• อะหนึ่ง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : inmindhand@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-25
  • จำนวนเรื่อง : 70
  • จำนวนผู้ชม : 43704
  • จำนวนผู้โหวต : 365
  • ส่ง msg :
M!ndhand blog : หนึ่งสมอง...สองมือ
คือร่างความคิด จากนักออกแบบอิสระ...เมื่อความฝันรกสมอง ก็เลยต้องลงมือเขียน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/mindhand
วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม 2551
เชียงใหม่ พลิกผืนพิภพ พบเวียงกุมกาม...วังที่ยังกำกวม
Posted by อะหนึ่ง , ผู้อ่าน : 587 , 20:58:15 น.   | หมวดหมู่ : เที่ยวไป ทำงานไป  
พิมพ์หน้านี้


เที่ยวไป...ทำงานไป แอ่วเจียงใหม่...ปาย...ก็ปาย (Trip-3)


เรื่องยาว : เที่ยวแบบ “เข้าถึง” เวียงกุมกาม เมืองหลวงแห่งแรกของเชียงใหม่

ผู้อ่าน คงเคยได้ยินชื่อ “เวียงกุมกาม นครโบราณใต้พิภพ” แหล่งท่องเที่ยวเกิดใหม่ ของเชียงใหม่...
ผู้เขียน ก็เคยได้ยินด้วยความสะดุดหูว่า ชื่อแปลกดี “เวียงกุมกาม” หรือ “กำกวม” อะไรประมาณนั้น!!!

และตั้งใจไปเที่ยวชมสักครั้ง โดยไม่ได้รับรู้ข้อมูลมาก่อนมากนัก นอกจากภาพถ่ายบางภาพ ของซากอิฐวัดโบราณและคำโฆษณา Unseen ว่าเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของเชียงใหม่ ที่จมอยู่ใต้ดิน ก็เท่านั้น...
ไปเที่ยวเชียงใหม่ครั้งนี้ ก็เลยขอให้เพื่อนที่เชียงใหม่ พาไปเที่ยวชมให้ได้ จะไปกันแค่สองคน ก็คงจะไม่สนุก อาสาเป็นเจ้าพ่อทัวร์ ชวน
ครอบครัวของเพื่อน ไปเที่ยวด้วยพร้อมกันเลย...ครบสี่รุ่น

เพราะพวกเขาบอกว่า “เกิดเชียงใหม่ อยู่เชียงใหม่” ก็จริง เพิ่งได้ยินชื่อ เวียงกุมกาม และไม่เคยไปเที่ยวชมเหมือนกัน!!!

การเริ่มต้นง่ายๆ สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ข้อมูลของโบราณสถาน ก็คือไปเริ่มต้นที่ศูนย์ข้อมูลของสถานที่นั้นๆ เพราะส่วนใหญ่ เราจะตรงไปชมสถานที่จริง ก่อนเลย แล้วก็มาบ่นว่า...ไม่เห็นมีอะไร ดูไม่เห็นรู้เรื่อง...เหนื่อย!!! มีแต่ซากอิฐเก่าๆ !!!

ผมขอแผ่นพับ พร้อมแผนที่ เปิดอ่านดูคร่าวๆ โอ้!!! มันผิดคาดจากที่นึกไว้ ว่าเป็นวัดเก่าๆ วัดหนึ่ง ที่เคยจมอยู่ใต้ดิน...แต่นี่มันเป็นเมืองๆ หนึ่ง ที่เคยจมอยู่ใต้ดินเลยนี่หว่า!!!

เจ้าหน้าที่แนะนำว่า จะขับรถไปเที่ยวชมเอง ตามแผนที่ก็ได้ แต่ไม่รับประกันการหลง และจะซึมซับอดีตของ เวียงกุมกาม ได้ไม่เต็มอิ่ม แนะนำให้ไปเยือนสถานที่จริง กับรถม้า หรือรถราง (เครื่อง) พร้อมไกด์ท้องถิ่น จะทำหน้าที่คอยบรรยายนำชม

ตั้งแต่เป็นลูกศิษย์ อ.ศุภศรุต ในบล็อกโอเค ติดใจรสชาติของ การท่องเที่ยวโบราณสถานแบบ “เข้าถึง” ผมตัดสินใจโดยไม่ลังเล ติดต่อจองรถราง พร้อมไกด์ทันที่ และบอกให้เด็กๆ ไปนั่งรอ...

เดี๋ยวลุง จะขับรถราง พาไปเที่ยว “เมืองใต้ดิน” กัน!!!

เจ้าหน้าที่รีบบอก “รอประมาณครึ่งชั่วโมง...เจ้า รถเปิดประทุน พร้อมไกด์สาว จะมารับถึงที่นี่”
“แต่ตอนนี้ เชิญเข้าไปชมความเป็นมาของ เวียงกุมกาม ในอาคารนิทรรศการก่อน...เจ้า”

มัวแต่เพลินไปกับนิทรรศการหลายห้อง ที่จัดแสดงอย่างทันสมัย (และภาพถ่ายสตรีล้านนาโบราณ อันวาวหวิว!!!)
เมื่อออกมาลุงชาวบ้านคนขับรถ ติดเครื่องรออยู่แล้ว หลังจากขึ้นรถพร้อม ไกด์สาวแนะนำชื่อตัวเองพร้อมคนขับ และเริ่มบรรยายด้วยสำเนียง
พื้นเมืองที่ไพเราะ

“สวัสดีเจ้า...ขอต้อนฮับสู่ เวียงกุมกาม เมืองหลวงแห่งแรกของล้านนา...น่ะเจ้า...”
“ก่อนที่หมู่เฮาจะปิ๊กถึง ขะเจ้า ขอย้อนตำนานเวียงกุมกาม ที่ได้ชมจากวีดีทัศน์ ในห้องนิทรรศการไป๋แล้ว ให้ได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น นะ
เจ้า...”

ย้อนมิติไปเมื่อ ๗๐๐ กว่าปีล่วงมาแล้ว ในยุค “สร้างบ้าน แปงเมือง” ของอาณาจักรล้านนา พญามังราย ปฐมกษัตริย์ ผู้ยึดครองราชวงศ์ ลวจังกราช แห่งเมืองหิรัญนครเงินยาง แคว้นโยนกนคร ณ ดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำโขง ได้เสด็จพร้อมไพร่พล ลงมาถึงดอยจอมทอง ริมแม่น้ำกก ได้สร้างเวียงแห่งใหม่ขึ้น มีนามว่า เชียงราย หรือ เวียงแห่งพญามังราย เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๖ นับเป็นการเริ่มต้นของ ราชวงศ์มังราย

พญามังราย ยังได้แผ่แสนยานุภาพขยายอาณาเขตไปทางเหนือ รวบรวมรี้พลไปสร้าง เวียงฝาง ไว้เป็นเมืองหน้าด่าน และขยายดินแดนลงมาทางใต้ ในลุ่มน้ำแม่ระมิงค์ โดยยกทับเข้ายึดครอง นครหริภุญไชย ของพระนางจามเทวี ได้สำเร็จเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๔

ต่อมา เมื่อทรงเห็นว่า หริภุญไชย ซึ่งเป็นเวียงศูนย์กลางพุทธศาสนา มาก่อนนั้น มีความคับแคบ การจะขยายเวียงเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการปกครอง การค้าขาย และการเกษตรกรรม เพื่อรองรับชุมชนที่เพิ่มมากขึ้น ทำได้ยาก จึงได้นำกำลังรี้พล พร้อมด้วยราษฎรส่วนหนึ่ง มาสร้างเวียงใหม่ขึ้น ในปี พ.ศ. ๑๘๒๙ ณ บริเวณที่ น้ำแม่ระมิงค์ ไหลผ่าน

ทรงโปรดให้ขุดคูเวียง ๓ ด้าน ใช้น้ำแม่ระมิงค์ เป็นคูเวียงธรรมชาติ ด้านทิศเหนือ และก่อกำแพงเวียงไว้ ๔ ด้าน มีสัณฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมสร้างที่ประทับเรือนหลวง ไว้ภายในเวียง ก่อนที่จะสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวง ควบคุมดูแลการปกครอง หัวเมืองน้อยใหญ่ ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ ด้วยเส้นทางคมนาคม ผ่านสายน้ำแม่ระมิงค์ หรือ แม่น้ำปิง ในอดีต

เมืองหลวงแห่งแรก ของอาณาจักรล้านนา แห่งนี้ มีชื่อเรียกตามหลักฐานในจารึกที่ค้นพบหลายฉบับว่า “เวียงกุ๋มก๋วม”  “เวียงกุมกามภิรารมณ์” หรือ “เวียงกุมกาม” ในเวลาต่อมา

แต่ เวียงกุมกาม ก็เป็นเมืองหลวงได้แค่ประมาณ ๑๐ ปี เท่านั้น เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม ประสบปัญหาน้ำท่วมทุกปี พญามังราย จึงทรงย้ายโยธาไปสร้าง “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ซึ่งมีชัยภูมิที่ดีกว่า ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านนาแทน เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๙

ส่วน เวียงกุมกาม ก็ยังคงมีความสำคัญ ในฐานะเป็นเมืองบริวารที่ใกล้ชิดกับเวียงเชียงใหม่ เป็นเวียงที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นจุดเริ่มต้นของสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ตลอดจนวัฒนธรรมล้านนา บริสุทธิ์ ไปจนถึงสิ้นราชวงศ์มังราย

เวียงกุมกาม ค่อยๆ ล่มสลายลง ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๑๐๑-๒๓๑๗ ตลอด ๒๑๖ ปี ที่เวียงเชียงใหม่ ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ผลของสงครามและความไร้อิสรภาพ  หลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้เวียงกุมกาม ถูกฝังจมอยู่ใต้ตะกอนดิน จนยากจะฟื้นฟู ประกอบกับอุทกภัยในครั้งนั้น แม่น้ำปิง ได้เปลี่ยนร่องน้ำ ไม่ไหลผ่านเวียงกุมกามเหมือนเดิม ขาดเส้นทางคมนาคมหลัก เวียงกุมกาม จึงถูกทิ้งร้างอยู่ใต้ตะกอนดินมานับร้อยๆ ปี

และชื่อของ เวียงกุมกาม ก็ได้เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ จนเชื่อกันว่า เวียงกุมกาม เป็นเพียง เมืองในตำนาน ที่หายไปพร้อมกับการล่มสลายของ อาณาจักรล้านนา

หลังได้รับอิสรภาพ ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์แรก ได้ฟื้นฟูบ้านเมือง ด้วยนโยบาย  “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” มีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในนครเชียงใหม่มากขึ้น รวมไปถึงบริเวณเวียงกุมกามด้วย ในสมัยรัชการที่ ๕ เริ่มมีบันทึกเป็นหลักฐานว่า มีผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยเป็นชุมชนขนาดเล็กที่ “บ้านช้างค้ำท่าวังตาล”

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เมื่อกรมศิลปากร ได้ขุดแต่ง วิหารกานโถม ณ วัดช้างค้ำ จากการศึกษาค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์โบราณคดี และเริ่มสำรวจขุดค้นโบราณสถานที่เป็นวัดร้าง อีกหลายแห่ง พบหลักฐานเชื่อมต่อที่ทำให้ มิติของ “เมืองในตำนาน” ค่อยๆ ฉายภาพชัดเจนขึ้น

จนเป็นข้อยุติว่า “ท่าวังตาล” คือที่ตั้งแห่ง “เวียงกุมกาม รุ่งอรุณแห่งนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่”

ไกด์ท้องถิ่น ชวนหมู่เฮา ย้อนอดีตความเป็นมาของเวียงกุมกาม ได้อย่างน่าตื่นเต้น ในขณะที่คุณลุง ขับรถราง เข้าในเขตชุมชนใหม่ อันเป็นที่ตั้งของเวียงกุมกามในอดีต

เด็กๆ เริ่มตื่นตา กับภาพของซากอิฐ ที่เหลือแต่ส่วนฐานของวัดโบราณ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับถนนไปเกือบ ๒ เมตร

เวียงกุมกาม ปัจจุบัน อยู่ในเขตการปกครองท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าวังตาล องค์การบริหารส่วนตำบลหนองผึ้ง  อำเภอสารภี และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหอย  อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ ๕ กิโลเมตร

กลุ่มโบราณสถาน วัดกู่ป้าด้อม

วัดนี้ตั้งอยู่นอกแนวคูเมืองเวียงกุมกาม ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประกอบด้วยฐานของ วิหาร พระอุโบสถและแท่นบูชา จำนวน ๒ แท่น ล้อมรอบด้วยแนวกำแพงแก้ว มีฐานเจดีย์ทรงกลม ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม แบบศิลปกรรมล้านนา วัดกู่ป้าด้อม น่าจะสร้างขึ้นในระยะที่ พญามังราย ประทับอยู่ที่เวียงกุมกาม ระหว่างปี พ.ศ. ๑๘๓๕-๑๘๓๙

* ชื่อโบราณสถานบางจุด ไม่มีบันทึกในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นการตั้งขึ้นใหม่ ตามชื่อสถานที่ ที่ชาวบ้านเรียกต่อๆ กันมา บางแห่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติ แก่เจ้าของที่บริจาคที่ดิน เช่นวัดกู่ป้าด้อม (กู่ ภาษาถิ่น หมายถึง เจดีย์) เนื่องจากอยู่ในเขตที่ดินของ “ป้าด้อม” หรือชื่อวัด ในเขตที่ดินของ “ปู่เปี้ย” เป็นต้น

กลุ่มโบราณสถาน วัดกานโถม (วัดช้างค้ำ)

ในการขุดแต่งซากวิหารกานโถม พบหลักฐานทางโบราณคดี ที่สำคัญ เช่นพระพิมพ์ดินเผาสกุลช่าง หริภุญไชย และจารึกหินทรายสีแดง ด้วยอักษรมอญ และอักษรสุโขทัย อันเป็นจุดเริ่มต้น ของการขุดค้นร่องรอยของ เวียงกุมกามในวัดร้างจุดอื่นๆ

เอกสารพงศาวดารโยนก ระบุว่า พญามังรายโปรดให้สร้างวัดกานโถมขึ้น ในราวปี พ.ศ. ๑๘๓๓ ประกอบด้วย พระเจดีย์แบบศิลปะผสมมอญ มีฐานกว้าง ๑๒ เมตร สูง ๑๘ เมตร ทำซุ้มคูหาสี่ทิศ มีพระพุทธรูป ซ้อนเป็นสองชั้น ชั้นล่างพระพุทธรูปนั่ง ๔ องค์ ชั้นบนพระพุทธรูปยืน ๑ องค์ ที่พระองค์โปรดให้หล่อขึ้น ที่วัดเจดีย์เหลี่ยม ก่อนจะนำมาประดิษฐานไว้ที่พระเจดีย์นี้

วัดกานโถมตั้งอยู่ในเขตใจกลางเวียงกุมกาม เป็นวัดที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษา และมีพุทธศาสนิกชน มาทำบุญมาตั้งแต่อดีต...
ในบริเวณวัดยังมีต้นศรีมหาโพธิ์เก่าแก่ ที่ได้อัญเชิญเมล็ดมาจากเมืองลังกา ในครั้งโบราณ และมีหอ พญามังราย ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ
ของประชาชนในละแวกนั้นมาตั้งแต่โบราณ

กลุ่มโบราณสถานวัดอีก้าง (วัดอีค่าง)

อยู่ติดกับแนวคูน้ำคันดินด้านทิศตะวันตก ประกอบด้วยวิหาร และเจดีย์ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน เป็นศิลปะแบบล้านนาเต็มตัว สร้างในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ในสมัยของพระเจ้าเมืองแก้ว ประมาณ พ.ศ. ๒๐๖๐

กลุ่มโบราณสถาน วัดปู่เปี้ย

ตั้งอยู่แนวคูน้ำคันดิน ด้านทิศตะวันตก นับเป็นวัดที่มีความงดงามแห่งหนึ่งในเวียงกุมกาม ด้วยรูปแบบผังการสร้างวัด และรูปแบบเจดีย์ประธาน มณฑป มีสภาพส่วนฐานค่อนข้างสมบูรณ์ ประกอบด้วยวิหารยกพื้นสูง อุโบสถ ศาลผีเสื้อ และแท่นบูชา

องค์เจดีย์ศิลปกรรมสุโขทัยผสมล้านนา คือ มีเรือนธาตุสูง รับองค์ระฆังขนาดเล็ก มีลวดลายปูนปั้นประดับ ที่สวยงามมาก อายุการสร้าง อยู่ในสมัยของพญาติโลกราช ในราว พ.ศ. ๑๙๘๘-๒๐๖๘

กลุ่มโบราณสถาน วัดพระธาตุขาว

ตั้งอยู่นอกแนวคูเมือง เยื้องไปทางทิศตะวันตกของเวียงกุมกาม ประกอบด้วยพระเจดีย์ และพระอุโบสถ ลักษณะสถาปัตยกรรม เป็นเจดีย์กลม ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม แบบศิลปะล้านนา อายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑

ตรงแท่นประดิษฐานพระพุทธรูปในพระอุโบสถ พบพระพุทธรูปปูนปั้นชำรุดขนาดใหญ่ ฉาบด้วยปูนขาว ตกจมอยู่ใต้ดิน ปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้ว

กลุ่มโบราณสถาน วัดหนานช้าง

ที่วัดนี้ได้ทำหลังคาครอบ แนวชั้นดิน ในการขุดแต่งโบราณสถาน ไว้ให้เห็นเป็นหลักฐานชี้ว่า เวียงกุมกาม ประสบปัญหาเรื่องน้ำท่วมหลายครั้ง

เห็นได้จากชั้นดินเหนียวร่วนปนกรวดทราย ซึ่งเป็นตะกอนน้ำพัดพา มากลบให้ส่วนฐาน ของโบราณสถานในเวียงกุมกาม ถูกทับถมด้วยตะกอนน้ำท่วม ฝังลึกอยู่ใต้ระดับดิน ๑ -๒ เมตร 

กลุ่มโบราณสถาน วัดเจดีย์เหลี่ยม (วัดกู่คำ)

จุดสุดท้ายที่ไกด์พาไปชม เพื่อไหว้พระทำบุญก่อนกลับ เป็นวัดที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษา และมีพุทธศาสนิกชนมาทำบุญ มาตั้งแต่อดีต มีพระบรมธาตุเจดีย์ ที่บรรจุพระอัฐิธาตุ (เกษาธาตุ) ของพระพุทธเจ้า วัดนี้มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ ของเวียงกุมกามมาก เพราะเป็นวัดที่ พญามังราย ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๑

จากตำนานเมื่อเริ่มสร้างเวียงกุมกามของ พญามังราย พระองค์ให้ขุดคูเมืองทั้งสี่ด้าน เพื่อไขน้ำปิง เข้าสู่คูเวียง และตั้งค่ายไว้โดยรอบ แล้วให้ขุดหนองสระ ไว้ใกล้ที่ประทับ โดยทรงโปรดให้เอาดินที่ขุดจากหนองสระ และคูเมือง ไปปั้นเป็นอิฐ สร้างเจดีย์กู่คำ ไว้ในเวียงกุมกาม เพื่อให้เป็นที่กราบไหว้บูชาของคนและเทวดาทั้งหลาย ให้ใหญ่สูงเป็นที่ปรากฏแก่คนทั้งหลายริมแม่น้ำปิง

เจดีย์มีฐานกว้าง ๙ วา ๑ ศอก สูง ๒๔ วา โดยถอดแบบมาจาก วัดจามเทวี เมืองลำพูน ซึ่งเป็นศิลปกรรมแบบลพบุรี-ขอม มีพระพุทธรูปยืนอยู่ในซุ้ม ทั้งสี่ด้านๆ ละ ๑๕ องค์ รวม ๖๐ องค์ เชื่อกันว่า เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระชายาทั้ง ๖๐ พระองค์ มียอดแหลมขึ้นเป็นตูม ไม่มีฉัตรเหมือนเจดีย์ทั่วๆ ไป คล้ายกับสถูป จึงเรียกว่า เจดีย์กู่คำ (กู่-พระเจดีย์ คำ-ทองคำ)

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ หลวงโยนการวิจิตร (พระยาตะก่า-คหบดีชาวพม่าจากเชียงใหม่) ได้มีศรัทธา มาบูรณปฏิสังขรณ์ โดยใช้ช่างชาวพม่า ลวดลายต่างๆที่ซุ้มพระ และองค์พระ จึงเหมือนศิลปกรรมแบบพม่า และเพิ่มซุ้มพระนั่งอีกด้านละ ๑ องค์ จึงมีพระพุทธรูปรวม ๖๔ องค์

มีหลักฐานว่าในอดีต เจดีย์นี้มีรูถ้ำ ที่เดินเข้าไปลึกถึงกลางพระเจดีย์ได้ และข้างในพระเจดีย์ ก่อด้วย “ศิลาแลง” ทั้งนั้น แต่ข้างนอกเป็นก้อนอิฐสัก ๕ ชั้นเท่านั้น จนเมื่อพระยาตะก่า มาบูรณะ มองเห็นว่า รูถ้ำ จะเป็นที่อาศัยของสัตว์ร้าย หรือโจร จึงให้ช่างชาวพม่า ก่อพระพุทธรูปนั่ง ปิดไว้ที่ปากรูถ้ำ มาจนถึงทุกวันนี้

สันนิษฐานว่า บริเวณนี้เป็นที่ตั้งวัดของชุมชนโบราณริมแม่น้ำปิง มาก่อนแล้ว มีบันทึกภาษาพื้นเมืองเหนือฉบับใบลาน ได้เรียกชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า “กุมกามสถาน” เมื่อพญามังราย อพยพผู้คน มาสร้างเวียงกุมกามในช่วงแรกนั้น ได้เลือกวัดนี้เป็นศูนย์กลาง และได้สร้างเสริมพระเจดีย์ โดยก่ออิฐเพิ่มเติมให้สูงใหญ่ขึ้นภายหลัง...!!!

ได้ยินคำว่า “ศิลาแลง” ผมนึกย้อนไปไกล ศิลาแลง ก็คือ หิน เอาอีกแล้ว จะเป็นไปได้หรือที่ อารยะธรรมเขมรโบราณ จะแผ่อิทธิพล มาถึงดินแดนแถบนี้ คงต้องกลับไปถาม อ.ศุภศรุต ผู้เชี่ยวชาญด้านการ...หิน!!!

กลุ่มโบราณสถาน ที่ได้รับการขุดแต่งบูรณะแล้ว ทั้งที่ตั้งอยู่ภายใน และภายนอกเขตเวียงกุมกาม มีจำนวนมากกว่า ๔๒ แห่ง

ไกด์ท้องถิ่น นำหมู่เฮา แวะชมวัดโบราณ ในเขตเวียงกุมกาม ชั้นในหลายจุด วัดไหนที่มีร่องรอยของสถาปัตยกรรมสวยงาม ก็จอดแวะลงชม วัดไหนที่ยังบูรณะไม่เรียบร้อย ก็นั่งชมอยู่บนรถราง

ในระหว่างเดินทางกลับ ผมเปลี่ยนจากการเป็นผู้ฟังแบบนักท่องเที่ยว มาเป็นผู้ถามตามสไตล์นักข่าวอาสา ด้วยความสงสัยในบางเรื่อง....

และผู้อ่านก็คงตั้งคำถามอยู่ในใจ...เช่นกัน...

ะ๑ : ทำไม เวียงกุมกาม จึงถูกทิ้งให้จมหายอยู่ใต้ดินนานนับร้อยปี ทั้งๆที่ชุมชนแห่งนี้ ก็มีประชาชนเข้ามาอาศัยอยู่นานแล้ว จะไม่เห็นร่องรอยของโบราณสถานเลยหรือ?

ไกด์ : วัดต่างๆ ที่ไปชม ก่อนขุดค้นพบและบูรณะนั้น อยู่ใต้ดินลึกลงไปถึง ๑-๒ เมตร บางแห่งก็มีชาวบ้าน เข้าไปสร้างบ้านเรือนทับอยู่บนโบราณสถาน มีบางส่วนที่เป็นเนิน และมองเห็นส่วนของเจดีย์ ที่โผล่อยู่เหนือพื้นดิน ดูเหมือนสถูป ซึ่งคติความเชื่อของชาวบ้านล้านนา ว่าเป็นที่สิงสถิต ของผีสางเทวดา จะไม่เข้าไปแตะต้อง คงปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นปกคลุมปิดบัง เป็นที่รกร้างอยู่เป็นเวลานาน
บางวัดก็เป็นสวนของชาวบ้าน ซึ่งการปลูกผัก หรือต้นลำไย ก็เพียงแค่ขุดลึกลงไปไม่ถึงครึ่งเมตร จึงไม่รู้ว่ามีฐานของวัดโบราณอยู่ใต้ดิน

คงจะมีแต่รากของต้นลำไย ที่ชอนไชลงดินเท่านั้น ที่จะรู้ แต่ต้นลำไยบอกเราไม่ได้!!!

ะ๑ : ในแต่ละวัด มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ต่างกัน เห็นแต่ซากอิฐที่เป็นส่วนฐาน วัตถุโบราณที่พบมีบ้างหรือเปล่า

ไกด์ : วัดในเวียงกุมกามยุคเริ่มสร้าง จะมีรูปแบบศิลปะผสมของมอญ ลพบุรี รวมทั้งสุโขทัย ต่อมาในยุคหลังๆสถาปัตยกรรมในเวียงกุมกาม ได้พัฒนาเป็นต้นแบบของศิลปะล้านนา อย่างแท้จริง

โบราณวัตถุที่พบ เช่น หลักจารึก พระพิมพ์ดินเผา และชิ้นส่วนพระพุทธรูป งานปูนปั้นที่ประดับตามส่วนฐานของโบสถ์ วิหาร เจดีย์ เช่น หัวบันไดนาค ลายประดับสิงห์ เหมราช กิเลน หงส์ เทวดาปูนปั้นแบบนูนสูง

ในส่วนของผนัง หรือหลังคา สันนิษฐานว่า ในอดีตสร้างด้วยไม้ ซึ่งคงย่อยสลายไปหมดแล้ว
และมีการค้นพบ เครื่องถ้วยชามจีน สมัยราชวงศ์ หมิง – ชิง ซึ่งเป็นหลักฐานว่า เวียงกุมกาม เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญในอดีต โดยเส้นทาง
การค้าผ่านลำน้ำปิง สายเก่า

ถึงแม้ชาวบ้านทั่วไปจะมีความเชื่อ ไม่ทำลายสถูปโบราณ แต่พวกโจรลักขโมยไม่ได้กลัว มีการลักลอบขุดหาสมบัติตามเนินเจดีย์ มานานปี วัตถุโบราณที่พบ คงเหลือจากโจรลักขโมย

ส่วนโบราณวัตถุได้นำไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์แทน เพราะหากนำติดตั้งไว้ในสถานที่จริง จะไม่ปลอดภัย เพราะต้องการให้เวียงกุมกาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบเปิด ให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้
ที่สำคัญคือปัญหาเรื่อง น้ำท่วมขัง !!!

ะ๑ : ข้อนี้แหละที่ผมสนใจ เพราะเชียงใหม่ประสบปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกปี แล้วโบราณสถานที่อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดินในปัจจุบัน มีผลกระทบอย่างไรบ้าง

ไกด์ : เป็นเรื่องใหญ่ของการขุดแต่งบูรณะเวียงกุมกาม แก้ปัญหาโดยการทำท่อไว้ใต้ดินอีกชั้น เพื่อให้น้ำฝนไหลผ่านลงสู่ท่อนี้ คงสังเกตเห็นข้างๆ แนวคันดิน มีฝาตะแกรงเหล็กปิดอยู่ โบราณสถานที่นี่ เคยถูกน้ำขังอยู่นาน เมื่อตอนน้ำท่วมเชียงใหม่ ครั้งใหญ่ เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา

ถ้าถูกน้ำท่วมขังมากๆ ก็ส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจาก “นครโบราณใต้พิภพ” เป็น “นครโบราณใต้บาดาลแทน!!!

ะ๑ : การอยู่ร่วมกันของชุมชน กับโบราณสถาน ของที่นี่ เป็นอย่างไรบ้าง ได้รับการสนับสนุน หรือต่อต้าน ผมเห็นระหว่างนั่งรถ มีการก่อสร้างโรงงาน หรือบ้านจัดสรรอยู่หลายที่

ไกด์ : ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มสำรวจขุดค้น ก็มีทั้งสนับสนุน และต่อต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะจากเจ้าของที่โดนเวนคืนที่ดิน แต่ในปัจจุบัน ก็ได้รับความร่วมมือด้วยดี หากจะมีการซื้อขายที่ดิน หรือปลูกสิ่งก่อสร้างในเขตเวียงกุมกาม จะต้องแจ้งกับทาง อบต. เพื่อให้เจ้าหน้าที่จาก หน่วยศิลปากรเชียงใหม่ มาทำการขุดค้นเพื่อสำรวจหน้าดินเบื้องต้นดูก่อน ว่ามีร่องรอยของโบราณสถานจมอยู่ใต้ดินหรือไม่

หากท้องถิ่นมีส่วนร่วม เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมจำนวนมาก ท้องถิ่นมีรายได้ ถนนหนทางมีงบพัฒนา ชาวบ้านอย่างคุณลุงขับรถ และดิฉัน ก็มีงานทำ...

นับเป็นตัวอย่างของ “เมืองประวัติศาสตร์” ที่มีวิถีชีวิตของผู้คน อยู่ร่วมกับโบราณสถาน อย่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ะ๑ : สุดท้ายที่ผมสงสัยมากๆ คือ โบราณสถานที่ค้นพบทั้งหมด จะเป็นซากอิฐ ของวัดโบราณ และกำแพงเมืองบางจุด แล้วในส่วนร่องรอยของ “วังหลวง” หรือที่ประทับเรือนหลวง ของพญามังราย อยู่ตรงจุดไหนกันแน่

ไกด์ : เป็นคำถามที่น่าสนใจ ดิฉัน ก็สงสัยอยู่เหมือนกัน !!!
ในอดีต สิ่งก่อสร้างทีใช้อิฐปูน ก็คงมีแต่กำแพงเมือง หรือส่วนที่ประกอบพิธีกรรมในวัด เช่นโบสถ์ วิหาร เจดีย์ เท่านั้น ในส่วนที่เป็นที่พักอาศัย
สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเรือนไม้ เราจึงไม่พบร่องรอยของบ้านเรือนประชาชน กุฏิสงฆ์ หรือแม้กระทั่ง “เรือนหลวงของพญามังราย” เพราะคงย่อยสลายไปตามกาลเวลาหมดแล้ว

ตามหลักฐานบันทึก ที่มีบางส่วน สันนิษฐานว่า บริเวณ วังหลวง น่าจะอยู่ที่บริเวณ วัดเจดีย์เหลี่ยม ซึ่งเป็นวัดที่ พญามังราย ทรงโปรดให้สร้างขึ้น ตามคตินิยม ของการสร้างเมืองหลวงในอดีต ที่จะสร้างวัดไว้คู่กับวังหลวง ด้วย แต่ยังไม่พบหลักฐานชี้ชัด

แต่วัดนี้ ตั้งอยู่ใกล้ กับลำน้ำปิงสายเดิมมาก คงไม่เหมาะในการสร้างวัง วังหลวงน่าจะอยู่ที่ วัดกานโถม ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเวียงกุมกาม ซึ่งเหมาะสมกว่า และเป็นวัดที่ พญามังราย ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเช่นกัน

มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ส่วนของวิหารกานโถม ที่เคยจมอยู่ใต้ดินและขุดแต่งแล้วนั้น อาจเป็นส่วนฐานของวัง (ศาลา) ที่ใช้สำหรับเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน ในสมัยที่ทรงประทับอยู่ที่เวียงกุมกาม ก็เป็นได้!!!

ข้อสันนิษฐานนี้ ยังไม่มีบทสรุป คงต้องปล่อยให้ เวียงกุมกาม เป็น วังที่ยังกำกวม ต่อไป...!!!

คำถามสุดท้ายนี้ เป็นการจินตนาการ ของผู้เขียน กับไกด์ ที่พูดคุยกันอย่างสนุก...ถูกคอ โดยมีลุงคนขับรถ คอยเสริมปิดท้ายคำถามแบบมี...มุกฮา!!!

รถรางนำหมู่เฮาปิ๊กมาส่งที่ ศูนย์ข้อมูลเวียงกุมกาม ด้วยความประทับใจ ในการไปชมโบราณสถานแบบ เข้าถึง...
ผมลองถามสองสาววัยรุ่น ที่ทำท่าว่าไม่อยากมา เมื่อเอ่ยปากชวน

“เป็นไงบ้างสาวๆ พี่ชวนมาเที่ยวในที่น่าเบื่อ หรือเปล่า?...”

“ไม่น่าเบื่อเลย...พี่ไกด์บรรยายได้ความรู้ และสนุกมากๆ ค่ะ!...”
“พวกหนู รู้สึกรัก และภูมิใจ ในเชียงใหม่ บ้านเกิดของตัวเอง ขึ้นอีกมากๆ เลย!!!

ส่วนเจ้าตัวเล็ก คิ้ม เมื่อมาถึงก็รีบวิ่งไปอุ้มตุ๊กตาหมี ในรถที่จอดรอไว้ทันที
“เจ้าตัวเล็ก ไปเที่ยวกับลุง สนุกมั๊ย คร๊าบบบ ?...”

เจ้าคิ้ม รีบส่ายหน้างอน...
“ไม่เห็นมี  “เมืองใต้ดิน” เหมือนกับที่คุณลุงบอกเลย !!! หนูจะได้พาน้องหมีสีชมพูไปเที่ยวด้วย”

พี่ไกด์สาวรีบอธิบายแทน อย่างรู้ทัน (ที่เจ้าตัวเล็กโดนห้ามไม่ให้นำน้องหมีไปด้วย)
“หนูจ๋า เราไปเที่ยว “นครโบราณใต้พิภพ” กัน...นคร แปลว่า เมือง พิภพ แปลว่า ดิน ไงจ๊ะ”
หนูโชคดีมาก รู้มั๊ย เพราะตอนนี้ นครโบราณ ที่จมอยู่ใต้ดินมาหลายร้อยปี ได้ถูกเปิดเผยออกมา ให้คนรุ่นปัจจุบัน ได้มองเห็น ถึงตำนานอดีต
ที่ยิ่งใหญ่...ของเวียงกุมกาม จากเวียงที่สูญหาย กลับหวนคืน

“และเพื่อรำลึกถึง พญามังราย บรรพกษัตริย์แห่งล้านนา ที่ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ ไว้ให้เราได้อยู่อาศัยสืบต่อมา”

................................................... ...................................................

อ้างอิง : แผ่นพับแนะนำเวียงกุมกาม, แผ่นพับประวัติวัดเจดีย์เหลี่ยม, ข้อมูลจากห้องนิทรรศการ

บทพูดคุยกับไกด์ท้องถิ่น, และ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี 

ขอบคุณ : บล็อกเกอร์ BlueMarine จากเชียงใหม่ และครอบครัวอันอบอุ่น ที่ช่วยดูแลเรื่องที่พัก และรถสำหรับการเดินทาง...เที่ยวไป...ทำงานไป แอ๋วเจียงใหม่...ปาย...ก็ปาย

ติดตามรายละเอียดได้ที่บล็อก อ.ศุภศรุต / พี่สุภาวัลย์ / พี่มะอึก / คุณเฟิง_สุ่ย / คุณทรายรุ้ง


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 57
คนกุลา วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 03.07 น.
http://www.oknation.net/blog/konkula

แวะมาเที่ยวก่อนนอนครับ...
ความคิดเห็นที่ 56
วิตามินบี วันที่ : 18/03/2008 เวลา : 15.02 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


ความคิดเห็นที่ 14
อะหนึ่ง วันที่ : 18/03/2008 เวลา : 12.38 น.

ชอบ(จัด) วินโดว์ดิสเพลย์ เหมือนกันครับ
.
คิดถึงครับ

............................................


ความคิดเห็นที่ 55
เป๊ปซี่ วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 16.06 น.
http://www.oknation.net/blog/Pepsi8

มันแปลว่าอะไรหรือคุณอะหนึ่ง....

เวียงกุมกามเนี่ย....

ชื่อมันไม่ค่อยจะไพเราะเลย....
ความคิดเห็นที่ 54
pimahn วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 04.09 น.
http://www.oknation.net/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

นี่ถ้าไม่ได้แวะมาอ่านและชมภาพ จะต้องเสียดายเป็นอย่างมาก
เวียงกุมกาม โบราณสถานตั้งแต่สมัย 500-800 ปีก่อน
น่าเสียดาย ที่ไม่คงสภาพเดิมไว้ได้

ขอบคุณสำหรับเรื่องและภาพเป็นอย่างยิ่ง

โหวตให้กับสารคดีนำเที่ยวนี้ครับ

คุณอะหนึ่ง เป็นผู้ชายที่รักหมา หรือ รักแมวครับ
http://www.oknation.net/blog/pimahn/2008/03/17/entry-1
ความคิดเห็นที่ 53
paedophile วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 10.56 น.
http://www.oknation.net/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำ หากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น



ความคิดเห็นที่ 52
phanasGook วันที่ : 15/03/2008 เวลา : 15.51 น.
http://www.oknation.net/blog/phanasGook
วารสาร  สรรสร้าง  เที่ยงธรรม           / สวน  ต้านต่อก่อกรรม  กดขี่          ศาสตร์  ส่องอุดมการณ์นำ  ถูกต้อง   /  ดุสิต  สอนศิษย์ป้อง   รับใช้มวลชน ฯ

โห สุดๆ เลยพี่อะหนึ่ง ไปถึงเหนือ แถมพกเนื้อหาลึกๆ กลับมาอีก นับถือๆ ในฐานะนักข่าวอาสา จริงๆครับ
ความคิดเห็นที่ 51
เก็ดถวา วันที่ : 14/03/2008 เวลา : 20.14 น.
http://www.oknation.net/blog/gedtawa
...ขอแต่เพียง ยังยืนหยัดต่อสู้ต่อไป...

แวะมาอ่านค่ะพี่อะหนึ่ง

สัมผัสได้ถึงความตั้งใจในการเรียบเรียงให้อ่านมากๆ นะคะ
วันหลังมาถึงเวียงกุมกามแล้ว ก็น่ามาอีกนิดนา
ไม่นานก็ถึงเก็ดถวาแระ


ความคิดเห็นที่ 50
chaiyassu วันที่ : 14/03/2008 เวลา : 20.00 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

อนุโมทนากับข้อมูลอันเป็นประโยชน์
ความคิดเห็นที่ 49
walkaway วันที่ : 14/03/2008 เวลา : 13.36 น.
http://www.oknation.net/blog/ake-yanee
สิ่งที่เขียนคือสิ่งที่เห็นและเป็นจริงเสมอ

อืม!

ความคิดเห็นที่ 48
buppha วันที่ : 14/03/2008 เวลา : 13.22 น.
http://www.oknation.net/blog/supermom


จะบอกว่า งานนี้เรามีประกวด Miss OK Alo...Ha ด้วยล่ะ
คุณบุปผา คงเปลี่ยนใจทันนะคร๊าบบบบ

+++++++++++


ถ้าบุปไปนะ รับรองติดหนึ่งในห้าแน่ๆ คริ คริ

เที่ยวให้สนุก แล้วเอารูปมาฝากกันนะคะ
ความคิดเห็นที่ 47
minmint วันที่ : 14/03/2008 เวลา : 12.14 น.
http://www.oknation.net/blog/paradiso


ตั้งใจมาอ่านอีกครั้งในส่วนของประวัติิศาสตร์
( แม้ว่าบางความเห็น มันคือการแต่งเติมเพื่อการตลาด
และสร้างภาพลักษณ์ ) จะอย่างไรก็มาจากรากของเรา
คงมีเค้าของอารยะอยู่บ้าง

อีกอย่างจะชวนคุณหนึ่งไปชมภาพคอนเสิร์ต
เปิดใจโฟล์คเหน่อที่บ้านระเบียงค่ะ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/minmint/2008/03/13/entry-1
ความคิดเห็นที่ 46
ลีโอนิกด์ วันที่ : 14/03/2008 เวลา : 11.38 น.
http://www.oknation.net/blog/artpom

เล่าเรื่องได้เยี่ยมมาก จนเห็นภาพและอยากไปเที่ยวเลย...


ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมนะคร๊า....
ความคิดเห็นที่ 45
feng_shui วันที่ : 14/03/2008 เวลา : 11.31 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui


ขออนุญาต ฝากแบเนอร์ สานฝันสัญจรสู่เกาะกูดด้วยกิจกรรมรณรงค์สรรหาชุดนักเรียนฯลฯ ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 44
ป๋าโด่ง วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 23.46 น.
http://www.oknation.net/blog/idongphoto
" คนไทยที่ปลายด้ามขวาน "

http://www.oknation.net/blog/idongphoto/2008/03/13/entry-1

แวะไปดูด่วนคับ..อิอิ
ความคิดเห็นที่ 43
หมีปิศาจ วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 11.10 น.
http://www.oknation.net/blog/mee104
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น ช่วยแนะนำมือใหม่หัดเขียนด้วยครับ

เข้าใจแล้ว ทำไมอาจารย์ถึงเขียนยาวทุกเรื่อง
ผมแทบไม่เคยอ่านของแก แบบทีเดียวจบ
แต่รอบนี้ ของพี่อะหนึ่ง ม้วนเดียวจบ

ที่พี่อะหนึ่งสงสัย เรื่องวัฒนธรรมเขมร มาไกลถึงนี่ได้ไง
ผมก็สงสัยเหมือนกัน แต่ผมว่า คนที่รู้เรื่องหินดีกว่า คือ
อ. เทพมนตรี ลิมปะพยอม ผู้ซึ่งดูเหมือนจะเป็นปรปักษ์กับกรมศิลปากรนะ

เพราะนี่ล่ะมั้ง คห.ที่ 37 ถึงไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้
ความคิดเห็นที่ 42
chaiyassu วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 10.20 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

ปัญหาเรื่องคนเปิดไฟ อ่านเอ็นทรี่นี้
http://www.oknation.net/blog/bunruang/2008/03/05/entry-2 อ่านต่อ
ความคิดเห็นที่ 41
อะหนึ่ง วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 10.12 น.
http://www.oknation.net/blog/mindhand
..อนึ่ง....คิดถึงพอสังเขป.. ..อะหนึ่ง..

ความคิดเห็นที่ 37 / ศุภศรุต
------------------
หุ หุ นักวิชาการนอกกรอบ มาตรวจการบ้านแล้ว

"เวียงนี้ไม่มีอะไรมากมาย
แค่เมืองร้าง เพราะย้ายเมือง
รื้ออิฐหิน ไปสร้างเชียงใหม่ อย่างเร่งด่วน"
--------------------------
ขอบคุณ จารย์ ที่ช่วยเสริมข้อมูลให้

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่วัดในเวียงกุมกาม
คงเหลือแต่ส่วนฐาน นะเอง
ความคิดเห็นที่ 40
chaiyassu วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 06.26 น.
http://www.oknation.net/blog/bunruang
เมื่อเดินไปในทางแคบ ควรจะผ่อนปรนเว้นที่ให้คนอื่นหนึ่งก้าว

แวะนำหนังสือมาฝาก
http://www.watnyanaves.net/books/pdf/samadhibud.pdf
ความคิดเห็นที่ 39
ครูส้ม วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 02.53 น.
http://www.oknation.net/blog/thipjt
http://www.oknation.net/blog/mokara

แต่เรื่องที่มันยาว ก็เพราะอะหนึ่งเป็นคนช่างถาม

ถามแบบกำกวม .....เลยต้องไปกุมกาม หุหุ
*******************************

มีคนช่วยแซวแทนเราแล้ว
อิ..อิ..

นอนไม่หลับ..เลยมาเยี่ยมน้องอะหนึ่ง
ความคิดเห็นที่ 38
ความทรงจำเก่าๆ วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 02.44 น.
http://www.oknation.net/blog/kontummadha
เพลงชีวิต.....เพลงชีวา...คนธรรมด๊า...ธรรมดา 6-9 พย.51 กับโครงการ   ตามรอยครูซัน...สานฝันเด็กน้อย

รายละเอียดชัดเจนครบถ้วนอีกแล้ว..เยี่ยม...
ความคิดเห็นที่ 37
ศุภศรุต วันที่ : 12/03/2008 เวลา : 23.43 น.
http://www.oknation.net/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักมานุษยวิทยา

ว่าแต่เขา
อิเหนาเป็นเอง

เวียงนี้ไม่มีอะไรมากมาย
แค่เมืองร้าง เพราะย้ายเมือง
รื้ออิฐหิน ไปสร้างเชียงใหม่อย่างเร่งด่วน

เมืองมันน่าจะมีมาก่อนพญาเม็งราย
เป็นเมืองริมน้ำปิง ในยุค น้ำรุนแรงเพราะป่ามาก

แต่ละปี ก็ต้องตักตะกอนออกจากเมือง เพราะน้ำท่วมทุกปี แก้ไม่ได้

เลยย้ายขึ้นดอนไปทางเหนือ ใกล้ภูเขาหน่อย

เห็นบอกว่า พ่อขุนรามสยามเลิฟมาช่วยเล็งที่ให้

เอาเป็นว่าประวัติมีไม่มากหรือ
ส่วนใหญ่แต่งขึ้นใหม่


แต่เรื่องที่มันยาว ก็เพราะอะหนึ่งเป็นคนช่างถาม

ถามแบบกำกวม .....เลยต้องไปกุมกาม หุหุ


ความคิดเห็นที่ 36
ย่าดา วันที่ : 12/03/2008 เวลา : 20.01 น.
http://www.oknation.net/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

ยอดเยี่ยมเลยคุณอนึ่ง ไปเที่ยวเองคงไม่ได้ละเอียดขนาดนี้ ยังไม่เคยไปค่ะ แต่ก็ได้ข่าวมาเหมือนกันตอนนี้ก็เที่ยวที่บล๊อกคุณอนึ่งไปก่อนนะคะ
โหวดด้วยคน
ความคิดเห็นที่ 35
ทิวสน วันที่ : 12/03/2008 เวลา : 18.15 น.
http://www.oknation.net/blog/tewson
ทิวสน ชลนรา

ความคิดเห็นที่ 11
อะหนึ่ง วันที่ : 11/03/2008 เวลา : 00.48 น.
http://www.oknation.net/blog/mindhand
..อนึ่ง....คิดถึงพอสังเขป.. ..อะหนึ่ง..
ip : 58.9.146.157


การได้รับพิจารณาในครั้งแรกที่นำเสนอหรือไม่ ไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า...
ผมก็ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำ ครับ

เขียนเรื่องว่ายาก แต่การเริ่มต้นเขียน ยากยิ่งกว่า
----------------------------
ขอบคุณสำหรับ 1 โหวต และอ่าน สำหรับเรื่อง เวียงกุมกาม...กำกวม
ใช่ครับ นานและยาวมาก (ตัดออกไปเยอะแล้ว จะตัดไปกว่านี้...ก็คงเป็นแค่ภาพนำเที่ยวทั่วๆ ไป)

ผมไปเที่ยวเชียงใหม่ ตั้งแต่มกรา
แต่เพิ่งได้นำเสนอ เรื่องเวียงกุมกาม
เขียนจบไว้หลายวันแล้วครับ ผมใช้ทฤษฎี ที่พี่ทิวฯ แนะนำ
คือปล่อยทิ้งไว้ และมาอ่านใหม่อีกหลายรอบ

อยากลองเขียนแนวโบราณคดี เลียนแบบ อ.ศุภฯ จอมเขียนยาว นะครับ
ตอนแรกก็บ่น อ. แต่พอเขียนเองก็เข้าใจ บางทีตัดออกไม่ได้จริงๆ
และรู้แล้วว่า การเขียนสารคดีแนวตัดต่อ จากข้อมูลอ้างอิงหลายๆ ที่ มาเขียนใหม่ นี้...

มันยากยิ่งกว่า เริ่มต้นเขียนเองใหม่หมดทั้งเรื่องจริงๆ ครับ
...................................................

ครับ หลายครั้งเราก็เสียดายข้อมูล ที่อุตส่าห์ค้นคว้าหามา
ตลอดรวมไปถึงบางเรื่อง ก็ตัดไม่ได้
การนำเสนอในบล๊อกเพื่อจะให้คนอ่านจริงๆ ตามที่เราตั้งใจ
จึงพบข้อจำกัดอยู่ครับ

แต่ผมก็เชื่อว่ายังมีเพื่อนอีกมาก ที่ชื่นชม
และเห็นคุณค่าเอนทรีส์ ที่เห็นถึงความตั้งใจ
ทั้งเรื่องเนื้อหา การเรียบเรียงสุดชีวิต
แต่งรูปสุดใจ

สิ่งเหล่านี้สัมผัสความตั้งใจดีได้ครับ

และเราจะได้แฟนตัวจริงที่ติดตามงานเขียนของเราครับ

งานเขียน+การนำเสนอเอนทรี่ส์อย่างตั้งใจ
กับงานที่นำเสนอแบบเสียไม่ได้ หรือ ไม่ได้ทำการบ้านดีพอ

จะเห็นความแตกต่างชัดเจนอยู่แล้วครับ

ขอบคุณที่ตั้งใจสร้างสรรค์
และยินดีที่ข้อเสนอแนะเป็นประโยชน์ครับ

* * * * * * * * * *
ความคิดเห็นที่ 34
คนทำงาน วันที่ : 12/03/2008 เวลา : 11.58 น.
http://www.oknation.net/blog/kunlek
ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่ตัวของเราเอง


น่าเที่ยวจัง
ความคิดเห็นที่ 33
paedophile วันที่ : 12/03/2008 เวลา : 10.16 น.
http://www.oknation.net/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำ หากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น



ความคิดเห็นที่ 32
ภาษาหลากสี วันที่ : 12/03/2008 เวลา : 00.08 น.
http://www.oknation.net/blog/pasalarksee
นิดนรี

เหมือนว่าเป็นทริปเดียวกับที่ไปเชียงดาวรึเปล่าค่ะ ห่างกันมากจนไม่แน่ใจว่างานเดียวกันง่ะ อิอิ หรือไปมาอีกรอบหนึ่งอ่ะ ไปเที่ยวไม่บอกกันมั่งเลย

แต่เรามองเห็นรูปได้ไม่หมดค่ะ เครื่องคงช้าไป ไว้เข้ามาดู มาอ่านใหม่น่ะ อ่านไปแค่ครึ่งเดียวเอง
ความคิดเห็นที่ 31
ร้ายเดียงสา วันที่ : 11/03/2008 เวลา : 20.20 น.
http://www.oknation.net/blog/moonoi123

เล่าได้ละเอียดมากๆค่ะ
ไปเที่ยวเองยังเก็บรายละเอียดไม่ได้ขนาดนี้เลยนะคะ
ขอบคุณที่นำเที่ยว
ความคิดเห็นที่ 30
อะหนึ่ง วันที่ : 11/03/2008 เวลา : 19.56 น.
http://www.oknation.net/blog/mindhand
..อนึ่ง....คิดถึงพอสังเขป.. ..อะหนึ่ง..


"ฝาท่อตะแกรงเหล็ก" สำหรับรับน้ำฝน ที่ท่วมขังลงท่อใต้ดิน
แต่ถ้าฝนตกหนักๆ ก็เอาไม่อยู่...
ชิ้นส่วนโบราณวัตถุ ที่เป็นงานละเอียด เลยต้องนำไปจัดแสดงไว้ในอาคารแทน

(เพิ่มเติม...รูปประกอบในเนื่อหาเล็กไป อาจสังเกตดูไม่เห็นครับ)
ความคิดเห็นที่ 29
อะหนึ่ง วันที่ : 11/03/2008 เวลา : 19.45 น.
http://www.oknation.net/blog/mindhand
..อนึ่ง....คิดถึงพอสังเขป.. ..อะหนึ่ง..


ความคิดเห็นที่ 17 spyone
-------------------------
ค่ะ..เคยไปเมื่อปีที่แล้ว..
คิดว่าการจัดการของการท่องเที่ยวน่าจะดีกว่านี้..
แต่เสน่ห์ของเมืองเก่ายังมีมนต์ไปเปลี่ยนแปลงค่ะ..
จำได้ว่าพระปรางค์ที่มีพระบรมธาตุ
"ห้ามผู้หญิงเข้าค่ะ"