• สันติสุข/กาญจนประกร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : oakky7@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-14
  • จำนวนเรื่อง : 40
  • จำนวนผู้ชม : 8517
  • จำนวนผู้โหวต : 48
  • ส่ง msg :
หากเรายังมีที่นั่งในหัวใจ
ทรรศนะต่อโลก ต่อสังคม เเละต่อความหมายของชีวิต ผ่านเรื่องราวมากมาย เราอาจทะเลาะกันน้อยลง 'หากเรายังมีที่นั่งในหัวใจ'
Permalink : http://www.oknation.net/blog/mindmag
วันพุธ ที่ 9 มกราคม 2551
AF fever บันทึกลับแฟนคลับสุดหัวใจ
Posted by สันติสุข/กาญจนประกร , ผู้อ่าน : 217 , 10:39:30 น.  
พิมพ์หน้านี้


บันทึกลับแฟนคลับสุดหัวใจ

               

 

 

- เรื่องและภาพ : สันติสุข กาญจนประกร -

 

“เพื่อน้องตูนพี่ทำได้ทุกอย่าง”

                เข้าใจได้ยาก, แต่ประโยคนี้ก็ผุดพรายอยู่ในหัวสมองของผม ตลอดเวลาที่นั่งเคาะต้นฉบับอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทบซ้อนด้วยภาพของผู้หญิงหลากหลายวัยพร้อมแววตาแห่งความชื่นชม บ้างถือแผ่นป้ายบรรจุชื่อของบุคคลในดวงใจ บ้างตะโกนเรียกชื่อใครคนนั้นด้วยน้ำเสียงที่ออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ

                พวกเธอสถาปนาตัวเองว่าเป็น ‘แฟนคลับ’ ของกลุ่มนักร้อง-นักแสดงที่เป็นผลผลิตของรายการ ‘เรียลลิตี้โชว์’ ชื่อก้องของเมืองไทย

‘อะคาเดมี แฟนเทเชีย’

พฤติกรรมไร้สาระในสายตาของใครหลายคน  

ไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วย, การหลงใหลได้ปลื้มอยู่กับรูปลักษณ์หล่อๆ สวยๆ และความสามารถของใครสักคนที่มีแค่การร้องรำทำเพลง ในขณะที่สังคมยังมีปัญหาต่างๆ นานา ให้ขบคิดแก้ไข ย่อมเป็นสิ่งไม่สมควร

แต่มองในอีกด้าน แล้วกับการที่ผู้ชายจำนวนหนึ่งไล่ตีลูกกลมๆ สีขาวให้ลงหลุมอยู่ได้เป็นครึ่งค่อนวัน การเสาะหาพระเครื่องเพื่อปลุกปั่นราคาหวังผลทางการค้า หรือกับการมุ่งมั่นเสพติดในลาภยศทรัพย์ศฤงคารของนักการเมืองบางคน

อย่างไหนจะ ‘ไร้สาระ’ กว่ากัน

อันนั้นผมไม่ทราบ แต่ตอนนี้ เปิดใจให้กว้าง เพราะนี่คือเรื่องราวของผู้หญิงสามวัย แต่มีหัวใจบางห้องที่ ‘ละม้าย’ กัน  

 

1.

ผมเจอเธอครั้งแรกที่กองถ่ายละครวัยรุ่นเรื่องหนึ่ง คาดเดาจากรูปพรรณสัณฐาน ‘พี่ส้ม’ น่าจะมีอายุอานามเลยหลัก 30 ไปหลายป้าย ภาพของผู้หญิงวัยทำงานซึ่งน่าจะมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต กำลังหอบหิ้วถุงขนมนมเนยพะรุงพะรัง เพื่อนำมามอบให้แก่หนุ่มหล่อจากเอเอฟ 3 อย่างตูน ถึงกองถ่าย จึงเป็นภาพที่ดูแปลกตา

                “พี่มองว่าน้องเขาเป็นเด็กผู้ชายอายุเพียง 22 แต่ทนแรงกดดันได้ขนาดนี้ มีความพยายามไม่ท้อถอย ถึงจะโดนวิพากษ์วิจารณ์มาขนาดไหน ที่ตามมาให้กำลังใจถึงกองถ่ายนี่ส่วนมากเป็นช่วงเช้า เพราะพี่สาวพี่เป็นแฟนคลับน้องโด่ง ช่วงเช้าเลยมาหาตูน ช่วงบ่ายก็พาพี่สาวไปหาน้องโด่ง”

                ด้วยเหตุผลส่วนตัว พี่ส้ม ขอสงวนทั้งชื่อ-นามสกุล และงดบันทึกภาพไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่มีปัญหา เพราะสิ่งที่ผมอยากรู้ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น ผู้หญิงคนนี้ขับรถยี่ห้อ เมอร์เซเดส เบนซ์ บุคลิกท่าทางเป็นคนมีความรู้ แทนที่จะคิดเรื่องหาทางเพิ่มตัวเลขในบันชี ทำไมเธอกลับใช้เวลาตามให้กำลังใจหนุ่มตูนขนาดนี้

                “จริงๆ พี่ไม่เคยเป็นแฟนคลับดาราคนไหนมาก่อนเลยนะ ปีที่แล้ว (เอเอฟ 2 ) เชียร์น้องโจ แต่ไม่ได้เข้าหาน้อง เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีกลุ่มคนที่คอยติดตามเป็นแฟนคลับแบบนี้ พอเริ่มซีซั่นสาม เห็นตุ้ยก็กะจะเชียร์ บังเอิญวันอาทิตย์หนึ่งเห็นน้องตูนตื่นแต่เช้า เพราะวันเสาร์เขาโดนว่าเยอะมากว่าร้องเพลงเพี้ยน จึงตื่นมานั่งซ้อมเสียง ไล่คีย์ เราเลยเห็นความพยายาม ถึงหน้าตาดีแต่ไม่หลงตัวเอง พยายามเรียนรู้ ถ้าเราเป็นครู เราคงปลื้มที่มีนักเรียนแบบนี้ เลยเริ่มต้นเชียร์น้องตูน”

                หลังตูนต้องระเห็จตัวเองออกจากบ้านอะคาเดมี พี่ส้มก็เหมือนได้ค้นพบโลกใบใหม่ที่ซุกซ่อนอยู่ จากที่เคยเห็นแต่ในโทรทัศน์ซึ่งว่าน่ารักแล้ว แต่ตัวจริงน่ารักกว่าเป็นไหนๆ

                “วันนั้นมีสัมภาษณ์น้องที่สยามพารากอน เราก็ตามไปทั้งๆ ที่ไม่เคยไปงานแบบนี้มาก่อนเลยนะ เป็นครั้งแรก แบบว่าดูดีนะ น่ารักดี เราเอาของไปให้ก็ไหว้เราโดยไม่หยิ่งเลย ซึ่งตอนนั้นเขายังระแวงอยู่เพราะมีแต่คนว่าเขา แต่น้องเข้มแข็งนะ อาจมีมองคนด้วยสายตาไม่เป็นมิตรบ้าง คนจึงไม่ชอบน้องเยอะ เราก็สงสาร แต่กับพี่ไม่เป็นนะ อาจเพราะเราเป็นผู้ใหญ่แล้วด้วยมั้ง วันนั้นไม่ได้คุยอะไรมาก แต่บอกน้องว่า อ่านจดหมายด้วยนะ คือพี่เอาการ์ดไปให้น่ะ จากนั้นพี่เลยตามให้กำลังใจน้องมาตลอด”

                หลังจากครั้งนั้น อะคาเดมี แฟนเทเชีย ก็เปิดประตูต้อนรับแฟนคลับคนใหม่ ไม่ว่าหนุ่มสาวนักล่าฝันมีกิจกรรมที่ไหน ถ้าไม่ติดภารกิจการงานสำคัญ พี่ส้มไม่เคยพลาด

                “น้องไปออกรายการรักเอยพี่ก็ไปดู ออกตีสิบนี่ก็ไป จากนั้นมีมาสัมภาษณ์ที่ตึกทิปโก้พี่ก็ไปให้กำลังใจ พูดง่ายๆ ว่าไปเกือบทุกครั้ง ต่างจังหวัดยังไปเลยนะ ทั้ง ขอนแก่น เชียงใหม่ อุดรธานี พัทยา ไปหมด นับไม่ถ้วนว่ากี่ครั้ง”

                แทบไม่เคยไปมือเปล่า ทุกครั้งเธอจะมีของเล็กๆ น้อยๆ ติดไม่ติดมือไปฝากนักล่าฝันในดวงใจอยู่เสมอๆ

                “ทุกครั้งต้องมีของไปให้กำลังใจ เพราะบางทีน้องต้องกินข้าวกล่อง เลยสงสาร พี่จึงซื้อขนมไปฝากบ้าง ซื้อข้าวไปฝากบ้าง แต่ไม่ได้ซื้อไปให้น้องกินคนเดียวหรอก อยากให้ทุกๆ คนได้กิน เพราะรู้ว่าพวกเขาเหนื่อย และมี่คิดว่าเป็นการสิ้นเปลืองด้วย ก็เอาให้น้องน่ะ มันเป็นความสุขทางใจ เพราะไม่งั้นปกติเสาร์อาทิตย์เราไปเดินห้างก็ช็อปปิ้งเสียงตังค์อยู่ดี”

                 พูดถึงเรื่องเงินทอง สาวกเอเอฟคงเข้าใจดี เพราะตลอดเวลาที่หนุ่มสาวนักล่าฝันอยู่ในบ้าน แค่กำลังใจอย่างเดียวคงไม่พอ การโหวตด้วยเอสเอ็มเอสถือเป็นปัจจัยที่เลี่ยงยาก

                 “ส่งไปโหวตนี่เยอะมาก นับเป็นจำนวนเงินคงไม่ได้หรอก ยิ่งวันที่รู้ว่าตูนจะต้องออกจากบ้านนี่ เรามีความรู้สึกมาก พี่นั่งโหวตตั้งแต่ 4 โมง ถึง 2 ทุ่ม เงินหมดก็วิ่งไปซื้อบัตรเติมเงิน คือกลัวว่าเขาต้องอออกจากบ้าน เพราะดูแล้ววีคนั้นต้องเป็นน้องแน่ๆ เรากลัวมาก ตอนนั้นสงสาร กลัวน้องไม่ได้โอกาสที่จะเรียนต่อ น้องเขาร้องเพลงดีขึ้นมากนะ ถ้ายังอยู่คงได้เรียนรู้อีกเยอะแน่ เพราะน้องตั้งใจมาก เสียดายโอกาสแทนน้อง”

                ไม่ใช่แค่คำพูดที่ฟังแล้วดูเหมือนเป็นญาติสนิท ตลอดทั้งเดือนมีนาคม (2550) ที่ผ่านมา หนุ่มสาวเอเอฟมีคิวต้องมาซ้อมละครเพลงเกือบทุกวันที่กรมประชาสัมพันธ์ในซอยอารีย์ เดาไม่ผิดหรอก มีหรือพี่ส้มจะพลาด

                “บางทีมานั่งรอน้อง 4-5 ชั่วโมง ได้เจอแค่ 5 นาที เเต่ตรงนั้นไม่สำคัญหรอก พี่ก็ได้มานั่งคุยกันในหมู่แฟนคลับ ใครมีความคิดตรงกัน รสนิยมเหมือนกัน ก็คุยกันได้ถูกคอ อย่างมีพี่คนหนึ่งเขาเป็นแฟนคลับน้องบอย บางทีเราก็ไปด้วย ไม่ใช่ว่าเราเชียร์แต่น้องตูนคนเดียว เรียกได้ว่าได้เพื่อนกลุ่มใหม่ไปเลย ไม่เจอน้องก็มานั่งคุยกันเอง มันเป็นสังคมใหม่ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี ชีวิตแฟนคลับน่ะ (หัวเราะ)“ 

                ไร้สาระไหม คงตอบยาก เมื่อมันเป็นความสุข และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน จะไปกล่าวโทษพิพากษาก็กระไรอยู่

                “บางทีพี่ยังคิดเองเลยนะ เราเป็นผู้ใหญ่ทำงานแล้วด้วย มีตำแหน่ง ก็มีคิดว่ามาทำอะไรไร้สาระหรือเปล่า คนอื่นเขาคงมองอย่างนั้นด้วย แต่ความรู้สึกคืออยากมา มีบางครั้งคิดว่าวันนี้ไม่ไปดีกว่า แต่พอตกเย็นก็ เอาอีก อยากมา อยากรู้ว่าวันนี้น้องไปไหน จะมีข้ออ้างว่าใกล้ที่ทำงานบ้าง ใกล้บ้านบ้าง

                “เห็นด้วยนะทีบางคนบอกว่าเอเอฟเป็นแค่ผลผลิตของการตลาด เวลาผู้บริหารทำอะไรก็เหมือนน้องเป็นสินค้า พี่รู้ เลยอยากให้เป็นสินค้าเกรดเอไง ถึงเขาใช้น้องเป็นเครื่องมือ แต่ถ้าเราไม่สนับสนุนน้องก็ตก ทุกคนรู้ว่าต้องเข้าไปเป็นกลไกของเขา ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้สึกว่าโดนหลอก มองว่าเป็นการทำธุรกิจอย่างหนึ่งมากกว่า เราเองยอมเป็นคนซื้อที่ดี น้องเราจะได้อยู่ได้ จะได้มีงาน”

                หลายคนคงสงสัยเรื่องส่วนตัวของพี่ส้ม มาตามน้องตูนอย่างนี้ ทางบ้านมีความคิดเห็นอย่างไร

                “อย่างที่บอกไป พี่สาวก็ชอบ แถมคุณแม่ยังชอบด้วย เลยดูด้วยกันตั้งแต่อยู่ในบ้าน เวลาพี่มาตามน้องข้างนอก คุณแม่ก็ช่วยดูทีวีให้ว่า มีสัมภาษณ์น้องว่าอะไร ตูนพูดอย่างนั้นอย่างนี้ แม่เล่าให้ฟังหมด เป็นผู้สื่อข่าวในบ้านไปเลย (หัวเราะ) เรากลับไปก็เล่าให้แม่ฟัง อีกอย่างคือพี่ยังไม่มีครอบครัวด้วย บางคนมีแล้วก็ต้องแบ่งเวลาให้ดี ต้องกลับไปดูลูกไปดูครอบครัว มาไม่ได้เต็มที่เหมือนพี่”

                 

                2.

                “เป็นแฟนคลับเอเอฟหรือเปล่าครับ” ผมเอ่ยถามสองสาวน้อยที่นั่งอยู่บนม้าหินในกรมประชาสัมพันธ์

                “ใช่ค่ะ เป็นแฟนคลับพี่มิว (เอเอฟ 2)” ‘แพร-มาริสา ตันติกาญจเทพ’ และ ‘เจ –จนัญญา พงษ์พิพัฒนากุล’ นักเรียนมัธยม 5 เซนต์โยเซฟ คอนแวนต์ ตอบแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน

                 หลังรู้จุดมุ่งหมายของผม สาววัยสิบเจ็ดทั้งสองไม่รีรอที่จะพูดถึงความในใจเกี่ยวกับคนโปรดที่เธอชื่นชอบ

                “ช่วงนี้ปิดเทอมอยู่ด้วยค่ะ เลยมาให้กำลังใจพี่มิวได้ ถ้าเป็นอาทิตย์หน้ามีเรียนซัมเมอร์แล้วคงมาบ่อยไม่ได้  อย่างที่ผ่านมานี่อาทิตย์หนึ่งอย่างน้อยๆ ต้องมา 3 วัน ไปตามที่ต่างๆ แล้วแต่ตารางงานของพี่เขา ถ้าไกลมากคงไม่ไหวเหมือนกัน เป็นแถวสยามนี่สะดวกเลย พ่อแม่อนุญาตด้วย แต่ต่างจังหวัดคงไม่ได้ เขาเป็นห่วง”

                เมื่อถามว่าทำไมถึงเลือกชอบมิว ทั้งๆ ที่ความหล่ออาจสู้หนุ่มตุ้ย หรือหนุ่มตูนไม่ได้ สองสาวก็มีเหตุผลของตัวเอง

                “พี่เขาน่ารัก ร้องเพลงก็เพราะ เล่นกีฬาก็เก่ง ก่อนหน้านี้แค่ปลื้มๆ แต่ไม่เคยมาตามอย่างนี้ พอเพื่อนบอกว่าตอนนี้มีซ้อมละครเลยตามมาให้กำลังใจ จากที่ปลื้มอยู่แล้วพอมาเจอแล้วได้คุยยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ พี่มิวเป็นกันเอง อัธยาศัยดี”

                ในยุคสมัยที่กิจกรรมทางเลือกของคนหนุ่มสาวมีไม่มากนัก จะไปดุด่าว่ากล่าวพวกเขาคงไม่ถูก เมื่อระบบมันเป็นแบบนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็เห็นดีเห็นงามกับการยัดเยียดให้วัยรุ่นบริโภค ที่เหลือคงต้องพยายามทำความเข้าใจ

                “ถามว่าบ้าแค่ไหนคงเป็นในระดับหนึ่ง ถ้าเป็นคนอื่นอาจแค่ปลื้มๆ ไม่ได้ออกมาตามพี่เขาเหมือนเรา เต่คิดอีกแง่ ถ้าเราอยู่บ้านก็ฟังเพลง ดูทีวี ไปตามเรื่อง คงเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ออกมาอย่างนี้ถือเป้นการพักผ่อนไปในตัวด้วย ได้มาให้กำลังใจพี่เขา ซื้อน้ำซื้อขนมมาให้ เห็นพี่เขาทำงานเหนื่อยๆ บางทีแค่น้ำขวดเดียวก็โอเคแล้วนะคะ แต่ถ้าทำของขวัญมาให้เองมันจะภูมิใจกว่า เคยทำชิ้นนึงเป็นกรอบรูปไหมพรม นั่งทำนานมากเลยนะ มันรู้สึกดี”

                “แบ่งเวลากับการเรียนอย่างไร” ผมถาม

“ช่วงเปิดเทอมเราก็ไปเรียนก่อน เรียนเสร็จถ้าวันไหนพี่เขามีงานก็ไปให้กำลังใจ ถ้าวันไหนไม่ได้มาเราก็อ่านหนังสือ อย่างตอนปิดเทอมมีเรียนติวช่วงเช้า บ่ายๆ ค่อยมา มันไม่ได้เป็นแฟชั่นนะ เราชอบที่เขามีความสามารถ คือมันติดตามตั้งแต่อยู่ในบ้าน เรารู้สึกผูกพัน ดูเขามาตั้งนานแล้ว”

ดูคล้ายคนรุ่นใหม่กำลังเหงา ยิ่งวัตถุเจริญมาก บางสิ่งบางอย่าง ‘ภายใน’ ยิ่งลดลง นักการตลาดจับจุดนี้ได้เก่ง พวกเขาประสบความสำเร็จในการดึงเงินจากกระเป่าเด็กๆ

“ช่วงที่โหวตเอสเอ็มเอสกัน เราก็โหวตด้วย แต่พอประมาณค่ะ ช่วงไหนไม่มีตังค์ก็ไม่ได้โหวต

ค่าโทรศัพท์เจียดจากค่าขนม แต่จำไม่ได้แล้วว่าเสียไปเท่าไหร่ อาจจะเดือนละประมาณ 200 บาท ถามว่ามันไร้สาระไหม พวกหนูจัดสรรเวลาได้ ไม่ได้โดดเรียนมา คือเอาเวลาที่ว่างจริงๆ ไม่เห็นเป็นไรเลย เราแบ่งเวลาอ่านหนังสือ หรือเรียนได้ ไม่ใช่เอาเวลาทั้งหมดมาทำ”

                 อดไม่ได้ที่จะถาม ดารานักแสดงมันเป็นเรื่องของมายา และการสร้างภาพ ตรงนี้พวกเธอคิดอย่างไร

                 “บางครั้งก็คิดนะ เเต่เราเห็นว่าพี่เขาจริงใจดี เป็นมิตร อย่างพี่ลูกตาลยังซื้อข้าวเหนียวไก่ย่างมาให้แฟนคลับเลย อีกอย่างเราเห็นเขาใช้ชีวิตมาตั้งแต่ในบ้านด้วย ไม่มีใครเสแสร้งได้ตลอดเวลาหรอก ถึงแม้มีกล้องอยู่ ถ้าเป็นหนูคงต้องมีหลุดบ้าง”

                ดาราคนอื่นอาจต้องฟังไว้ เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ต้องการความจริงใจ ไม่ใช่หน้าฉากอย่างหนึ่ง พอลับหลังก็ทำตัวสำมะเลเทเมา หรือเห็นแฟนๆ เป็นแค่ของตาย

                “เคยมีที่พี่เขาหน้าบึ้งอยู่เหมือนกัน แต่เราก็เข้าใจว่าคงเหนื่อย ประมาณว่ามองแง่ดีทุกอย่าง (หัวเราะ) ถ้ารับไม่ได้เลยคงเป็นเรื่องหยิ่ง ซึ่งยังไม่มี น่ารักกันทุกคน รู้สึกว่าพูดคำนี้หลายรอบแล้วมั้งพี่”

                “อยากบอกอะไรกับคนที่ไม่เห็นด้วยไหม” ผมให้ทั้งสองสาวทิ้งท้าย

                “การมาเป็นแฟนคลับแบบนี้ เราว่ามันเป็นการคลายเครียด ถ้าเรียนอย่างเดียวมันก็ไม่ไหว มันสนุกแบบเหนื่อยๆ นะ แต่ก็ดีกว่าไปเข้าผับเข้าบาร์ หรือไปติดเกมส์ จริงไหมคะ”

                ผมพยักพเยิด แม้ไม่เห็นด้วยทั้งหมด  

 

                3.

                ‘หญิง-อังคณา บุญเรือง’ สาววัยสามสิบต้นๆ เป็นอีกหนึ่งคนที่สารภาพว่าเธอเป็นแฟนคลับเอเอฟจนหมดหัวใจ ไม่ให้หมดอย่างไรไหว ในหนึ่งอาทิตย์หลังเลิกงาน เธอต้องมาเห็นหน้าโด่ง (เอเอฟ 3) อย่างน้อยๆ 5 วัน หญิงบอกว่าเคยตั้งใจจะไม่มา แต่มันอดไม่ได้

                “คุยตามสบายเลยนะคะ ไม่รีบ ยังไงอยู่รอน้องเลิกซ้อมละครถึงเที่ยงคืน วันนี้มาเร็วหน่อย ปกติถึงประมาณ 4-5 ทุ่ม แค่เห็นหน้าแวบเดียวก็ชื่นใจ กลับบ้านได้ หญิงทำงานแถวนี้ด้วย ตรงตึกซัน ช่วงกลางวันทำงาน ตกเย็นก็มาตามเอเอฟ (หัวเราะ)”

                เธอบอกว่าไม่เคยเป็นแฟนคลับของนักแสดงคนไหนมาก่อน ยิ่งกว่านั้นคือไม่เคยคิดจะเป็น

                “ดูหนัง ดูละคร ชอบฟังเพลง ชอบนักร้อง แต่ไม่เคยคิดเป็นแฟนคลับ เอเอฟนี่มันเหมือนกับว่าเราติดตามเขาตั้งแต่ยังโนเนม ไม่มีคนรู้จัก และเราก็ดูเขามาตลอด ดูเขาเรียน ดูเขาพัฒนา โหวตเขา มันเหมือนส่งน้องเรียนนั่นแหละ จนน้องจบ ได้ออกเทป เราเป็นได้ส่วนหนึ่งตลอดระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งนักร้องทั่วไปมันต่างกัน เราชอบเราซื้อเทป...จบ นี่อาจด้วยผูกพัน ตั้งแต่ร้องไมได้เรื่อง ดีขึ้น เก่งขึ้น เขาอาจไม่ผูกพันกับเรา อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเป็นใคร ช่วยไม่ได้ เราชื่นชอบ”

                 เหมือนเสพติด, ก่อนหน้านี้หญิงอยู่หน้าจอแทบทุกวัน เธอเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้เป็นเพื่อน พอทุกอย่างจบก็รู้สึกว่าตัวเองเหงา คล้ายเป็นโรคซึมเศร้า

                “จริงๆ ไม่ได้เป็นคนขี้เหงานะ มันเหมือนเคยดูอยู่ทุกวันมากกว่า พอน้องออกจากบ้านเลยอยากเจอตัวจริงแล้ว สำหรับหญิงมันเป็นเพื่อนกันมากกว่า”

ฟังหญิงพูดแล้วรู้สึกตระหนกอย่างไรพิกล ทำไมคนในเมืองหลวงถึงได้เปลี่ยวเหงาขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เครื่องอำนวยความสะดวกก็มีอยู่รายรอบ แค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นกดเลขหมาย เสียงจากปลายสายก็อาจพร้อมช่วยปลอบประโลม คิดอีกแง่ หรือเรากำลังเดินไปบนวิถีที่ผิดพลาด ภาวะเช่นนี้ สิ่งตกกระทบใดๆ ย่อมเปลี่ยนชีวิตของใครสักคนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างสะดวกดาย

                “หญิงว่ามันคงเป็นเรื่องของจิตวิทยา ผู้ผลิตสามารถโน้มน้าวเราได้ น้องมีผลงานอะไรเราก็ซื้อหมด เทปก็ซื้อ คอนเสิรต์ก็ไปดู แต่ไม่คิดว่าโดนหลอกนะ ถือว่าเสียเงินไปเพื่อซื้อความสุข ถ้าหลอกเราคงไม่ได้อะไรเลย แต่นี่เราได้ความสุข”

                ใช่...การแสวงหาความสุขของมนุษย์เราย่อมเตกต่างกัน บางคนขวนขวายทั้งชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุ บางคนเลือกดุ่มเดินอยู่บนเส้นทาง ‘ภายใน’ เพื่อค้นหาคำตอบที่ยั่งยืนกว่า บ้างก็พึงใจยึดเหนี่ยวกับความรื่นรมย์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่อยากกล่าวให้ดูแรง แต่บางคนอาจบอกว่ามัน ‘ฉาบฉวย’

                “มีบางวูบนะที่คิดว่าเราทำได้อย่างไร รอน้องอยู่หลายๆ ชั่วโมง แต่กลับบ้านไปก็ได้แต่ดูทีวี พูดตรงๆ นะ พี่ไม่เคยทำงานเสีย ไม่เคยโดดงาน มานี่เราก็มีเพื่อนคุย เดินไปซื้อของบ้าง มันมีการเคลื่อนไหวร่างกาย พอเห็นน้องเดินมาเราก็ชื่นใจ กลับบ้านได้”

                “บางคนมองว่ามันไร้สาระ ทำไมไม่เอาเวลาไปช่วยเหลือสังคมในด้านอื่น” ผมฝืนใจยิงคำถามที่ฟังดูแรง

                “ถามว่าไร้สาระไหม มันก็จริงนะ แต่มันเป็นความสุข  และเราก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เงินก็เงินเรา เรื่องที่บอกว่าปัญหาสังคมเยอะนะ มันคนละส่วนกัน เงินที่เราซื้อของให้น้องมันก็ส่วนหนึ่ง จะทำบุญมันก็อีกส่วน  นี่มันชีวิตของเรา ถามว่าเราเคยบริจาคไหม เราก็บริจาค”

                รูปประโยคคล้ายตึงเครียด แต่ผมยืนยันว่าหญิงพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม  เธอหมายความอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้ประชดประชัน

                “ทำเพื่อสังคมนี่น้องๆ เอเอฟก็ทำนะ อย่างโครงการทำดีให้พ่อดูไง อันนั้นดีมาก มีไปช่วยกันปลูกป่า พี่ก็ไป อยากให้ทางยูบีซีมีโครงการอย่างนี้ออกมาเรื่อยๆ มันดีมากเลย เป็นตัวอย่างให้เด็กๆ ด้วยนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้ม

                “คาดหวังอะไรนอกเหนือไปจากนี้ไหม” ผมทิ้งคำถามสุดท้าย

                “ไม่เลย ไม่ใช่อารมณ์นั้น” เธอตอบ

 

                4.

                เหมาะสมหรือไม่ ไร้สาระหรือเปล่า คำตอบคงไม่ใช่หน้าที่ของผม บันทึกเรื่องนี้เป็นเพียงการถ่ายทอดเรื่องราวจากปากของผู้คนในอีกฝากหนึ่ง ฝากฝั่งที่ถ้าไม่ได้ลองมาสัมผัส คงไม่อาจล่วงรู้ความเป็นไป

                ไม่มีอุดมการณ์อันแรงกล้า ไม่มีอุดมคติอันงดงาม ไม่ใช่ความหมายทั้งหมดของชีวิตที่ดีงาม

                ชอบหรือชัง พวกเธอก็มีเลือดเนื้อ และเป็นประชากรของโลกใบนี้โดยสมบูรณ์

                 ทุนนิยมงี่เง่า บริโภคนิยมห่วยแตก วัตถุนิยมไร้สาระ

                ถึงกระนั้น ‘ความเข้าใจ’ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของทุก ‘ปัญหา’

                ใครมีความเห็นเพิ่มเติม

*****

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
3939900209466 วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 21.25 น.
http://www.oknation.net/blog/pinitsatayanon
อหังการ์บันดาลอนันต์วาว เขียนใจให้ลือฉาว อกาลิโกฯ


มาอ่านครับ
ความคิดเห็นที่ 3
KBandid วันที่ : 10/01/2008 เวลา : 17.03 น.
http://www.oknation.net/blog/bandid

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ช้าไปนิด

เราไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่องนี่คะ ไม่มีทฤษฎีไหนบอกว่าการกระทำของคนปกติอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเรื่องไร้สาระ หรือไม่ไร้สาระ ถ้าการกระทำนั้นไม่ได้ทำให้ใคร ต้องเดือดร้อน

สิ่งที่คิดกันด้วยเหตุผล ย่อมไม่เหมือนกันในความเห็นของแต่ละคน อย่าไปตัดสินการกระทำบางอย่างที่เราเห็นต่างว่าเป็นสิ่งไร้สาระเลยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 2
เพลงฝน วันที่ : 09/01/2008 เวลา : 16.31 น.
http://www.oknation.net/blog/hyacinth
"รอยหายใจเป็นเช่นการสลักบาดแผลใหม่ให้กับชีวิต" 

มีแม่ติดเอเอฟค่ะ...เลยต้องดูด้วย
กินข้าวเย็นแม่ยังรอกินพร้อมพวกเอเอฟเลย (ฮา)
ขอมองประเด็นนอกก่อนเรื่องแฟนคลับนะคะ

คือช่วงที่ทรูเอาเอเอฟ4 มารีรันช่องเดิม
เคยพลาดวันที่ปุยฝ้ายออก
พอมาได้ดู...แล้วรู้สึก...เฮ้ย...
สังคมในบ้านเอเอฟมันก็สังคมเราดีดีนี่เอง
คุณปฎิเสธได้เหรอว่า...บนความสำเร็จของคุณไม่ได้อยู่บนความเจ็บปวดทั้งจากหัวใจคุณเอง
และความรู้สึกของคนที่มองไม่เห็นอีก

แหะๆ มาเรื่องแฟนคลับ

เราเป็นแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มาอาศัยโลกใบนี้เพียงชั่วขณะลมหายใจ
อย่าไปวิพาษ์ตัดสินเลยค่ะ...ว่าการกระทำเช่นนั้นมันถูกหรือผิด
เหมือนคุณชอบอ่านหนังสือ แต่คนรักคุณชอบดูทีวีโดยเฉพาะละครหลังข่าว
คุณจะบอกเธอมั้ย...ละครหลังข่าวน่ะมันไร้สาระทั้งเพ
น้ำเน่าอย่างสุดจะหาที่ติ
ฉันเองแต่ก่อนก็ไม่ดูหรอกค่ะ..แต่พออยู่บ้านกับแม่แล้วแม่เราชอบดู
ปล่อยแม่อยู่คนเดียวก็กลัวแม่จะเหงา
เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้นั่งอยู่ด้วยกันอีกนานเท่าไหร่
เพียงแต่ว่ายามดู...เราตระหนักรู้ความเป็นไปก็พอ

เหมือนที่เมื่อวานแม่ฉันทิ้งงานแต่งมานั่งเฝ้า "จำเลยรัก"
ทั้งๆ ที่ดูมาแล้วไม่รู้ตั้งกี่รอบ
เนื้อหามันก็เดิมๆ ล่ะค่ะ
แต่นิสัยตัวละครมันไม่เหมือนเดิม
ถ้าว่างคุณลองสังเกตดูสิ...โศรยา ๒๕๕๑ นี่สาวสมัยนี้ของแท้
ไม่ใช่แม่โศรยาที่เอาแต่ก้มหน้ารับชะตากรรมที่ตนไม่ได้ก่อหรอกนะคะ

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เลือกเราว่าเราต่างเลือกบนพื้นฐานความสุขของเรา
เพียงแต่หาความพอดี หาจุดสมดุลในการยืนอยู่บนพื้นที่ให้เป็นก็พอ
ความคิดเห็นที่ 1
ก้อนหินรำพัน วันที่ : 09/01/2008 เวลา : 11.15 น.
http://www.oknation.net/blog/LOSTGEO


โดยความคิดธรรมดานะครับ..

ผมเคารพในความหลากหลายและคิดต่างของผู้คนในสังคมพอควร...

เรื่องไร้สาระ--หากจะมองไปก็มีกันทุกคน อยู่ที่ว่าจะทำกันในแง่ไหน...

เพราะบางหนชีวิตก็ไม่ได้ต้องการสาระตลอดเวลา...

ใช่--อาจไร้สาระ แต่มันก็เป็นความสุขของตัวเขาเอง

แต่หากถึงขนาดตามติดอยู่ตลอดเวลา--ทุกหนแห่งแม้กระทั่งต่างจังหวัด..นั่นผมก็ว่าเกินไปหน่อยมั้ย...

รักและชอบ..ไม่ได้หมายถึงต้องเฝ้าตามกันทุกฝีก้าว..ดูแลกันทุกสัมผัสขนาดนั้น...

วิจารณ์ด้วยความปรารถนาดีครับ...ขอบคุณครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน