัวได้อ่านด้วย เผื่อท่านจะได้เห็นท้องทุ่งสีเลือดแดงฉาน เหมือนที่ฉันกำลังมองเห็นในนิมิต หรือเพราะเห็นสีแดงฉานของสายโลหิตแห่งตน พวกเขาเหล่านั้นถึงได้แย่งชิงอำนาจกันโดยไม่ลดละ หรือพวกเขาเหล่านั้นชื่นชมและหลงใหลในกลิ่นคาวเลือด ฉันไม่มีคำตอบให้ตัวเอง เพราะฉันกลัวที่จะต้องตอบ ผลของสงครามไม่เคยทำให้มนุษย์และธรรมชาติเจริญงอกงาม แล้วไยมนุษย์ถึงได้หลงใหลในการก่อสงครามกันนักเชียว ฉันถามเธอ |
| ratee | ||
Ms.Ratee pictures |
||
|
View All |
||
| ดอกราตรี (เอนโดฟิน) | ||
เพลงประจำตัวของนางราตรี |
||
|
View All |
||