พิมพ์หน้านี้
|
คำต่อคำ...สุริยะใส กตะศิลา ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ไปเลือกตั้ง
สัมภาษณ์ พฤษภาคม 2549 เทปบันทึกเสียงหมุนตัวเองอยู่เงียบๆ ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มจากมวลอากาศ ในห้องประชุมของอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ โต๊ะเก้าอี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ที่มุมหนึ่ง...ผมกำลังสนทนากับบุรุษมาดขรึม บ่อยครั้งเราจะได้เห็นเขาปรากฏกายด้วยบุคลิกนุ่มลึกภายใต้เสื้อเชิ๊ตสีทึม ผมกำลังพูดถึงชายหนุ่มซึ่งห้วงเวลานี้น้อยคนนักจะไม่รู้จักเขา ด้วยบทบาทการเป็น ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ่วงด้วยตำเเหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ทำให้ชื่อของ สุริยะใส กตะศิลา กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ทางการเมืองอย่างไร้ข้อกังขา ด้วยบรรยากาศการพูดคุยเเบบสบายๆ หลังสถานการณ์ทางการเมืองคลายความตึงเครียดลง สุริยะใสกล่าวถึงประเด็นร้อนในการปฏิรูปการเมืองด้วยสุ้มเสียงมั่นใจว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการยกระดับเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้เป็น สมัชชาประชาธิปไตยเพื่อประชาชน โดยวางเป้าหมายในอนาคตไว้ที่การขยายแนวร่วมออกสู่ต่างจังหวัด เพื่อสร้างระบบความคิดประชาธิปไตยที่ถูกต้องให้ลงลึกถึงรากหญ้า ตั้งเเต่ระดับอำเภอ จังหวัด ไปสู่ระดับภูมิภาค หากเรามองในเเง่ของความเป็นจริง การเรียกร้องประชาธิปไตยจะถูกจุดขึ้นเพียงบางช่วงเวลาเท่านั้น ที่ผ่านมาเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนเพียงอย่างเดียว เเต่ในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่มันไม่ใช่ ทางกลุ่มพันธมิตรเห็นพ้องต้องกันว่า ระบบการเมืองไทยในขณะนี้มีความซับซ้อนสูง มันไม่ใช่เเบบเผด็จการทหารในอดีต ซึ่งคนทั่วไปมองกันออกว่าเป็นภาพระหว่างขาวกับดำ เเต่ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับภาวการณ์ที่เป็นภาพสีเทา คลุมเครือ ซับซ้อนหลากหลายเงื่อนปม ผมจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนเกิดความสับสน เมื่อถามถึงความพร้อมด้านบุคลากรในการทำงาน เพื่อไปสู่หลักชัยของสมัชชาประชาธิปไตยเพื่อประชาชน สุริยะใสมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย เนื่องด้วยบทเรียนในอดีตระบุไว้ชัดว่า หลังประชาชนได้รับชัยชนะจากการเรียกร้องประชาธิปไตย กลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าเป็นวีรชนก็ถอยหลังเพื่อกลับไปทำมาหากินตามเดิม ส่งผลให้เเก่นเเกน ของการเรียกร้องขาดช่วง และขาดความต่อเนื่อง จุดนี้เป็นจุดสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะต้องดำเนินการต่อให้เกิดองค์กรที่เป็นจริงเป็นจังมากขึ้นกว่าอดีต เพื่อคอยตรวจสอบระบบทางการเมืองของเรา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรฯ ย้ำอย่างเชื่อมั่น คิดว่าประชาชนที่อยู่ตามต่างจังหวัดจะเข้าใจเรามากน้อยแค่ไหน เพราะอย่างที่เห็นกันอยู่ว่ากลุ่มคนที่สนับสนุนพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ผมถาม จริงๆ แล้วฝ่ายพันธมิตรฯ ก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง ก่อนอื่นเราต้องสื่อสารให้ได้ว่า ทุกวันนี้ประชาธิปไตยในบ้านเรามันขยับมาสู่ขั้นประชาธิปไตยที่ว่าด้วยเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และเหตุผล มากกว่าที่เป็นแบบเดิม ๆ ซึ่งวัดกันด้วยจำนวนเสียง คือวัดว่าใครมีเสียงข้างมากข้างน้อย ฉะนั้น พันธกิจของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงต้องดำเนินการผ่านแนวร่วมสมัชชาประชาธิปไตยเพื่อประชาชน โดยมีเป้าหมายใหญ่ ๆ คือร่วมกันตีแผ่ เปิดโปงระบบการเมืองที่ผิดปกติ รวมถึงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมืองภาคประชาชน เสียงรัวชัตเตอร์ของช่างภาพดังถี่ยิบ บางขณะแสงแฟลชสว่างวาบเพื่อขับเน้นใบหน้าของแขกคนสำคัญ อุณหภูมิภายในห้องผนังสีขาวกำลังเย็นสบาย บทสนทนายังคงไหลลื่น แน่นอนว่าอาจจะต้องมีการตั้งสภาปฏิรูป มีคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง สุริยะใสกล่าวหลังนิ่งคิดไปชั่วอึดใจ จุดมุ่งหมายคือทำอย่างไรให้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนสูงขึ้น เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อเป็นเวทีสำหรับประมวลภาพการเมืองที่กว้างขึ้น ให้หลากหลายที่สุด ส่วนคำถามเมื่อสักครู่เกี่ยวกับบุคลากรในการทำงานด้านนี้จะมีมากน้อยแค่ไหนนั้น ที่ผ่านมาต้องยอมรับในเบื้องต้นว่า กลุ่มคนของเรายังมีไม่มาก เราจึงต้องมองและจัดตั้งกลุ่มสต๊าฟขึ้น เพื่อให้เป็นโครงสร้างเครือข่ายทั่วประเทศ สำหรับรองรับการมีส่วนร่วมของประชาชนให้กว้างขวางขึ้น หลากหลายมากขึ้น
จากถ้อยคำของเขาทำให้ผมจับทิศทางได้ว่า ใครประสงค์จะเข้าร่วมองค์กรสมัชชาประชาธิปไตยเพื่อประชาชน จำเป็นต้องสำรวจตัวตนว่ามีความพร้อมในการทำงานด้านนี้หรือไม่ และเพื่อตอกย้ำหมุดหมายของการปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่ สุริยะใสกล่าวเน้นย้ำว่า ก่อนอื่นต้องสร้างเงื่อนไขในการเข้าองค์กร เพราะการเรียกร้องประชาธิปไตยนั้นไม่ได้จบเพียงแค่ง่าย ๆ และรวดเร็วเสมอไป บางครั้งอาจยาวนานเป็นเดือน เป็นปี ดังนั้นอย่าแสดงตัวเพื่อเป็นแฟชั่น มิฉะนั้นกลุ่มองค์กรของเราจะขาดกำลังประชาชนที่สมบูรณ์ สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ต้องเเลกด้วยหยาดเลือดของพี่น้องชาวไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คนหมู่มากในสังคมคิดว่า นั่นคือการได้มาเเล้วซึ่งประชาธิปไตยอันสมบูรณ์เเบบ ตรงนี้ สุริยะใสช่วยขยายความให้ฟังว่า การรับรู้เรื่องประชาธิปไตยของคนไทยยังคลาดเคลื่อนอยู่มาก ส่วนหนึ่งมาจากการแบ่งกลุ่มกันทางชนชั้น ทำให้การมองภาพของความเป็นประชาธิปไตยนั้นแตกต่างกัน ที่ผ่านๆ มา พวกเราถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่า ประชาธิปไตยเป็นเพียงแค่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดมหาศาล ยกตัวอย่างง่ายๆ ชาวบ้านก็จะมองประชาธิปไตยเป็นเพียงแค่เรื่องปากท้องเท่านั้น ความจริงแล้วมันไม่ผิดแต่มันยังไม่พอ เพราะประชาธิปไตยมันต้องมองไปถึงเรื่องความเท่าเทียมทางสังคม ต้องลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ โดยอย่าไปมองว่าเราคัดค้านระบบทุนนิยมแบบหัวชนฝา แต่อยากได้ระบบที่มันเท่าเทียมกันมากกว่า ปุ่มบันทึกเสียงสีแดงสดดีดตัวขึ้น ผมยื่นมือไปจัดการเปลี่ยนหน้าเทป ก่อนยืดตัวผิงพนักเก้าอี้เพื่อรอฟังคำตอบ หลังป้อนคำถามเกี่ยวกับประโยคยอดฮิต การเมืองภาคประชาชน กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องแสดงบทบาทประคับประครองอำนาจภาคประชาชน หรือการเมืองภาคประชาชนให้ดำรงอยู่ เพื่อเป็นพลังกดดันการเมืองในระบบ ให้สามารถถ่วงดุลระบบการเมืองได้ ไม่ใช่ว่าฝ่ายค้านเป็นง่อยทำอะไรไม่ได้ องค์กรอิสระก็ถูกครอบงำไปหมด ซึ่งรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานี้ดูเหมือนว่าจะล้มเหลว ฉะนั้นเราจำเป็นต้องรับบทบาทในการเกื้อหนุนอำนาจประชาธิปไตยไว้ให้เป็นปกติสมบูรณ์ และคงบทบาทเพื่อถ่วงดุลทางการเมืองในแบบระยะยาวต่อไป โดยเป้าหมายบั้นปลายของเราไม่ได้หมายรวมไปถึงเรื่องการตั้งภาคการเมือง เราจะดำเนินวิถีแห่งการเมืองภาคประชาชนให้ดีที่สุด ให้องค์กรของเราเข้าไปอยู่ในใจของนักการเมือง ว่ายังมีเราคอยตรวจสอบเขาอยู่ ส่วนประเด็นเกี่ยวกับองค์กรอิสระที่ถูกวิพากษ์อย่างหนักจากทั้งปัญญาชน และนักวิชาการ ด้วยตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยอย่างเขามองว่า จำเป็นต้องเร่งผลักดันในเรื่องนี้ เนื่องจากทุกวันนี้องค์กรอิสระมักถูกแทรกแซงจากอำนาจการเมือง และขาดความเป็นอิสระ ต้องยอมรับว่าทุกช่วงทุกสมัยของทุกรัฐบาล องค์กรอิสระมักถูกแทรกแซงเสมอ เราจะมาดูกันว่า ทำอย่างไรจะปลดแอกเหล่านี้ลงได้ เพื่อความเป็นอิสระในการตรวจสอบทางการเมือง อาจต้องจัดหาวิธีการสรรหาองค์กรอิสระกันใหม่ ให้ปราศจากการเมืองหนุนหลัง เมื่อได้รับฟังหลากทัศนะจากนักประชาธิปไตยมาดเข้ม เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปมองเส้นทางในการเดินบนถนนสายนี้ เพราะหลายคนอาจสงสัยว่า เขาทำไปทำไม ในเมื่อบ้านเมืองมิใช่ของใครเพียงคนเดียว การที่ผมออกมาเป็นตัวแทนในการเรียกร้องประชาธิปไตย ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งช่วงนั้นยังไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นอะไร เรื่อยมาจนได้เป็นเลขาธิการ สนนท. (สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเเห่งประเทศไทย) จึงเกิดความคิดที่อยากทำงานเพื่อสังคมแนวเอ็นจีโอ ที่เน้นทำการเมืองเพื่อประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมือง ไม่ใช่นักการเมือง แต่จะเน้นการเมืองที่มีความอิสระ เป็นการเมืองภาคประชาชน คิดว่าเป็นเพราะยีนในตัวหรือเปล่า ที่ทำให้มีลูกบ้ามากกว่าคนอื่น ผมถาม ที่ผมแสดงตัวออกมานั้น คิดว่าไม่ใช่เกิดจากยีนส่วนตัว แต่การเคลื่อนไหวในแนวทางแบบนี้ เพราะตัวเองคลุกคลีอยู่ในเบ้าหลอมให้เป็นคนสังคมมานาน ทำให้มีจิตวิญญาณของความคิดที่ผูกติดอยู่กับเรื่องทางสังคมที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ซึ่งหากเรามองกันในตอนนี้ พลังนักศึกษามันเริ่มถดถอย เพราะกระบวนการทางสังคมในกลุ่มของชาวบ้านมันเกิดขึ้นมาก นักศึกษาจึงไม่สามารถนำประชาชนได้แบบในอดีต ดังนั้น กลุ่มนักศึกษาจึงต้องหันมาดูตัวเองว่าจะเป็นพลังหนุนด้านไหนได้บ้าง ข้อสุดท้ายนะครับ คิดว่าอะไรคือจุดยืนที่แท้จริงของตัวเอง ผมอยากเห็นเมืองไทยเป็นแบบรัฐสวัสดิการ มีการจัดสรรทรัพยากรส่วนรวมให้เกิดความเท่าเทียมกันทางสังคม และทางนโยบาย ไม่ใช่ว่าเน้นเศรษฐกิจทางอุตสาหกรรมมากจนเศรษฐกิจของชนบทอยู่ไม่ได้ รัฐสวัสดิการจึงต้องเน้นเรื่องการทั่วถึงของทุกชนชั้น รัฐต้องไม่แสวงหากำไรเข้าตัวเอง ต้องยอมขาดทุนเพื่อชาวบ้าน คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม สื่อเองต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร อย่าหวังแต่เรื่องผลกำไร และควรใช้อุดมการณ์ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนผู้นำทางการเมืองนั้นจะเป็นใครก็ได้ แต่ต้องวางระบบให้ดี เมื่อระบบดีแล้วใครจะมาเป็นผู้นำก็เป็นได้ทุกคน ******************** |
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||