พิมพ์หน้านี้
|
หลังจบภารกิจ มอบความสุข...และรอยยิ้ม สู่น้องๆที่ ร.ร.บ้านทดเจริญ แล้ว เหล่าบล็อกเกอร์ต้องน้ำตาซึม ให้กับน้องๆ ที่ตั้งแถวยกมือไหว้ ยืนรอส่งพี่ๆ ขึ้นรถกลับ ...เสียง ขอบคุณครับ...ขอบคุณค่ะ ยังดังก้องอยู่ในหัวใจ... โอเคฯ...สัญจรฯ ครั้งนี้ มีเวลาน้อย จำต้องจากลาน้องๆ ล้อหมุน เพื่อเดินทางต่อไปเยือนอดีต ที่ ปราสาทสด๊กก๊อกธม ตามกำหนดการที่ได้วางไว้...
ไม่แน่ว่าวันไหน จะเกิดเกมการเมืองในกัมพูชาขึ้นอีก โดยใช้ มรดกแห่งอดีต มาเป็นตัวจุดชนวน ปลุกกระแสแห่งความรัก(คลั่ง)ชาติ เพื่อหาเสียงขึ้นอีกครั้ง ก็เป็นได้ โดยมี ปราสาทสด๊กก๊อกธม เป็นอีกเป้าหมายหนึ่ง ที่ทางฝ่ายไทย ต้องคอยเฝ้าระวังอย่างเต็มที่...
เวลาเพียง 1 ชั่วโมง กับการเที่ยวชม ปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทหินขนาดใหญ่ที่สุด ในอารยธรรมเขมรโบราณ ที่แผ่ขยายมาสู่ดินแดนทางภาคตะวันออกของไทย นับว่าน้อยมากๆ ที่จะเก็บเกี่ยวความรู้ได้อย่างเต็มที่ พวกเราจึงย่ำเอา...ย่ำเอา เดินตาม อ.ศุภศรุต แทบไม่ทัน ปราสาทสด๊กก๊อกธม ตั้งอยู่ที่ บ้านหนองเสม็ด ต.โคกสูง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ห่างจากเส้นแบ่งเขตแดนไทย กัมพูชา ไม่ถึง 500 เมตร หลักฐานในศิลาจารึก 2 หลักที่ค้นพบ เชื่อว่า สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 สมัยอาณาจักรเมืองพระนคร (Angkor) ศิลปะขอมแบบคลัง-ปาปวน (Kleangs and Baphuon) เพื่อใช้ประดิษฐานรูปเคารพ และประกอบพิธีกรรมของนักบวช ในศาสนาฮินดู * สะด๊ก-ก๊อก-ธม เป็นภาษาเขมร หมายถึง ปราสาทใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่มีต้นกก ขึ้นรกหนาทึบ
หากเราไปเที่ยวชมปราสาทหิน ที่มีอยู่มากมายในประเทศไทย ที่ได้รับการบูรณะเสร็จสมบูรณ์แล้วนั้น ก็คงจะได้เดินชมแต่เพียง ความอลังการ ของตัวปราสาท แต่สำหรับ ปราสาทสด๊กก๊อกธม มีเรื่องราวให้น่าเที่ยวชมศึกษาอีกหลาย ปม * ปมที่ตั้งของปราสาท ซึ่งอยู่ในจุดทับซ้อนเขตแดน ระหว่างไทย กับกัมพูชา ซึ่งยังเป็นปัญหาว่าใคร จะได้มีสิทธิ์ครอบครองมรดกแห่งอดีต แห่งนี้... * ปมที่น่าสนใจยิ่งคือ ปราสาทสด๊กก๊อกธม กำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะ จึงเป็นอุทยานเรียนรู้ด้าน อารยธรรมเขมรโบราณ ได้อย่างดี เราจะได้เห็นขั้นตอนของการบูรณะ ตั้งแต่ซากหินที่ยังจมอยู่ใต้ดิน ซากปรักหักพังที่ขุดแต่ง และบูรณะแล้วบางส่วน * จนถึงตัวปราสาทประธาน ที่ได้รับการบูรณะโดยสมบูรณ์ ด้วยการเสริมแต่ง สิ่งแปลกปลอม เข้าไปจนแลดูขัดตา อันเป็น "ปม" ให้ถกเถียง ถึงความถูกต้องเหมาะสมกันต่อไป... ซึ่งเป็นเรื่องของนักวิชาการ และนักวิชาเกินเค้า...เราไม่เกี่ยว!!!
การเข้าชมปราสาทสด๊กก๊อกธม ต่างจากที่อื่น คือต้องเข้าทางด้านหลัง เพราะด้านหน้าปราสาท เป็นพื้นที่ติดแนวเขตชายแดน ซึ่งยังชุกชุมไปด้วย ดงกับระเบิด (Landmines Zone) ที่ยังเก็บกู้ไม่หมด เราจึงยังไม่เห็นถึงความยิ่งใหญ่อลังการของตัวปราสาทโดยรวม แต่จะมีศาลานิทรรศการชั่วคราว ที่จัดแสดงความเป็นมาของการสร้างปราสาทในอดีต และวิธีการบูรณะปราสาทแห่งนี้ให้เข้าใจ ก่อนไปชมสถานที่จริง... ที่น่าสนใจศึกษา คือการบูรณะโดยใช้ทฤษฎี "อนัสติโลซิสต์" ของฝรั่งเศส คือ...การนำก้อนหินและชิ้นส่วนต่างๆลงมา โดยใส่ หมายเลขรหัส ไว้ตามตำแหน่งของก้อนหินทุกก้อน และค้นหาชิ้นส่วนที่ตกหล่นกระจัดกระจายอยู่ นำมาทำความสะอาด ทดลองประกอบที่ลานทดลอง แล้วรื้อโครงสร้างเดิมออก เสริมฐานรากใหม่ให้แข็งแรง ก่อนนำชิ้นส่วนของปราสาท กลับขึ้นไปประกอบในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง เสริมส่วนที่สูญหายไปด้วยวัสดุใหม่
การทดลองประกอบ โคปุระทิศตะวันตก ของตัวปราสาท บริเวณลานทดลองประกอบ
น้ำ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ตามความเชื่อในศาสนาฮินดู จะเห็นรูปเคารพซึ่งเหลือแต่ส่วนฐาน ที่มีทางให้น้ำ ที่รดบูชารูปเคารพไหลผ่าน เพื่อให้ผู้ร่วมพิธีรองรับ... ภายในโคปุระทิศตะวันตก พบ ท่อรางหินทราย หรือ รางโสมสูตร ซึ่งเป็นรางหินให้นักบวช เทน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ผ่านพิธีกรรม ไหลไปสู่ภายนอก ให้ผู้คนชั้นล่าง หรือข้าทาสบริวาร ที่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปภายในปราสาท ได้รับน้ำศักดิ์สิทธิ์ ผ่านท่อรางนี้...
ลานทดลองประกอบหน้าบัน ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนนำไปติดตั้งในตำแหน่ง โคปุระ เดิม
ถ้ามีเวลาเดินชมนิทรรศการ ที่ลานทดลองประกอบ จะน่าสนใจมาก เราจะเห็นความอ่อนช้อยของลวดลาย ที่สลักบนหินทรายหน้าบันโคปุระ หรือชิ้นส่วนต่างๆ ของปราสาทได้อย่างใกล้ชิด...
เมื่อเดินผ่านด้านข้าง เพื่อไปเข้าชมด้านหน้าปราสาท จะเห็นร่องรอยของ สระน้ำโบราณ และฐานของกำแพงแก้ว ที่ยังจมอยู่ใต้ดิน
เบื้องหน้าเคยเป็น "บาราย" ท่าน้ำขนาดใหญ่ ที่อยู่ติดแนวเส้นแบ่งเขตแดนไม่ถึง 500 เมตร ปัจจุบันถูกดินทับถม ไม่มีน้ำขังเหมือนในอดีต แต่ก็มี กับระเบิด ฝังอยู่แทน.. ภาพจินตนาการ ปราสาทสด๊กก๊อกธม สร้างหันหน้าสู่ทิศตะวันออก ตามคติของขอม ที่เชื่อว่าเป็นทิศแห่งพลังและอำนาจ ซึ่งก็คือการหันหน้าไปสู่จุดศูนย์กลาง ของอาณาจักรเมืองพระนครนั่นเอง!!!
จากบารายท่าน้ำ มี "ทางดำเนิน" (ฉนวนทางเดิน) ก่อด้วยศิลาแลง ทั้งที่ขุดแต่งแล้ว และยังจมอยู่ใต้ดิน ทอดเป็นแนวยาว มุ่งตรงไปยังปราสาท ซึ่งเปรียบเสมือน "เขาพระสุเมรุ" ตามความเชื่อเรื่องจักรวาล ในศาสนาฮินดู
สองข้างทางปัก "เสานางเรียง" เป็นระยะๆ บางส่วนบูรณะแล้ว ที่น่าสนใจคือ มีเสานางเรียง 1 ต้น ที่ยังไม่ได้แกะสลัก เชื่อว่าเป็น เสาศักดิ์สิทธิ์ ที่คนเขมรโบราณได้ทำพิธีสะกดมนตราไว้...
มีแผ่นหินขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า เพื่อให้ผู้ที่มาประกอบพิธีกรรม ยืนทำพิธีบูชาก่อนเข้าสู่ตัวปราสาทชั้นใน...
ทริปนี้ อ.ศุภศรุต มีผู้ช่วยบรรยายซึ่งเป็นไกด์ท้องถิ่น ซึ่งมีวิธีสร้างความรัก และความเชื่อให้กับปราสาท ตามแบบฉบับของแก โดยให้สมาชิกโอเคฯ ทำพิธีบูชาเทพ ที่เสานางเรียง ต้นนี้ไป 1 รอบ...
"ซุ้มโคปุระ" ทางเข้าด้านหน้า จะเริ่มพบเห็น สิ่งแปลกปลอม ที่เป็นหินทรายใหม่ เสริมเข้าไปแทนชิ้นส่วนที่สูญหาย
"เสานางเรียง" ที่ปรักหักพังอยู่กับพื้น และที่นำไปติดตั้งแล้วบางส่วน ตรงฉนวนทางเดินจากโคปุระด้านหน้า สู่ปรางค์ประธานใจกลางปราสาท
ซุ้มโคปุระด้านใน มีร่องรอยของ "ทับหลัง" ที่แกะสลักบนหินทราย พอหลงเหลือจากโจรลักขโมย ไว้ให้ชมอยู่บ้าง...
ประตูเข้าออกปราสาทมีเพียง 2 ทาง คือโคปุระใหญ่ด้านทิศตะวันออก และโคปุระเล็กๆ ด้านทิศตะวันตก ส่วนอีกสองด้านเป็นซุ้มประตูหลอก รวมทั้งช่องหน้าต่างระเบียงคด ที่มีเสาเรียง (ลูกกรง) ปิดกั้นไว้...
บันไดที่สูงชัน แต่ละขั้นไม่เท่ากัน ของระเบียงคด ก่อนลงสู่ปรางค์ประธาน เชื่อว่าเพื่อให้ผู้เข้าร่วมพิธี มีความสำรวม ต้องค่อยๆ...เยื้องย่างลงมาอย่างนางอัปสร
ดูตัวอย่างลีลาเยื้องย่างอย่างนางอัปสร ของ ศิลปินโฟล์คเหน่อ ซึ่งต้องเดินเอียงข้าง ค่อยๆ เก้าลงบันได ใครเผลอเดินหน้าลง...หกคะมำทุกราย!!!
"ปราสาทประธาน" ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งองค์ ส่วนฐานเป็นศิลาแลง ส่วนบนเป็นหินทรายใหม่ ที่ตัดแต่งอย่าง...คมกริบ ! ! โดยนำชิ้นส่วนแกะสลักหินทรายเดิมของปราสาท มาติดตั้งเป็นส่วนประกอบอยู่เพียงเล็กน้อย...จนดูขัดตาจริงๆ!!! ก็คงต้องปล่อยให้ เป็น ปมปริศนา ที่นักโบราณคดี ทั้งนอกกรอบ และในกรอบ ได้ถกเถียงกันต่อไป!!!
ภายในปรางค์ประธาน เป็นที่ประดิษฐาน "ศิวลึงค์" ซึ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ บ่งบอกว่าปราสาทแห่งนี้เป็น ศาสนสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งนับถือพระศิวะเป็นใหญ่ ปราสาทประธานองค์นี้แหละที่ อ.ศุภศรุต ตั้งคำถามว่า เป็นการบูรณะด้วยวิธี อนัสติโลซิสบริสุทธิ์ หรือไม่? ไม่รอช้า อ.ศุภศรุต ชวนพวกเรา ขึ้นไปบุกพิสูจน์!!! ดูสิ่งแปลกปลอม และทำพิธีบูชา ศิวลึงค์ ข้างบนทันที! ยังไม่ทันที่พวกเราจะกรูตามกันขึ้นไป...พี่ผู้ชายที่นั่งเก็บเศษใบไม้ อยู่ข้างระเบียงคด รีบตะโกนสั่งห้าม ยังขึ้นชมไม่ได้ครับ...โครงสร้างเหล็กยังไม่แข็งแรง ฝ่าย อ.ศุภศรุต ไม่ยอมฟัง ยังคงกวักมือเรียกต่อ...ขึ้นมาเลย...ขึ้นมาเล๊ย!! เห็นพวกเราจะตามขึ้นไป...คุณพี่ รีบวางมือจากการเก็บเศษใบไม้...เดินตรงดิ่งเข้ามาหา นี่คุ๊ณ...บอกว่ายังขึ้นไม่ได้ไง!!...โครงสร้างเหล็กยังไม่แข็งแรง...เข้าใจมั๊ย!! เห็นคุณพี่ หน้าตาดุดัน ท่าทางเอาเรื่อง...พวกเรารีบถอยกลับ!! ส่วน อ. ศุภศรุต ค่อยๆ ก้าวลงบันไดดัง...พลัก!!! หน้าแตก!!!...ครับท่าน... ฮะ...ฮะ...ฮ้า...ให้มันรู้ซะมั่ง ว่าไผ...เป็นไผ
ในเมื่อขึ้นไปบูชาศิวลึงค์ ข้างบนไม่ได้ พี่ไกด์ท้องถิ่น ก็นำพวกเราเข้าพิธีบูชาเทพ รอบที่ 2 ตรงฐานศิลาแลง ของใหม่แทน... ส่วนพวกเราก็เชื่อง่าย...ยอมทำตามแต่โดยดี!!! ฝ่าย อ.ศุภศรุต ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ เพราะวิธีสร้างความเชื่อแบบนี้ อ. แอนตี้ ไม่ใช่เหรอ ! ! ! "ว่าแต่ในวันนั้น ใครขออะไร กันบ้างครับ"...สมหวังกันหรือยัง ?
นี่ไม่ใช่ตัวเลขใบ้หวยนะครับ...แต่เป็นการบูรณะโดยวิธี "อนัสติโลซิสต์" คือใส่หมายเลขรหัส ติดไว้ตามตำแหน่งของก้อนหินทุกก้อน...
แต่นี่เป็น...ไม้รองหิน ซึ่งอยู่นอกเหนือ ทฤษฎี อนัสติโลซิสต์ แน่ๆ!!!
ไม่ว่า ปราสาทสด๊กก๊อกธม...จะถูกบูรณะเสริมแต่งอย่างไร คุณลุงชาวบ้าน ที่ขายเครื่องดื่ม และพร้อมที่จะเป็นไกด์ท้องถิ่นให้นักท่องเที่ยว แกสามารถเล่าตำนานของปราสาทฯ ได้เป็นฉากๆ ด้วยความรัก และภาคภูมิใจ... ที่สำคัญ คุณลุงยืนยันว่า ทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดมาจนแก่เฒ่า ก็เห็นปราสาทสด๊กก๊อกธม ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เป็นของคนไทยมาตั้งแต่สมัยพ่อแม่ปู่ย่า... ลุงไม่ยอมแน่นอน หากกัมพูชา จะมั่วอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของ... มรดกแห่งอดีต...ปราสาทหินสด๊กก๊อกธม...แห่งนี้
|