พิมพ์หน้านี้
|
ความเชื่อ เรื่องเล่า และแสงเงาแห่งชีวิต อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง 1 ใน 200 ช่างภาพมือดีที่สุดในโลก
เรื่องและภาพ : สันติสุข กาญจนประกร กล่าวอย่างง่าย, นอกจากเป็นผู้ชาย เป็นคนไทยแน่ๆ อายุสี่สิบต้นๆ เกิดในครอบครัวคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ เป็นลูกคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 4 คน พ่อเป็นพนักงานการบินไทย แม่ประกอบอาชีพค้าขาย อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ยังเป็นช่างภาพที่กำลังดังระเบิด ในการรับรู้ของมหาชน เขาคือคนที่ถ่ายรูปพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามบ้านคนไว้จนครบทั้ง 76 จังหวัด และล่าสุดก็เพิ่งจัดนิทรรศการแสดงภาพ รวมถึงออกหนังสือรวมภาพดังกล่าว ภายใต้ชื่อ ภาพเล่าเรื่อง...พระเจ้าอยู่หัวในดวงใจ โดยรายได้จากการจำหน่ายนำขึ้นทูลเกล้าถวายโดยไม่หักค่าใช้จ่าย เมื่อก่อนผมรู้สึกว่า พระองค์อยู่ไกลจากชีวิตมาก แต่เมื่อยึดแนวพระราชดำริในการใช้ชีวิต พระองค์ก็อยู่ใกล้นิดเดียว...ในใจเรา อนุชัยเคยกล่าวสรุปการทำงานชิ้นนี้ของเขาทำนองนั้น ในการรับรู้ของคนในวงการถ่ายภาพ (และคนที่ติดตามข่าวสารในวงการนี้) เขาคือช่างภาพโฆษณาที่กวาดรางวัลมาแล้วนับกันไม่หวาดไม่ไหว เนื้อที่กระดาษมีจำกัด เอาเป็นว่ารางวัลใหญ่ๆ ที่อนุชัยได้รับคือ แบดอะวอร์ด แทคอะวอร์ด โกลด์ จากเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส รวมถึงได้รับการบรรจุชื่อเป็นหนึ่งใน 200 ช่างภาพมือดีที่สุดในโลก ซึ่งจัดโดย Archive magazine นิตยสารที่ทรงอิทธิพลในโลกโฆษณา ประจำปี 2004 ว่ากันว่าเขาชนะรางวัลมาแล้วกว่า 200 รายการ อนุชัยอยากดังหรือ ผมคงอยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวก็ตายแล้ว แต่ประเทศเราล่ะ อนุชัยเคยอธิบายความในใจของเขาเกี่ยวกับรางวัลในอาชีพการงาน นอกจากที่บรรยายมา อนุชัยยังเป็นคนโผงผาง พูดจาตรงไปตรงมา บางถ้อยคำของเขาน่าหมั่นไส้ ถ้าชอบก็รักเลย ถ้าไม่ หลายคนพาลจะเกลียดขี้หน้าเขาเอาได้ง่ายๆ เมื่อถามถึงปรัชญาการใช้ชีวิต คำตอบที่ได้รับจึงตรง แปลก และไม่เหมือนใคร นานๆ ทีได้ฟังคำพูดที่ออกมาจากใจเช่นนี้ก็รู้สึกดีไปอีกแบบ ไม่ต้องมานั่งปั้นคำตอบให้ดูหล่อ แต่ด้านในซ่อนเหลี่ยมมุมไว้อย่างซับซ้อน จิ้งจก คือคำตอบที่ว่า อนุชัยบอกว่าบางครั้งชีวิตมนุษย์ก็ต้องทำให้ได้เหมือนสัตว์เลื้อยคลานประเภทนี้ คือรู้จักปรับตัว เท่าทัน และหมั่นเรียนรู้โลก คล้ายๆ กับทรรศนะของ ดร. ใช่, อยากอยู่บนโลกต้องรู้จักปรับตัว แค่ปรับ คนละความหมายกับกลายพันธุ์ เอนพลิ้ว ไม่ใช่ไหลหลากไปตามกระแส เพราะอย่างหลังก็อยู่ได้เหมือนกัน แต่ไม่ต่างอะไรกับผีดิบ ไม่มีเลือดเนื้อจิตใจ มีอะไรอีกไหม อ้อ อีกหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเขาเคยทำงานมาเเล้วหลายต่อหลายอย่าง ทั้งทำพร็อบประกอบฉากให้รายการวิก 07 เปิดร้านรับพิมพ์ผ้าหลาละ 25 บาท ออกแบบโลโก้ให้โรงแรมเชียงใหม่ ฮิลล์ ทำงานในโรงงานเพนต์กระปุกออมสิน งานออร์แกไนซ์ เปิดบริษัทเล็กๆ ร่วมกับพ่อตารับออกแบบสิ่งพิมพ์ จนสุดท้ายจบที่เปิดบริษัทของตัวเอง รับงานรีทัชและถ่ายภาพในนาม รีมิคซ์ ถ่ายภาพมาเยอะ ได้รางวัลมาก็แยะ ถ้าวันนี้จำต้องมีรูปถ่ายที่บอกเล่าตัวตนของตัวเองสักใบ คุณคิดว่ารูปถ่ายของอนุชัยจะออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน แสงเงาเป็นอย่างไร สีหรือขาวดำ ไม่ต้องรีบ ผมมีตัวช่วย ค่อยๆ ละเลียดมุมมองชีวิตและเรื่องเล่าจากปากผู้ชายคนนี้ แล้วเรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันในตอนท้าย ***** ช่วงนี้เหนื่อยไหม เป็นคำถามแรกที่ผมถามเขา อนุชัยระบายรอยยิ้มบนใบหน้าแทนคำตอบ แม้เป็นช่างภาพมือรางวัล แต่หอคอยงาช้างไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาจะปีนขึ้นไปอยู่ ยังถ่ายเอง รีทัชภาพเอง อนุชัยว่า บางอย่างก็เตรียมโน่นนี่ให้ แต่ตรวจงานขั้นสุดท้ายก็ต้องเป็นผม ทุกชิ้นงานต้องผ่านมือผมเกือบทั้งหมด มากินข้าวร้านผม ใครๆ ก็ต้องอยากกินฝีมือผม อาชีพถ่ายรูปไม่เหมือนอาชีพอื่น ไม่มีตำแหน่งประธานบริษัทที่ดูแค่ภาพรวมเฉยๆ อยู่บนตึกสูงๆ ใครๆ ก็อยากเป็นอย่างนั้น ทำงานไม่กี่ชั่วโมง ไปขับเรือยอร์ชอยู่ที่พัทยา แต่มันทำไม่ได้ งานแบบนี้มันซื้อตัวเรา ลมหายใจการงาน เมื่อเทียบกับสมัยก่อน สัดส่วนของงานที่เข้ามาในตอนนี้ย่อมมากกว่า เพราะบริษัทเรามีชื่อเสียงมากขึ้น จากการที่ไปได้รางวัลที่เมืองคานส์ เพียงแต่เราทำไม่ไหวเท่านั้นเอง เดือนหน้าก็มีต้องไปถ่ายที่ญี่ปุ่น เป็นอย่างนี้ประจำ เดี๋ยวไปญี่ปุ่น เดี๋ยวไปมาเลเซีย ส่วนงานหลักๆ คือเป็นของเอเจนซี่ในเมืองไทย สรุปแล้วผมยังถ่ายรูปอยู่เกือบทุกวัน บอกตรงๆ เรื่องรางวัลสำหรับผมมันมาทีหลัง มันต้องมีการกระทำก่อน ไม่ใช่มาตั้งรางวัลก่อน เป้าหมายในชีวิตก็ไม่เคยวาง สมัยก่อนผมแค่ทำงานโดยการอยากเป็นศิลปิน แต่มันเป็นไม่ได้ ไม่ได้รับการยอมรับ จึงหันมาทำงานเลี้ยงชีพ ทำไปทำมาก็เริ่มเข้าใจชีวิต ว่าชีวิตคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือความเป็นจริง ความเป็นจริงของเราคืออะไรล่ะ คือการยอมรับมันซะ เราอยากมีเงิน ไหม อยากมีชื่อเสียงไหม อยากมีเงินซื้ออุปกรณ์ในอาชีพไหม ยอมรับซะ และทำมันไปให้ถึง อย่าให้เหมือนอารมณ์เด็กนักเรียนนั่งอยู่หน้ามหาวิทยาลัย เห็นคนขับรถแพงก็ด่าเขา แม่งทำเป็นรวย ถามว่าเราอยากมีไหมล่ะ แม่งอยาก ก็ยอมรับไปซะ ไม่ต้องไปโจมตีใคร ไม่ต้องไปด่าใคร แล้วมาหาหนทางที่จะทำให้ได้ถึงวันนั้น ง่าย ชีวิตไม่มีอะไรยากเลย มันคือความเป็นจริง มีคำถามที่ว่า ถ้าอยากได้เงินเยอะ เราต้องทำอย่างไร ก็ต้องทำงาน แล้วงานอะไรล่ะ เป็นหมอ อยากเป็นหมอทำไงล่ะ ก็ต้องไปเรียนหมอ เรียนที่ไหน ก็ต้องมหิดล จุฬาฯ หรือเรียนเมืองนอก ทำไมถึงต้องเรียน ก็อยากได้เงิน แค่นี้เอง ฟังดูแล้วเหมือนพวกทุนนิยม มันไม่ใช่ แค่เอาหลักความเป็นจริงมาพูดกัน เราอยู่ในสังคม อยากรวย รวยนี่แค่ไหนล่ะ ผมไม่ได้หมายถึงอภิมหาเศรษฐี รวยของผมคือมีเงินซื้อบ้าน ซื้อปัจจัยสี่ ซื้ออุปกรณ์การทำงาน มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ แค่นี้ก็รวยแล้วสำหรับผม ก่อนอื่นเราต้องยอมรับความเป็นจริง แล้วเดินทางไปหามัน คือต้องทำงานให้ดี คุณเป็นหมอ มันก็มีทั้งหมอดี หมอเลว หมอเงินน้อย หมอเงินมาก ศิลปินก็มีทั้งที่ขายงานได้ถูก ได้แพง ทุกอย่างมันมีระดับทั้งนั้น เพียงเเต่เราอยากอยู่ตรงไหน เราซื่อสัตย์กับสิ่งที่เราทำ มุ่งมั่นแค่ไหน คุณจะไปวิ่งแข่ง แต่มัวพลัดวันประกันพรุ่ง พรุ่งนี้ค่อยวิ่ง ค่อยซ้อม เสื้ออะไรก็ใส่ได้ ใส่แม่งไปเถอะ ตีนเปล่าก็วิ่งได้ มันไม่ใช่ (หัวเราะ) คุณต้องมองความเป็นจริง คุณจะวิ่งแข่งกับเขาใช่ไหม มันก็ต้องวอร์มอัพตัวเอง ต้องฝึกกำลังกาย กำลังใจ ที่เหลือต้องหาอุปกรณ์ช่วยเพื่อให้ถึงจุดหมาย ถามว่าอุปกรณ์ต้องแพงมากไหม ก็เเค่พอประมาณกับตัวเอง แล้ววันหนึ่งที่เรามีกำลังทรัพย์เยอะขึ้น ค่อยไปหาซื้ออะไรที่มันรองรับเราได้มากกว่า สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือเราต้องฝึกฝน ต้องจริงจัง เคยเห็นคนบ้าขี่จักรยานไหม คนบางจำพวกซื้อจักรยานคันละ 5-6 หมื่น ซื้อมาขี่แป๊บเดียวก็ขายทิ้ง กับคนอีกประเภทที่ซื้อจักรยานถูกๆ แล้วก็ปั่นแม่งอยู่นั่น แข่งรายการโน้นรายการนี้ชนะ ก็ค่อยซื้อคันที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็ยังใช้ชีวิตอยู่กับจักรยาน ไอ้อย่างหลังนี่แม่งแท้ ของจริง ถ้าคุณอยากถ่ายรูปเก่ง ถามหน่อยว่าวันหนึ่งคุณถ่ายรูปกี่ชิ้น คุณคิดถึงการถ่ายรูปกี่นาทีต่อวัน กี่ชั่วโมง ถ้าคุณอยากเก่งเหมือนผม แต่ยังใช้ชีวิตเหมือนผมไม่ได้นั้น มันไม่มีทาง ผมนอนตีสอง ตื่นแปดโมง ไม่เคยมานั่งนอนไร้สาระ บางคนเลิกห้าโมง สองทุ่มไปกินเหล้าแล้ว ข้าวสารบ้าง อาร์ซีเอบ้าง คุณจะเก่งเหมือนผมได้อย่างไร ปรัชญาแห่งเต่า คนบางคนอาจมีสมองดีกว่าผม แต่ผมคิดว่าตัวเองเหมือนเต่า กูไม่เก่ง กูเลยต้องใช้เวลาทุกเม็ดในการศึกษา หาข้อมูล แต่กระต่ายบางคนไม่ ห้าโมงแล้วเหรอ ไปกินเหล้าดีกว่า เราเก่งอยู่แล้ว ผมเป็นเต่าไง ทำอย่างนั้นไม่ได้ อย่าไปคิดถึงรางวัล แค่คิดถึงงานที่ดีก่อน พอคุณทำงานดีๆ ไปสัก 90 เปอร็เซ็นต์ คุณจะรู้ตัวเลยว่าหลังจากนั้นมันต้องเกิดอะไรดีๆ กับชีวิตในทางบวก กลับกัน ถ้าคุณทำงานเลวๆ มา 90 เปอร์เซ็นต์ คุณก็จะรู้ว่ามันย่อมเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคุณ เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกอย่างในชีวิตต้องทำให้ดีที่สุด ผมตั้งคำถามกับชีวิตไว้เสมอว่า เราเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าลองทำอะไรให้สุด ชีวิตมันจะไปอยู่ตรงไหน พูดนี่ในแง่ดีนะ เหมือนหนังเรื่อง ฟอร์เรส กัมพ์ นั่นหนังปรัชญานะ ไม่ใช่หนังตลก หนังแดกดันคนว่า มนุษย์ไม่ต้องมีปัญญาดี ถ้าจดจ่อทำในสิ่งที่อยากทำอย่างสม่ำเสมอ มันก็ไปถึงเป้าหมายได้ สอนให้เราไม่ต้องไปกังวลกับสิ่งแวดล้อม ทำมันนานๆ บางครั้งเราจะได้ในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิด ได้เพื่อน ได้เป้าหมายที่แตกต่าง ทุกอย่างต้องรอจังหวะ หนังเรื่องนี้สอนหมด ทั้งเรื่องความซื่อสัตย์ ความเป็นมนุษย์ อย่างฉากที่มันช่วยเพื่อนในสงคราม มันไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แม่งกลับได้เหรียญกล้าหาญ ทุกสิ่งอย่างมันอยู่ที่ตัวเราเองเป็นหลัก อยากเป็นนักเขียนดีเด่น คุณนอนกี่ชั่วโมง คุณหาข้อมูล คุณเข้าห้องสมุดกี่ครั้ง เข้าอินเทอร์เน็ตหาความรู้บ้างไหม ว่าโลกมันเปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว วิธีคิดเขาเปลี่ยนไปเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ทำแล้วมันจะไปสู้คนอื่นเขาได้อย่างไร นก ต้นไม้ น้ำ และแสงแดด คิดง่ายๆ ทุกอย่างคือธรรมชาติ แล้วธรรมชาติมันคืออะไร เราเป็นต้นไม้ ถามว่าองค์ประกอบที่จะทำให้เราเติบโตได้มันคืออะไร มันคือความเป็นจริง คือน้ำ คือแสงแดด บางครั้งเราก็ต้องอนุญาตให้นกมาเกาะบ้าง เพื่อจะได้เอาขี้มาเป็นปุ๋ย นั่นคือการเผื่อแผ่ บางครั้งต้องดูลมบ้าง ไม่อย่างนั้นเราจะล้ม ธรรมชาติมันสอน ผนวกกับความเป็นจริง ทุกคนมีช่วงทุกข์ยากทั้งนั้น หลายคนมัวนั่งถามตัวเองว่าทำไมๆ โทษแต่สังคมรอบข้าง ไมได้มองตัวเอง โทษพ่อแม่บ้างว่าตระกูลเราทำไมไม่สูงศักดิ์ เข้าโรงเรียนก็ยาก ทำไมไม่โทษตัวเอง ถ้าเราเรียนเก่งซะอย่าง สอบได้เกรดเฉลี่ย 4 โรงเรียนไหนก็รับ ไม่ต้องเส้น ไม่ต้องอาศัยทุนพ่อแม่ แค่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ของสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก สมมติถ้าคุณอยากได้ของแพง คุณเข้าใจธรรมชาติ คุณก็จะรู้ว่าชีวิตคุณต้องลำบาก เหมือนต้นไม้เล็กๆ ถ้ามีนกมาเกาะสัก 3 พันตัว คุณจะรับไหวได้ไง เหมือนกัน เราต้องยอมรับสภาพ ผมว่าเราทุกคนเข้าใจ แต่แกล้งไม่เข้าใจ คุณเข้างานสาย คุณรู้ตัวแน่ๆ ว่าจะถูกด่า แล้วไงล่ะ ก็มานั่งคิดวิธีแก้ตัว รอดบ้าง ไม่รอดบ้าง แต่การที่จะไม่ต้องเสี่ยงเลยนั่นคือมาให้ตรงเวลา ปรัชญามันง่ายๆ แต่เราก็ยังอยากจะเสี่ยง ยังเอาตัวเองเป็นหลักอยู่เสมอ ไปสายแล้วก็ไปตอแหลกับเจ้านาย รถติดบ้าง อะไรบ้าง บางคนโทษแต่เจ้านาย มาสาย 5-6 นาที ทำเป็นด่า แหนะ ไปว่าเขาอีก ตราบใดที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คุณแย่ เอาง่ายๆ ถ้าผมขอยืมรถคุณไปขับ ชนหน้ายับเลย คุณจะว่าไง คุณ อย่างผมด่าลูกน้อง ผมด่าแรงมากนะ เมื่อก่อนผมเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเลย เดี๋ยวนี้ลดลง ใครทำไม่ได้ผมก็ย้ายแผนก แต่จะไม่ไล่คนออก เมื่อวานผมก็เพิ่งอาละวาดไปที ให้คนไปทำงานที่สนามจันทร์ แต่ไอ้คนที่รับผิดชอบดันไปเรียนหนังสือแล้วไม่บอก ผมโวยวายเลย อย่างนี้จะมาขอขึ้นเงินเดือน ขอโบนัส มาบ่นว่าทำงานหนัก แต่คุณเบี้ยวผม คนมันจะเกิดมันเกิดจากงานที่สำคัญๆ นี่แหละ ทุกเรื่องในโลกนี้ สถานการณ์สร้างคน คือความเข้าใจ มนุษย์ผีดิบ และป้าชุลี ผมว่าเราควรเข้าใจมนุษย์ ว่าคนเราเกิดมาไม่เท่ากัน ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบฟังคำพูดเพราะๆ แล้วมาเห็นผมด่าใคร คุณก็จะไม่ชอบผม แต่ถ้าคุณเป็นคนประเภทต้องการการกระตุ้น หรือโดนผมด่าอยู่ประจำ ถ้าวันไหนผมไม่ด่า คุณอาจคิดว่าผมเปลี่ยนไป แต่คุณไม่เคยเข้าใจตัวเองเลย ว่าคุณมีปัญหาอะไรไหม ด่าคนนี่ผมมีทางออกนะ บางคนด่าแบบไร้เหตุผล ใช้แต่อารมณ์ ไม่สั่งสอน เวลาเราจะตำหนิใคร จะวิจารณ์ใคร ต้องมีทางออกให้เขา นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็น ด่าอย่างเดียวผมก็ด่าได้นะ คุณใส่แว่นอะไรโคตรทุเรศเลย ใส่เสื้ออะไรเสี่ยวจริงๆ แต่คนหวังดีต้องมีคำตอบ ผมว่ารูปหน้าคุณอย่างนี้ ควรใส่แว่นอย่างนี้นะถึงดูดี คุณใส่เสื้อยืดดูโทรมนะ ลองใส่เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อยืดที่มีสไตล์ดูไหม นี่คือทางออก อะไรประมาณนี้ ในกรณีที่ผมด่าใครแล้วเขาไม่ผิด อย่างด่าลูกน้อง ผมจะขอโทษ แล้วผมจะสอนเสมอ ผมเป็นเจ้านายผมยังขอโทษได้ เวลาคุณทำผิดคุณต้องกล้าที่จะขอโทษ อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากพูดคือเรื่องของการหล่อหลอมทัศนคติ สมมติผมถามน้องสักคนว่า รูปถ่ายผมสวยไหม ฟังสิ แค่คำถามมันก็ทุเรศแล้ว ผมรุ่นใหญ่ น้องต้องเกรงบารมี ทุกคนต้องตอบสวยหมด เดี๋ยวโดนด่า แล้วถ้าใครมาบอกว่าไม่สวย แต่พูดออกมาด้วยความจริงใจล่ะ เรารับได้ไหม หรือจะตอบกลับว่า มึงเป็นใครวะ ทุกคนเขาบอกสวย คนอย่างนี้จะไม่ได้ความจริงอะไรเลยในชีวิต พอคนพูดความจริงก็มาโกรธ ผมนี่เป็นเหมือนมนุษย์ผีดิบ โดนคนด่า โดนเสียบมาเยอะ ไอ้เรื่องพวกนี้นี่แหละ ผมพูดตรง มึงมาเสียบกูเถอะ กูไม่มีเลือดไหลอีกแล้ว เพราะมันไหลหมดตัวไปตั้งนานแล้ว แผลเต็มตัวแล้ว ถามว่าผมเป็นใครถึงกล้ามาชี้นำ พูดง่ายๆ ผมเป็นเหมือนป้าชุลี คนที่หานางงามมาประกวดน่ะ ผมไม่ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องความงาม แต่ผมมีตาที่ดูรู้ว่า ผู้หญิงคนนี้ถ้าเอามาเสริมหน้าอกนิด เสริมก้นหน่อย อย่างน้อยๆ ต้องติดหนึ่งในห้า เข้าใจไหม และไม่จำเป็นว่าผมต้องแต่งตัวทันสมัย ต้องจบจากโรงเรียนพัฒนาบุคลิกภาพ ผมดูได้ว่าคนนี้สวยหรือไม่ ที่สำคัญ ผมดันเรียนอาร์ตมาด้วย มันเลยไปกันใหญ่ แค่เราเข้าใจโลกว่ากำลังพูดถึงอะไร ในบริบทไหน อย่างบ้าน ของตกแต่งต่างๆ ก็ไม่ใช่ของแพง แค่ต้องคิดถึงการดีไซน์ ต้องรู้จักเลือกใช้ อันนี้สำคัญ มันสอนกันยาก ต้องหล่อหลอมเอาเองจากประสบการณ์ การรับรู้ การเข้าใจโลก การเรียน การอ่าน การพบปะผู้คน การมีเพื่อน เพราะฉะนั้น สังคมสำคัญมาก คุณอยู่ในสังคมไหน คุณจะถูกหล่อหลอมมาแบบนั้น อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ คุณไปอยู่เชียงใหม่นานๆ คุณก็เริ่มอยากพูดเหนือ อยากมีผ้าพันคอแบบเขมรถ้าคุณไปอยู่เมืองเขมร นั่นคือปัญหาที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม คุณต้องเข้าใจในทุกๆ สถานการณ์ และต้องมีวิธียืนหยัดให้ได้ สร้างเงื่อนไขของตัวเองขึ้นมา ประเด็นมันไม่มีอะไรซับซ้อน แค่ต้องเข้าใจสังคมที่อยู่ เข้าใจสังคมที่ทำมาหากิน สังคมที่คุณต้องเข้าไปพบปะ จะพูดว่าชีวิตคนเราก็เหมือนจิ้งจกตุ๊กแกก็ว่าได้ มันมีด้านดี คือคุณเข้าใจสภาพแวดล้อม คุณก็ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น ตามสภาพแวดล้อม คุณถึงจะอยู่ได้ จิ้งจกตุ๊กแกมันเข้าใจความเป็นจริง ถ้าไม่ปรับตัวมันก็ถูกกิน มันปรับเพื่อความอยู่รอด เป็นธรรมชาติ ถ้าวันนี้ผมต้องไปหารัฐมนตรี ผมจะพูดอย่างไร ให้พูดแบบ ไอ้รัฐมนตรีครับ วันนี้กูจะไปหามึง มึงช่วยเซ็นชื่อในงานนี่ให้กูหน่อย เพราะกูรอมึงนานแล้ว พูดอย่างนี้มันไม่ได้ มันต้องปรับ นี่เราไม่พูดถึงพวกมนุษย์เจ้าเล่ห์ที่เอาความเป็นจริงของชีวิตมาใช้เพื่อหาผลประโยชน์ นั่นมันอีกเรื่องหนึ่ง ความทุกข์และการจัดการ ถามว่าผมมีความทุกข์ไหม มีทุกวัน ขึ้นอยู่ว่าทุกข์มากทุกข์น้อย มีหมด มันเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่เราจัดการกับมันได้แค่ไหน มันอยู่ที่จิต เหมือนคนเล่นกล้าม เล่นทุกวันมันก็ใหญ่ ความทุกข์ ถ้าคุณอยู่กับมันบ่อยๆ คุณก็รับสภาพมันได้ พอคุณเจอปัญหา คุณก็จะเข้าใจมัน ในวัยเด็ก คุณโดนแฟนทิ้งนี่จะเป็นจะตาย ต้องตายแน่ๆ แต่พอเราผ่านสถานการณ์ตรงนั้นมาแล้ว เราจะรู้ว่ามันมีหลายอย่างหลายปัจจัย บางทีผมทุกข์เพราะงานไม่เข้า ทุกข์เพราะหมุนเงินไม่ทัน แต่มันก็มีทางออก เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรก ไอ้ครั้งแรกนั่นอาจเจ็บปวด แต่ประสบการณ์มันสอนคุณ ต้องเรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น พอเจอเหตุการณ์ซ้ำๆ มันจะเป็นประสบการณ์ ประสบการณ์จะสร้างเงื่อนไขให้คุณเรียนรู้โดยอัตโนมัติ ถึงมันเป็นเหตุการณ์ใหม่ แต่หลักใหญ่ใจความมันคล้ายกันหมด ต่างกันนิดหน่อย ต้องเข้าใจสิ่งที่เกิด ตั้งมั่น และไล่ไปเรื่อยๆ ว่าผลมันคืออะไร เมื่อรู้แล้วมันจะง่าย
เกิดเป็นมนุษย์มันก็เหนื่อยด้วยกันทั้งนั้น ฟังดูแล้วเหนื่อย แต่เป็นมนุษย์มันต้องเหนื่อย มีเหนื่อย มีสุข มีสบาย ถึงจะมัน บางทีเราอยู่บนความสุขยังเหนื่อยเลย คุณ อย่างนี้คนก็จะถามผมอีกว่า อนุชัยตัดทางโลกได้แล้วหรือ ไม่ใช่ ผมเพียงแต่เป็นมนุษย์ที่เข้าใจโลก ในบางเรื่องก็ยังเป็นเรื่องของอารมณ์อยู่ ยังรักโลภโกรธหลง เพียงแต่อยู่บนฐานความเข้าใจ มันเลยทำให้ทุกอย่างเบาลง เข้าใจเหตุและผล ตื่นสาย ครูก็ตี ก็หักคะแนน อย่างนี้ก็ต้องตื่นเช้า คุณจะเลือกอะไรล่ะ นี่คือความเข้าใจ คือปัจจัย คือเงื่อนไข เป็นระบบที่โลกกำหนดมา แต่ถ้าคุณอยากนอนตื่นสาย และเข้าใจว่าต้องโดนตี คุณก็เข้าใจโลก จบ ไม่ต้องไปโกรธใคร ไม่ต้องด่าใคร อย่าไปอ้างเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เราต้องเข้าใจความแตกต่างด้วย อย่างที่บอก คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนนี้เป็นอย่างนี้ คนนั้นเป็นอย่างนั้น เรารับได้ไหม ถ้ารับไม่ได้ก็ต้องเดินหนี ไอ้ที่บอกว่าเอาไปล้านนึง อนุชัยช่วยพูดเพราะๆ กับผมหน่อย ถามว่าได้ไหม ได้ กี่วันดีล่ะ อนุชัยเป็นแบบนี้ คุณรับได้แค่ไหน ผมว่าทุกวันนี้เราขาดความเข้าใจ บางคนแค่เห็นหน้าก็หมั่นไส้แล้ว ยังไม่ทันพูดคุย สังคมเราตัดสินคนจากการฟังเสียเยอะ เขาว่าอย่างนั้น เขาว่าอย่างนี้ ถามหน่อย คุณเคยสัมผัสทุกด้านไหม วันนี้ผมคุยเรื่องหนัก ซีเรียส คุณก็เห็นผมแบบหนี่ง แต่ถ้าคุณมาได้ยินผมคุยเรื่องลามก คุณก็จะคิดว่า โห อนุชัยหรือนี่ ผิดฟอร์มจริงๆ เอ้า ผมเป็นมนุษย์นะ มีหลายโทน วันนี้ไม่มีลม ผมก็ตั้งตรงๆ ได้ วันไหนมีลม ผมก็ต้องลู่ มนุษย์มันมีหลายมุม ถ้าเราดูใครไม่ครบด้านแล้วไปด่วนสรุป นั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุดในโลก พอใครได้ยินผมไปพูดเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เคยฟัง ก็จะตกใจ อนุชัยแม่งพูดอย่างนี้ได้ด้วยเหรอวะ เผลอๆ ก็มาว่าผมว่าเป็นจิ้งจกตุ๊กแก เปลี่ยนสีไปเรื่อย ไม่ใช่ แค่คุณเคยเห็นผมตัวขาวอย่างเดียว ไม่เคยเห็นตอนตัวดำ มนุษย์มันมีด้านมืด ด้านสว่าง เรื่องของช้างเท้าหลัง ถามเรื่องครอบครัว ผมเป็นคนที่รักครอบครัวอยู่แล้ว การอยู่คนเดียวมันไม่ใช่เรื่องน่าสนุก อย่างผมไปซื้อเสื้อผ้า ซื้อของ ไปคนเดียวไม่ค่อยได้ บางทีเราตัดสินใจไม่ถูก ผมเคยวิเคราะห์นะ การที่เป็นแบบนี้เพราะเราสนใจคนรอบข้าง ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง นี่มาคิดได้หลังๆ ตราบใดที่เรายังแคร์คนอื่น เราก็จะเข้าใจคนอื่นได้ด้วย กับการทำงาน มันอยู่ที่ว่าคนรักของเราเข้าใจเราหรือไม่ ผมเคยบอกกับหลายๆ คนนะ เวลามีแฟน ถ้าเราได้แฟนไม่ดี ชีวิตเราจะตกต่ำลง เหมือนดวงไม่ดี ไม่เกื้อหนุนกัน ตรงข้าม บางคนชีวิตแย่ๆ พอได้แฟนดี ชีวิตมันก็ดีขึ้น ไม่ใช่เพราะแฟนรวยนะ มันเป็นเรื่องของแนวคิดที่ไปด้วยกันได้ คนข้างๆ เราสำคัญ บางคนแต่งงานปุ๊บ หายหน้าจากเพื่อนเลย เพื่อนก็ว่า แต่งงานแล้วเปลี่ยนไปเลยนะ เคยได้ยินไหม ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลังที่สำคัญ สมมติผมอยากจะสร้างอะไรสักอย่างเพื่อเป็นอิมเมจให้บริษัท แต่เมียบอกอย่าสร้างเลย ประหยัดหน่อยได้ไหม ทำไงล่ะ เดินขัดกันไปมา เจออย่างนี้บ่อยๆ บริษัทก็ล้ม ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เราเป็นช้างเท้าหน้าก็ต้องเข้าใจช้างเท้าหลังด้วย อย่างที่บอก มันต้องอาศัยความเข้าใจ เขาเข้าใจเรา เราเข้าใจเขา เราเข้าใจเพื่อน จบ ชีวิตแฮปปี้ อย่าพยายามที่จะไม่เข้าใจ รู้จักแยกส่วนบ้าง อย่าไปเหมารวม อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ปรัชญาของผมง่ายๆ นั่นคือความจริง คือธรรมชาติ ธรรมชาติคืออะไรล่ะ ธรรมชาติคือศาสตร์ทั้ง หมด คือหลักง่ายๆ น้ำเน่าปลาก็ตาย นั่นคือความเข้าใจ ความชราของอนุชัย ทุกวันที่อายุมากขึ้น ผมไม่เคยกลัวแก่ คุณ คนที่กลัวความแก่เพราะมัวแต่ยึดติด เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง กลัวไม่หล่อ กลัวไม่เท่ ซึ่งจริงๆ มันเป็นธรรมชาติ ไม่อย่างนั้นพอคนอายุ 45 แล้วไม่ต้องฆ่าตัวตายกันไปหมดเลยหรือ มันเป็นเรื่องของกรรม เราต้องปล่อยไปตามวิถี ถ้าคุณเป็นต้นไม้ที่ไม่มีรากแก้ว พออยู่ไปนานๆ มันก็ล้มง่าย แต่ถ้าคุณมี มันก็อาจล้มยากหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลสุขภาพมากน้อยแค่ไหน คุณเป็นต้นไม้ประเภทไหน แล้วแต่เงื่อนไข นั่นคือการวางแผนชีวิต กว่าที่ผมจะมาเข้าใจอะไรแบบนี้ได้ มันต้องผ่านจุดที่เจ็บปวด ด่าเขามาก ๆ เขาก็โกรธ อีโก้เยอะก็เจ็บ ไม่มีใครส่งงานให้ทำ ทุกอย่างมันมีสาเหตุ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเจออะไรมาบ้างในชีวิต พอเจอแล้วคุณ อาชีพผมแบบนี้ เจอลูกค้าแบบนี้ ถ้าผมทนไม่ได้ก็ต้องออกไป คุณก็เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณพร้อมเดินจากไปไหม เพราะเราเปลี่ยนใครไม่ได้ คุณลูกค้าครับ คุณช่วยพูดกับผมดีๆ หน่อยได้ไหมครับ ช่วยเอางานง่ายๆ หน่อยได้ไหม มันไม่ได้ไง มันอาจมี แต่น้อยมาก ถ้าไม่ทำใจเราก็ต้องโกรธคนไปทั่ว สุดท้ายต้องมานั่งวิเคราะห์ตัวเอง อาชีพเราขอเขากิน ช่วยกัน หรือเราต้องบริการ ต้องกลับมาทำความเข้าใจในอาชีพตัวเอง เหมือนเราเป็นหมอ คนไข้มาหาเราจะไปพูดได้ไหมว่า ไม่ป่วยหรอก กลับไปนอนเดี๋ยวก็หาย อ้าว แล้วอย่างนี้เขาจะมาหาเราทำไมล่ะ ที่มาก็เพราะเขาต้องการความมั่นใจ เอายาไปกินนะ กลับไปพักผ่อนนะ ถ้าไม่ดีขึ้นค่อยกลับมาหาใหม่ อย่างนี้มันรู้สึกดีกับทุกฝ่าย มันคือธรรมชาติของความจริง เป็นเหตุเป็นผล วงการภาพถ่าย กระต่าย และสังคมเปลือก สำหรับวงการถ่ายภาพ ผมแค่อยากบอกว่าทุกวันนี้คนถ่ายภาพเยอะมาก ยินดีด้วยที่เป็นแบบนั้น แต่มันยากตรงที่เราจะหาคนที่หลุดกรอบเดิมๆ ออกมา เพราะรูปแบบเก่าๆ มันถูกถมจนเต็มหมดแล้ว ตอนเราเป็นเด็ก เราเห็นรุ่นพี่ลงรถเมล์ไปถ่ายขอทาน รุ่นเราก็ยังถ่ายขอทาน รุ่นน้องก็ยังทำ ไม่มีอะไรใหม่ วงการถ่ายภาพต้องการอะไรใหม่ คอนเซ็ปต์ใหม่ๆ บางคนถ่ายภาพมาสักงานแล้วบอกว่าเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ มันไม่ใช่ มันคือคอนเซ็ปต์เก่า แค่คุณเปลี่ยนเนื้อหาใหม่เท่านั้น คนที่ถ่ายงานแบบสตรีท เช่น คนขายของ คนขับเรือ คนขายพวงมาลัย ก็ถ่ายมันเข้าไป แล้วบอกว่าไลฟ์อิน แบงคอก ผ่านไปอีกหนึ่งปีก็มาอีก แค่ชื่องานเปลี่ยนไปเท่านั้น พอจัดแสดง คนก็ไม่อยากมาดู เพราะมันน่าเบื่อ จริงอยู่ บางสิ่งบางอย่างมันต้องรักษา สืบสาน แต่มันก็ต้องมีพัฒนาการด้วย อย่างที่ผมพูดไป ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นเต่า เราก็ต้องหาทางไปคุยกับกระต่ายบ่อยๆ ต้องคิด ต้องทำการบ้าน ทุกวันนี้อุปกรณ์การถ่ายภาพมันออกมารองรับคนถ่ายหมด ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ทุกคนถ่ายภาพได้ แต่มันยากตรงที่จะทำเรื่องอะไร นับวันยิ่งยาก สมัยก่อนช่องว่างยังเยอะ ผมถึงบอก สมัยนี้รูปแบบเก่าๆ มันถูกถมจนเต็มไปนานแล้ว อีกอย่าง สังคมไทยเป็นสังคมที่มีหลากหลายอารมณ์ คุณลองสังเกต บ้านเราจะไม่ค่อยชอบคนที่เก่งกว่า เป็นสังคมอิจฉาริษยา ชิงดีชิงเด่น ไม่ยอมรับ ดังนั้น โอกาสของคนในสังคมก็มีน้อยตามไปด้วย เป็นสังคมเปลือก สังคมลอกเลียน ไม่มีใครอยากเป็นต้นแบบ เหมือนคนที่มาเจอผม นั่นเพราะคุณอ่านเอาจากข่าวที่ตีพิมพ์ไปแล้ว ไม่มีหรอกที่จะเดินๆ ไปแล้วสะดุดตออะไรสักอย่าง จนต้องอุทานออกมาว่ามีตอแบบนี้ด้วยหรือ มันจึงไม่ค่อยมีอะไรใหม่ โลกกว้างไกลแล้ว พิมพ์อินเทอร์เน็ตเข้าไปสิ ใครเป็นสุดยอดในงานโฆษณา คุณก็เจอเพียบ มันง่าย แต่เราใช้มันไม่เป็น คนไทยไม่ค่อยหาข้อมูล อยู่ในวงการก็ไม่ค่อยไปงาน นั่งอยู่แต่ในห้อง งานแสดงศิลปะเราต้องหาโอกาสไปบ้าง เพื่อเราจะได้ไอเดียใหม่ๆ อย่าทำแบบสังคมที่อยู่ไปวันๆ ผมมีอาชีพถ่ายรูป ก็ต้องหมั่นสังเกต ลูกน้องต้องการต้นไม้สวยๆ มาประกอบ ผมจะนึกออก เพราะวันนั้นพึ่งผ่านไปแถวปทุมธานี ซอยนี้ต้นไม้สวยมาก สุดท้ายคือสังคมไทยลืมง่าย วงการนี้อาจมีคนแก่หลายคนที่เก่งกว่าผม หรือในด้านอื่นๆ ตอนนี้อยู่ไหนหมดล่ะ เราต่างจากญี่ปุ่นตรงที่เขารู้จักส่งเสริมคน เราไม่ ถ้าไม่ใช่พรรคพวกก็ไม่ส่งเสริม โดยลืมไปว่าผลประโยชน์ทุกอย่างมันเป็นของชาติทั้งนั้น เรื่องที่ผมพูดถึงเสมอๆ คือการที่ญี่ปุ่นได้รางวัลที่คานส์แล้วรัฐบาลให้เงินไปจัดบูธในปีถัดมา ส่วนของไทยไม่ พูดเเบบนี้เหมือนผมอยากดัง แต่คุณลองคิดดู เดี๋ยวผมก็ตายแล้ว แต่ไอ้สิ่งที่ผมทำมันจะไปช่วยเกื้อหนุนเด็กรุ่นถัดๆ ไป เป็นเส้นทางของประเทศ เป็นการบิวด์แบรนด์ ให้ต่างชาติมันรู้ว่าคนไทยเก่ง เราต้องรู้จักบิวด์แบรนด์ บิลเกตส์ มีกี่คนในโลก ของอเมริกาเขารู้จักสร้างคน ทุกวันนี้เราพูดถึงอินเดียว่าอะไร เป็นเอกเรื่องคอมพิวเตอร์ใช่ไหม เพราะอะไร เพราะเขาสร้างชื่อมันขึ้นมา บ้านเราเงียบ มีแต่คอยไปรับนางงามจากสนามบิน ทำให้คนฝันบ้าๆ บอๆ เอาแต่เสริมสวย ผ่าจมูก ใส่หน้าอก มันไม่ใช่ เราไปต่างประเทศ บอกว่ามาจากประเทศไทย ฝรั่งจำได้แต่สีลม พัฒน์พงษ์ มันจำได้แค่นี้ ไม่มีหรอกภาพลักษณ์ความเป็นหนึ่งด้านงานโฆษณา นึกภาพออกไหม ดังนั้น หน้าที่ของสื่อ และรัฐบาลต้องสร้างภาพลักษณ์ให้คนในชาติ ต้องบิวด์แบรนด์ คนไทยมีให้ทำตั้งเยอะ เด็กชนะฟิสิกส์โอลิมปิกหายไปไหน เกษตรกรเก่งๆ หายไปไหน นักวิชาการเก่งๆหายไปไหน เราไม่รู้ เพราะเราไม่สนใจ รัฐบาลไม่เข้าใจ ที่พูดมาทั้งหมด ผมเองก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แค่ผมพยายามจะเข้าใจ และผมก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ยังเดินติดพื้น ยังกินทางปาก ยังถ่ายทางก้น ถ่ายเหม็นด้วย ถ้าวันไหนไม่กินอาหารแล้ว ไม่ถ่ายแล้ว วันไหนที่เริ่มเดินไม่ติดพื้นแล้ว ผมจะบอก ว่าชีวิตตัวเองเปลี่ยนไปแล้ว (หัวเราะ) ***** |
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||