• สันติสุข/กาญจนประกร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : oakky7@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-14
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 7252
  • จำนวนผู้โหวต : 47
  • ส่ง msg :
หากเรายังมีที่นั่งในหัวใจ
ทรรศนะต่อโลก ต่อสังคม เเละต่อความหมายของชีวิต ผ่านเรื่องราวมากมาย เราอาจทะเลาะกันน้อยลง 'หากเรายังมีที่นั่งในหัวใจ'
Permalink : http://www.oknation.net/blog/mindmag
วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม 2551
ผู้หญิงสายรุ้ง ; รักเร้นในโลกคู่ขนาน
Posted by สันติสุข/กาญจนประกร , ผู้อ่าน : 221 , 09:14:49 น.  
พิมพ์หน้านี้


ผู้หญิงสายรุ้ง ; รักเร้นในโลกคู่ขนาน

 

เรื่อง : สันติสุข กาญจนประกร

 

               

ฉาก : ริมชายหาดแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น

                *ระลอกคลื่นแล่นไล่กันบนผืนน้ำสีครามเข้ม ก่อนม้วนตัวสาดกระทบฝั่งครืนครัน ละอองน้ำเค็มกระเซ็นซ่านเป็นพรายฟองฝอยแล้วแตกตัวม้วนคืนสู่ห้วงมหาสมุทร บนผืนทราย แพผักบุ้งทะเลพลิกพลิ้วล้อแรงลม ความเงียบลอยอ้อยอิ่ง หญิงสาวสองคนจ่อมตัวเองลงบนพื้นพรมธรรมชาติอันละเอียดนุ่ม ทั้งคู่เหม่อมองไปยังเส้นขอบฟ้า

                “ฉันชอบเธอ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะทกสะท้าน พลางซุกใบหน้าลงกับหัวเข่า เรือนกายของเธอสั่นระริก ความประหวั่นพรั่นพรึงจู่จับทั่วสรรพางค์กาย

                เพื่อนสาวรุ่นราวคราวเดียวกันจดจ้องทุกอากัปกิริยาของหญิงสาวนิ่ง ขณะที่หญิงสาวผู้เปิดการสนทนาชันกายลุกขึ้น แล้วลุกเดินหนีไปด้วยจิตใจอันปวดร้าว

                ขณะสืบเท้าไปบนสันทราย เสียงเรียกของเพื่อนสาวทำให้เธอต้องชะงักงัน พุ่มผมตกปิดคลุมใบหน้า หัวไหล่ทั้งสองข้างลู่ตกราวคนพ่ายแพ้ต่อโลก เสียงคลื่นกระทบฝั่งโรยตัวคั่นทุกความเคลื่อนไหว ดอกหญ้าลู่ระเนนเอนพลิ้วด้วยแรงลง ลมหายใจของสรรพสิ่งคล้ายหยุดนิ่ง...รอคอย

เพื่อนสาวเคลื่อนตัวเข้าประชิด

                “หมายความว่า...เธอรักฉันหรือ” เพื่อนสาวเอ่ยถามพร้อมระบายรอยยิ้ม “ฉันดีใจนะ”

                หญิงสาวทิ้งตัวลงกับพื้นทราย ส่งเสียงครางสะอื้นไห้ เพื่อนสาวนั่งลงเคียงข้าง ยื่นมือลูบไล้ใบหน้าราวต้องการปลอบประโลม ก่อนที่ริมฝีปากคู่นั่นจะเคลื่อนเขาหากัน

สงบนิ่ง เนิ่นนาน...

               

                อารัมภบท

                ‘สีรุ้ง’ เป็นสีสัญลักษณ์ล่าสุดของคนรักเพศเดียวกัน รวมไปถึงกลุ่ม ‘หญิงรักหญิง’ หรือที่นิยมเรียกขานกันว่า

‘เลสเบี้ยน’  

                ปี ค.ศ.1978 ศิลปินชาวเกย์ในซานฟานซิสโก นาม ‘กิลเบิร์ต เบเกอร์’ ทนเสียงเรียกร้องของเพื่อนๆนักกิจกรรมทางสังคมที่ต้องการมีสัญลักษณ์ของตัวเองไม่ไหว จึงได้ลงมือตัดเย็บ ย้อมสี ประดิษฐ์ธงสีรุ้งขึ้น ซึ่งครั้งแรกนั้นประกอบด้วยสีถึง 8 สี และล้วนมีความหมายทั้งสิ้น

                สีชมพูหมายเรื่องเรื่องเพศ สีแดงหมายถึงชีวิต สีส้มหมายถึงการเยียวยา สีเหลืองคือพระอาทิตย์ สีเขียวคือธรรมชาติ สีฟ้าคือศิลปะ สีครามแทน ความผสานและกลมกลืน และสีสุดท้ายคือม่วง แทนจิตวิญญาณของคนรักเพศเดียวกัน

                หลังจากทำธงผืนนี้เสร็จ ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวเลสเบี้ยนและเกย์ในแถบซานฟานฯ เป็นอย่างมาก เบเกอร์จึงได้ติดต่อบริษัททำธงให้ช่วยผลิตธงดังกล่าว แต่ปรากฏว่าบริษัททำธง ไม่สามารถผลิตสีชมพูสดได้ จึงขอต่อรองตัดสีชมพูออก

                โอกาสที่ธงสีรุ้งได้มีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ คือในงานเดินขบวนของชาวเกย์ ที่จัดเพื่อระลึกถึง ‘ฮาร์วีร์ มิลค์’ เกย์นักการเมืองชื่อดังที่ถูกฆาตกรรมตอนปลายปี โดยนักการเมืองด้วยกันที่มีความเกลียดชังคน เป็นเกย์โดยไม่มีสาเหตุ

                ในการเดินขบวนครั้งนั้น มีการตัดสีเหลือเพียง 6 สี ซึ่งในปัจจุบัน ธงสีรุ้ง 6 สี ก็ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการแล้วจากสภาผู้ทำธงนานาชาติ (International Congress of Flag Makers) ว่าเป็นธงของชาวเลสเบี้ยนและเกย์ ซึ่งชาวหญิงรักหญิงและชายรักชายทั่วโลก ก็เข้าใจในความหมายของสีนี้เป็นอย่างดี

 

ตามหาความหมายระหว่างบรรทัด ขบวนที่ 1

สถานที่ : กรุงเทพมหานคร

 

กราฟฟิคดีไซน์                             :              น่าจะเป็นพฤติกรรมและนิสัยรักร่วมเพศของเพศหญิง คิดว่าเลสเบี้ยน

น่าจะมีความเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแสดงอาการของ   

เพศชายเหมือนการเป็นทอม ถึงอย่างไรก็คิดว่า เป็นเรื่องของจิตใจมากกว่าครับ ประมาณว่าอาจเคยไม่พอใจพฤติกรรมทาง

                                                                เพศของเพศชาย ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้ามันลำบาก ก็อย่าฝืนเป็นเลย      

ผู้ประสานงานรายการวิทยุ               :             พูดถึงเลสเบี้ยนจะนึกถึงคำว่าเกย์ครับ เพราะอย่างไรก็เป็นชาวโฮโมเซ็กซ์

ช่วล และก็มีแอบอิจฉา เพราะคิดว่าเหล่าเลสเบี้ยนคงหน้าตาดี อีกอย่างคือนึกถึงดารา นักแสดง หรือคนดัง เพราะคนเหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์ สุดท้ายก็อยากบอกว่า โลกมันเป็นอะไรไปหมดแล้วนี่ หลายอย่างเริ่มผิดเพี้ยน ทั้งๆ ที่ธรรมชาติก็สร้างมาให้คู่กันแล้ว บางทีอาจเพราะภาวะโลกร้อน...อิอิ

โปรดิวเซอร์รายการทีวี                    :             คงเป็นผู้หญิงรักเพศเดียวกันที่มีเพศสัมพันธ์แปลกๆ ใหม่ๆ เวลารักกันก็

จะทุ่มเทมากโดยไม่คิดถึงตัวเอง และคนรอบข้าง เหมือนคนขาดสติ ไร้เหตุผล ประมาณว่าโลกทั้งใบมีแค่เราสองคนค่ะ

นักศึกษา                                    :               ส่วนมากไปไหนต้องไปด้วยกันตลอด ไม่เคยห่างกันเลย ดูแล้วคู่เลสเบี้ยน

ก็มีความสุขดีนะคะ

ผู้สื่อข่าว                                     :               เคยเห็นเวลาพวกเธอออกไปดูหนังฟังเพลง หรือซื้อของใช้ส่วนตัวตาม

ห้างสรรพสินค้า ก็เหมือนคนอื่นๆ เป็นเรื่องปกติครับ

นักศึกษา                                    :               เรื่องการหลับนอนด้วยกัน พวกเลสเบี้ยนอาจจะมีความสุขน้อยกว่าคู่ปกติ

ก็ได้นะคะ แต่ตรงนั้นไม่สำคัญ สำคัญที่ความเข้าใจมากกว่าค่ะ

 

สะพานสายรุ้ง

เสียงสะท้อนจากแถบบันทึก ; สำนวนคำให้การแฟ้มที่ 1

 สถานที่ : ห้องประชุม ชั้น 4 อาคาร ปปง. สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (บ่ายโมงตรง   

 แดดนอกหน้าต่างยังแผดแรง)      

                การจราจรช่วงเที่ยงวันบริเวณใจกลางเมืองหลวงแน่นขนัด กลุ่มหนุ่มสาวคนทำงานพาร่างอิดโรยหลบเข้าร้านร่วมสมัยเพื่อหาอาหารเจือจางน้ำย่อยในกระเพาะ เสียงแตรจากพาหนะหลายล้อดึงอึงอล เด็กขายพวงมาลัยหลบไอร้อนจากดวงอาทิตย์อยู่ใต้สะพานลอย สีหน้าของพวกเขาไม่ค่อยสู้ดีนัก  

                หลังเดินฝ่าเปลวแดดที่เต้นเป็นตัวระยิบอยู่บนท้องถนน ผมพบตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องประชุมชั้น 4 ของตึกย่านสะพานหัวช้าง เก้าอี้ตัวที่เหลือยังว่างเปล่า คล้ายไม่เคยมีคนนั่งมาแรมปี กระไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศแผ่ซ่านคลี่คลุม

ผมเหม่อมองไปยังหมู่ใบไม้ด้านนอกหน้าต่างที่ไหวพลิ้วยามต้องลม มันถูกนำมาตกแต่งอยู่บนชั้นนี้ด้วยมาดหมายให้ช่วยลบล้างความแข็งกระด้างในใจของผู้คน ด้านล่างตึก นักข่าวจากหลายสำนักเดินกันพลุกพล่าน อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประกาศลาออกจากกรรมการสิทธิมนุษยชน ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

น่าสนใจ แต่ยังไม่ใช่วันนี้ ผมนัดหมายพูดคุยกับ ‘ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่’ ผู้ก่อตั้ง ‘กลุ่มสะพาน’ กลุ่มคนเล็กๆ ที่รณรงค์ด้านสื่อเพื่อความเข้าใจความหลากหลายทางเพศ ไม่กี่ประโยคในเว็บไซต์ของกลุ่มบอกเจตนารมณ์เหล่านั้นไว้ชัดเจน

1. เพื่อลดอคติและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับสังคมไทยในเรื่องความหลากหลายทางเพศ

2. เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเท่าเทียมด้านสิทธิมนุษยชนต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ

3. เพื่อร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในการรณรงค์ลดอคติ และยุติความรุนแรงต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลาย

ทางเพศ                  

                “สวัสดีค่ะ พี่เล็ก-ฉันทลักษณ์ค่ะ” ผมหันหน้าออกจากหน้าต่างไปยังต้นเสียง หญิงร่างเล็กผมซอยสั้นเดินผ่านประตูเขามาในห้อง เธอทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ที่หัวโต๊ะ

                ผมกดปุ่มเทปบันทึกเสียง

                ผู้ให้การ : ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ – ผู้ก่อตั้งกลุ่มสะพาน

               

                “คำว่า ‘เลสเบี้ยน’ ในภาษาอังกฤษนั้น เหมือนกับคำว่าหญิงรักหญิงในภาษาไทย ส่วนทอมกับดี้เป็นกลุ่มย่อยในคำว่าหญิงรักหญิงอีกทีหนึ่ง มันเป็นเรื่องของรายละเอียดในการนิยามของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น ทอม ดี้ เลสเบี้ยนคิง เลสเบี้ยนควีน แต่ทั้งหมดก็อยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน นั่นคือคำว่า ‘เลสเบี้ยน’ ซึ่งคำพวกนี้จะบอกวิถีการมีเพศสัมพันธ์ด้วย

“อย่างคนเป็นทอมเราจะรู้กันดีว่าเขามีภาพลักษณ์ บุคลิกภายนอกอย่างไร มันมีอัตลักษณ์ทางเพศที่เข้มข้น เข้มแข็ง มีความชัดเจน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาอยากเป็น ‘ผู้ชาย’ เพียงแต่เขาชอบผู้หญิง และชอบแต่งตัวแบบทอมบอยเท่านั้น ส่วนผู้หญิงที่เป็นดี้เราดูไม่ออกหรอก เขาเหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไป

“ทอมบางคนอาจไม่ยอมให้แฟนตัวเองถูกตัว ไม่ให้เห็นหน้าอก เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่แสดงความเป็นผู้หญิง เขาจะใส่เสื้อผ้า ซึ่งจะมีศัพท์เรียกลงไปอีกว่า ‘ทอมวันเวย์’ เวลามีเพศสัมพันธ์จะเป็นฝ่ายรุกอย่างเดียว ในขณะที่ทอมทูเวย์ เขารับได้กับการที่แฟนจะให้ความสุขทางเพศกลับคืน เหมือนคนมีเพศสัมพันธ์ทั่วๆ ไป

“อีกประเภทคือพวก ทรานส์เจนเดอร์ ถ้าเป็นทอมเรียกว่า ‘ทอม-ทรานส์เจนเดอร์’ คนพวกนี้รู้สึกว่าตัวเองเกิดมาผิดเพศ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่รักผู้หญิงด้วยกัน แต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่เกิดผิดร่าง รู้สึกว่าอยู่ในเพศที่ไม่ตรงกับร่างกายของตัวเอง ดังนั้นวิธีแก้ไขคือการผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้ชายเลย เหมือนกะเทยชายที่ต้องการแปลงเป็นเพศหญิง

                “ในเมืองไทยจะมองเลสเบี้ยนว่าหมายถึงผู้หญิงสาวทั่วไป จะไม่มีใครที่มีบุคลิกเป็นชาย แต่ในต่างประเทศนั้น ใครเป็นหญิงรักหญิงก็คือเลสเบี้ยนทั้งนั้น คุณจะไปมีวิถีชีวิตย่อยลงไปอย่างไร นั่นก็เป็นเรื่องของคุณ เมืองไทยมันมีความซับซ้อนในการใช้คำ มีหลายมิติ ในขณะที่ทอมไทยเองก็ไม่ชอบให้ถูกเรียกว่าเป็นเลสเบี้ยน เพราะภาพของเลสเบี้ยนที่รับรู้กันในสังคมไทย มันถูกนำเสนอผ่านหนังโป๊เสียเยอะ คนที่เป็นทอมรู้สึกว่าเขาไม่ใช่อย่างนั้น       

                “มันเป็นเรื่องของการให้คุณค่าตามความคิดของแต่ละคน เลสเบี้ยนเองก็ไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่าทอม เพราะทอมคือการที่ไปเลียนแบบผู้ชาย เขาเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวสวยๆ เหมือนผู้หญิงทั่วไปนี่แหละ ดังนั้นไม่ชอบให้ใครมาเรียกเขาอย่างนั้น น่าเสียดายที่พอความคิดไม่ตรงกัน เราก็กันเขาออกไปจากกลุ่ม รับไม่ได้ ตรงนี้ต้องยอมรับ 

                “กลุ่มหญิงรักหญิงเเบบที่เคยแต่งงาน มีสามีมีลูกมาแล้ว จากนั้นจึงค่อยมาคบเพศหญิงด้วยกัน คือชอบได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย คนพวกนี้จะถูกแอนตี้ ถูกมองว่าไม่เอาสักอย่าง ไม่เลือกผู้หญิง ไม่เลือกผู้ชาย อยู่กลางๆ คนที่เป็นไบ (ไบโอเซ็กซ์ช่วล) มักถูกเลือกปฎิบัติ”

                ผู้ให้การนิ่งคิด 5 วินาที หลังจากที่ผมป้อนคำถามถัดไป

                “การที่ใครสักคนจะเป็นเลสเบี้ยนนั้น ในทางวิชาการอาจบอกได้ว่า มันมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนหรือยีนส์ในตัวมนุษย์ แต่โดยส่วนตัว การรักเพศเดียวกันมันไม่เฉพาะเจาะจง อย่างเราบอกว่าอยู่โรงเรียนผู้หญิงล้วน จะทำให้เป็น ในขณะเดียวกันคนจำนวนมากก็เคยผ่านการเรียนโรงเรียนผู้หญิงมา ก็ออกมาแต่งงานมีครอบครัวกันเยอะแยะ

                “ถ้าจะถามถึงสาเหตุ ร้อยคนมันก็ร้อยสาเหตุ ว่ามันเกิดจากอะไร สรุปคือว่า มันไม่มีข้อสรุป ที่สำคัญคือ มันมีการเลื่อนไหลทางเพศได้ในความรู้สึกของมนุษย์ เอาง่ายๆ จากที่เคยรักใครสักคน แต่วันหนึ่งที่คุณหมดรัก คุณก็ยังเปลี่ยนตัวบุคคลไปรักคนอื่นได้ มันก็เลื่อนไปคนโน้นคนนี้ ในวิถีทางเพศมันก็ไม่ได้แตกต่างกัน ถ้าคุณไม่ปิดกั้นความรู้สึกตัวเอง มันอาจเลื่อนจากผู้หญิงไปผู้ชาย หรือผู้ชายไปผู้หญิงก็ย่อมได้ มันมีอะไรเกิดขึ้นได้เยอะแยะมากมาย ระหว่างช่วงชีวิตของคนเรา ถ้าคุณไม่ยึดติดว่าโลกนี้จะต้องมีความรักแบบต่างเพศเท่านั้น ในทางวิทยาศาสตร์สามารถยืนยันถึงการเลื่อนไหลตรงนี้ได้ ในขณะเดียวกัน กลุ่มที่ไม่สามารถรักคนต่างเพศได้ก็มี” 

                “มาทำกลุ่มสะพาน คุณเห็นความเหลื่อมล้ำอะไรในสังคม” ผมถาม

                “ในสังคมปัจจุบัน สื่อจะนำเสนอข่าวคนรักเพศเดียวกันในด้านลบมาโดยตลอด ประมาณว่าทอมโหด เกย์โหด มองว่าคนพวกนี้อารมณ์รุนแรง เป็นโรคจิต เป็นด้านลบเสียส่วนใหญ่ ทั้งเรื่องของศัพท์แสง หรือที่เขาเรียกว่าวาทกรรม ทำให้เป็นการ ‘ผลิตซ้ำอคติกับสังคม’ ตอกย้ำให้คนเสพข่าวรับรู้ว่าพวกนี้มันโหดจริงๆ คนอ่านเองก็ไม่ได้อ่านละเอียดมาก ไม่ได้วิเคราะห์ต่อจากนั้น ทำให้เกิดปัญหาติดตามมา ยิ่งทำให้สังคมกีดกัน กดดัน เก็บกด และก็เกิดปัญหาตามมา วนเวียนไม่รู้จบ เรารู้สึกว่าทำไมมันเป็นอย่างนั้น จึงอยากทำสื่อที่นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนเหล่านี้ในแบบธรรมดาๆ บ้าง

                “มีการศึกษาวิจัยจากมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิงว่า การนำเสนอภาพของคนที่เป็นเกย์-เลสเบี้ยนว่ามันมีอคติจริง สื่อสร้างอคติ และอคติเหล่านี้มันก็มากดกลุ่มคนเหล่านี้ และก็นำไปสู่ปัญหาความรุนแรงอย่างที่สื่อพูดในที่สุด ยกตัวอย่างง่ายๆ มีหญิงรักหญิงหลายคู่ที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวเองได้ หรือไม่ที่บ้านก็รู้สึกว่าการที่เป็นแบบนี้มันผิดปกติ ทำไม่ได้ ไม่ควรทำ ทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสียหาย แล้วคนเหล่านั้นก็กดดัน นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ตรงนี้เป็นเรื่องจริง

                “ยิ่งสังคมไทยเป็นสังคมโครงสร้างแบบผู้ชายเป็นใหญ่ ก็มักมองว่าคนที่มีวิถีทางเพศแบบไม่อยู่ในร่องในรอยตามที่สังคมผู้ชายเป็นใหญ่กำหนด คือจะต้องแต่งงานกับเพศตรงข้าม เมื่อก่อนเพศสัมพันธ์ถ้าไม่อยู่ในการสมรสยังเป็นเรื่องผิดปกติเลย แล้วนี่ยิ่งเป็นเรื่องของเพศเดียวกันด้วยแล้ว ยิ่งผิดปกติมาก ความที่ถูกมองว่าวิปริต ไม่ดีงาม ไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำ มันก็สร้างสมมาเรื่อยๆ กลายเป็นอคติก้อนมหึมา เราจึงต้องค่อยๆ แก้ไขมัน นี่คือสิ่งที่กลุ่มสะพานพยายามทำอยู่”

                ปุ่มสีแดงบนเทปบันทึกเสียงดีดตัวเองขึ้น ผมถอนหายใจ ยืนมือไปกลับหน้าเทป

“กลุ่มสะพานเน้นด้านสื่อเป็นหลัก รวมถึงงานรณรงค์ด้านที่เป็นนโยบายของรัฐด้วย คือต้องไม่เกิดการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ เราเองพยายามทำหลายๆ อย่าง รายการโทรทัศน์ก็เคยทำ ออกอากาศที่เชียงใหม่ ทำได้ 4-5 เทป แต่ไม่มีเวลา ตอนนั้นใช้ชื่อรายการว่าสะพานสายรุ้ง ทำหนังสั้นบ้าง แต่เน้นเรื่องหนังสือเล่มเป็นหลัก เพราะมันเป็นสายงานที่ถนัด ทั้งเรื่องสั้น นิยาย ที่เกี่ยวกับประเด็นความหลากหลายทางเพศ

“เราคิดว่ามันน่าจะเป็นสะพานเชื่อมที่ก่อให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ใช่อคติ เป็นมุมมองอีกด้านว่าคนพวกนี้ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนคนทั่วๆ ไป เพียงแต่มีวิถีทางเพศที่ชอบเพศเดียวกัน แค่นี้เอง ด้านอื่นก็ปกติ มีอกหัก รัก เศร้า ผิดหวัง สมหวังเหมือนกัน ซึ่งมันไม่อยู่ในสื่อกระแสหลัก

                “คิดว่ามันน่าจะเชื่อมได้สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ เราเติบโตมากับการอ่าน ด้วยความที่เป็นบรรณาธิการนิตยสารวัยรุ่นอยู่ด้วย จึงรู้สึกว่ามันน่าจะสะเทือนถึงคนรับได้บ้างไม่มากก็น้อย นักเขียนก็เป็นคนทั่วๆ ไป อาจไม่ใช่คนที่เป็นเกย์หรือเลสเบี้ยนก็ได้ แค่พูดถึงในมิติที่ว่าเป็นมุนษย์ธรรมดา แค่นั้นเอง นักเขียนที่ส่งเรื่องเข้ามา ส่วนใหญ่เป็นนักเขียนผู้ชายด้วยซ้ำไป

                “ที่กังวลคือในช่วงนี้มีกระแสต่อต้านสื่อลามกอนาจาร กลัวว่าคนจะเข้าใจไปอย่างนั้น แค่เห็นคำว่าหนังสือเกย์-เลสเบี้ยนก็เข้าใจกันไปผิดๆ แล้ว เหมือนการดูหนังเกย์ หนังเลสเบี้ยน ก็จะคิดไปว่าเป็นหนังโป๊ มันเป็นอคติที่อยู่ในหัวคน คนกลัว ‘เพราะเป็นสิ่งที่ไม่รู้’ ได้ยินก็โยงไปเรื่องเพศตลอด หลายคนไม่เคยเห็นกับตาด้วยซ้ำ อีกอย่างคือการให้สัมภาษณ์ หรือเขียนบทความลงตามสื่อต่างๆ มันก็ช่วยได้ ทั้งนี้ การทำงานเราไม่ได้เล็งผลว่าในชั่วชีวิตจะต้องเกิดอะไรขึ้นแบบไหน แต่มันก็ดีขึ้นนะ รูปแบบการใช้ชีวิตของเด็กยุคใหม่ง่ายขึ้นมาก เมื่อก่อนนี้ชีวิตรันทด บัดซบมาก แถมยังโดดเดี่ยว”

 

ตามหาความหมายระหว่างบรรทัด ขบวนที่ 2

                สถานที่ : กรุงเทพมหานคร

 

ครีเอทีฟ                                     :               ทอมกับดี้ชอบแสดงออกมากเกินปกติ พูดง่ายๆ เลยคือชอบเก๊ก คุณจะ

เก๊กทำไม เห็นแล้วรำคาญ ไร้สาระ ยิ่งอยู่ในที่สาธารณะ เห็นชอบกอดกันกลม แค่อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาแสดงในที่สาธารณะก็พอครับ คุณจะเป็นอย่างไรก็ช่าง              

พ่อค้าปลาสวยงาม                        :             คงเป็นเรื่องขี้หึงเกินเหตุครับ รู้ว่าตัวเองไม่มีอะไรดี ถ้าแย่งผู้หญิงจาก

ผู้ชายคงไม่ได้ เลยหึงโอเวอร์ อีกอย่างคือชอบปล่อยมุกจีบหญิงแบบกระบือๆ พฤติกรรมแบบนี้ผู้ชายทำยังทุเรศเลย ส่วนดี้ที่อ้างว่าผิดหวังเรื่องความรักจากผู้ชาย ไม่มอง ไม่เปิดโอกาสให้ตัวเอง อยากให้อย่าเหมาว่าผู้ชายไม่ดีไปเสียหมด

พนักงานการเงิน                           :               ไม่เข้าใจเลยค่ะ ทำไมถึงไม่พอใจในเพศที่แม่ให้มา กิริยาท่าทางก็ดูแข็ง

กระด้าง ดูไม่ดี บางทีแสดงออกทางอารมณ์มากเกินไปจนน่าเกลียด 

โปรแกรมเมอร์                              :               ส่วนตัวแล้วยอมรับได้นะ มองว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลค่ะ แต่สังคมไทยบ้าน

เรา มีการยอมรับชายรักชายมากกว่า ‘หญิงรักหญิง’ กลุ่มหญิงรักหญิงไม่มีพื้นที่เปิด ไม่เหมือนพวกเกย์ ที่มีผับมีสถานที่บันเทิงเฉพาะคอยรองรับ  

เลขานุการ                                     :            ยอมรับให้เลสเบี้ยนเข้ามาอยู่ในสังคมได้ค่ะ เพราะการจะวัดคนนั้น ไม่ได้

ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการเป็นเลสเบี้ยนเท่านั้น ต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งถ้าเป็นแล้วเป็นคนดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ไม่มีข้อที่จะรังเกียจ บางทีกลุ่มคนพวกนี้อาจมีมุมมอง และวิสัยทัศน์ที่ดี ๆ ที่คนกลุ่มใหญ่ในสังคมไม่เห็นเหมือนกับที่พวกเขาเห็นก็เป็นได้

 

รักเร้นในโลกคู่ขนาน

เสียงสะท้อนจากแถบบันทึก ; สำนวนคำให้การแฟ้มที่ 2

 สถานที่ : ห้องประชุม ชั้น 4 อาคาร ปปง. สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (บ่ายสองโมง   

 ฝน ทำท่าจะตก)    

               

เทปบันทึกเสียงยังหมุนต่อเนื่อง

                ผู้ให้การ : ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ – ผู้ก่อตั้งกลุ่มสะพาน

 

                “ที่พูดกันว่าคนเป็นทอมชอบแสดงออกอย่างโอเวอร์นั้น มันก็เเล้วแต่คน ซึ่งตรงนี้สำคัญ เพราะมันคือการแสดงอะไรบางอย่างออกมาปกปิดความอ่อนแอของตัวเอง คนเป็นทอมก็ไม่ได้มั่นใจในสิ่งที่เขาเป็นสักเท่าไหร่ เลยต้องทำให้ดูเข้มแข้ง ว่าสามารถดูแลคู่ของตัวเองได้ แต่ที่เหมารวมว่าอารมณ์รุนแรงนั้น สิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาก็คือ การที่สังคมมันกดด้วยอคติ กดด้วยปัจจัยภายนอก ทั้งการไม่ยอมรับ พ่อแม่ดุด่า เวลามีปัญหาจึงแสดงออกค่อนข้างรุนแรง มันเป็นปัญหาซ้อนกันหลายชั้น นอกเหนือไปจากที่คนๆ นั้นเป็นคนที่อารมณ์รุนแรงอยู่แล้ว ซึ่งผู้หญิงผู้ชายก็เป็นเหมือนกัน 

                ”ส่วนเรื่องความหึงหวงที่มีมากนั้น มันเกิดจากการที่คนกลุ่มนี้จะมีแฟนสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้หญิงจะมาคบทอมมันยากมากกว่าการที่ผู้หญิงผู้ชายรักกัน การเข้าหาใครสักคนก็ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เมื่อได้ใครมาเป็นคู่ จึงเหมือนเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ เขาเลยแสดงออกมากกว่าปกติ โดยเฉพาะคนเป็นทอมที่รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งสังคมก็ทำให้เขาไม่มั่นใจตรงนี้ด้วย

                “ในแง่ของกฎหมาย หรือนโยบายนั้นเริ่มมีความก้าวหน้ามากขึ้น อย่างในรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด ก็มีความพยายามที่จะให้เพิ่มเติมกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเข้าไปในร่าง เพื่อไม่ให้มีการละเมิด หรือเลือกปฏิบัติ แต่ยังไม่ได้หรอก ตอนแรกคิดว่าจะอยู่ในมาตรา 30 ที่เป็นเรื่องสิทธิความเท่าเทียมระหว่างผู้หญิงผู้ชาย เราให้เพิ่มคำว่าบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าไปด้วย แต่มันไม่ทัน ตอนนี้ก็เขียนอยู่ในบันทึกเจตนารมณ์     

                “ถ้าจะคำนึงถึงความเท่าเทียม ทำไมไม่ให้คนกลุ่มนี้เข้าไปด้วย ก็มีการเสนอไป ให้ทาง สสร. ทำการเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ผ่าน จริงอยู่ ทางกฎหมายอาจช่วยอะไรได้ไม่มากในแง่ของการปฏิบัติ ในสภาพสังคมที่ยังไม่เข้าใจ แต่มันคือจุดเริ่มต้น การถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคนกลุ่มนี้มีตัวตน การทำงานในระดับสร้างความเข้าใจต่อบุคคลทั่วไปก็สามารถทำได้ต่อไป

                “คนกลุ่มนี้อาจไม่ได้นึกถึงเรื่องตัวตน แต่สิ่งที่ต้องการคือการเเก้ปัญหา คนที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้วมันก็มีปัญหาในการใช้ชีวิตมากๆ ตัวเป็นผู้หญิง แต่คำนำหน้านามเป็นผู้ชาย สมัครงานก็ไม่ได้ เดินทางต่างประเทศก็ลำบาก กฎหมายมันไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม ต้องแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คน ไม่อย่างนั้นจะสร้างปัญหาให้แก่คนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้อยู่ตลอด

                “อย่างการจดทะเบียนสมรสของคนรักเพศเดียวกัน เมื่อมีการรับรองโดยการจดทะเบียน มันช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ เมื่อแก้ได้ ตัวตนมันก็จะตามมา แค่ให้ได้รับความสะดวกเหมือนคู่ต่างเพศได้รับเท่านั้น เช่นได้รับการยอมรับจากรัฐ จากสังคม ในขณะที่ตอนนี้การให้ผลประโยชน์จากรัฐก็ไม่มี อย่างเรื่องภาษี คู่หญิงชายก็สามารถลดหย่อนภาษีได้ หรือถ้าอีกคนทำงานสายการบิน คู่ก็จะได้รับสวัสดิการด้วย รวมถึงเรื่องของการกู้เงินซื้อบ้าน ผู้หญิงกับผู้หญิง หรือผู้ชายกับผู้ชายกู้ไม่ได้ เพราะมองว่าเดี๋ยวอารมณ์รุนแรงก็ฆ่ากันตาย ทำประกันก็ไม่ได้

                “เขาอยากให้มีการจดทะเบียนของคนที่เป็นเพศเดียวกัน อยู่ด้วยกัน ไม่ต้องแต่งานก็ได้ ให้มีการรับรู้ ให้มีการยอมรับโดยมีกฎหมายรับรอง มันจะช่วยให้เกิดการยอมรับจากสังคม ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาคือพ่อแม่เห็นลูกกับแฟนอยู่ด้วยกัน ก็กังวลว่าแก่เฒ่าไปจะอยู่อย่างไร ใครจะดูแล เขาเป็นห่วงตรงนี้มากกว่า ถ้ามีกฎหมายรองรับ มันจะช่วยให้เกิดความสบายใจกันทุกฝ่าย

                 “ซึ่งจริงๆ ปัญหาในการใช้ชีวิตอาจมีไม่มาก แต่อย่าลืม การดำเนินชีวิตของมนุษย์มันต้องมีการทำงาน และการทำงานมันก็คือสิ่งที่ยากสำหรับคนที่เป็นรักร่วมเพศ โดยเฉพาะที่มีบุคลิกการแสดงออกอย่างชัดเจน มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน บางคนเรียนจบวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่ด้วยความที่เป็นคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งมีบุคลิกภายนอกชัดเจน อย่างนี้สมัครงานที่ไหนก็ไม่เคยได้ จนพวกเขาต้องเข้าสู่วงจรการขายบริการทางเพศ สังคมแบบนี้ไม่ให้โอกาสคน

                “การรวมกลุ่มสังสรรค์ก็เหมือนกัน มักถูกมองว่าเป็นการไปมั่วสุม ไม่เข้าใจ ผู้หญิงกับผู้ชายไม่เห็นถูกมองว่ามั่ว งานปาร์ตี้ของเลสเบี้ยนก็ไม่ได้จัดบ่อย แค่ต้องการให้คนกลุ่มนี้ได้เจอเพื่อน ได้ผ่อนคลาย ไม่ใช่เป็นเรื่องของการไปมั่ว เรื่องแบบนั้นมันเป็นธุระของคนสองคนที่จะตามมาหลังจากที่รู้จักกัน ‘ซึ่งคู่หญิงชายก็เป็น’ ไม่ใช่เรื่องมามั่ว นั่นเป็นการมองอย่างมีอคติ ถ้าอย่างนั้น สถานที่ที่เปิดให้มากินข้าว กินเหล้า ก็คือสถานที่ที่มามั่วทั้งนั้น

                “เลสเบี้ยนก็ต้องการสถานที่ที่ทำให้ผ่อนคลาย ปลอดภัย ไม่กังวล เหมือนคนชอบสัตว์เลี้ยงก็อยากมีร้านอาหารที่สามารถพาสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้ เพราะในบางพื้นที่ ถ้าคนกลุ่มนี้เข้าไปจะถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนการโดนคุกคาม แล้วจะรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ต้องเป็นเลสเบี้ยนก็ได้ แค่ผู้หญิงธรรมดาๆ สองคนไปเที่ยวด้วยกันตามลำพัง ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยเลย ทั้งทางร่างกายและความรู้สึก

                “มันมีคำบางคำที่เป็นอคติติดปาก ประมาณว่า ‘ถ้าลองได้นอนกับผู้ชายสักที รับรองจะกลับมาชอบผู้ชาย’ ประมาณนี้ ทำไมผู้ชายชอบคิดแบบนี้ คนส่วนใหญ่เป็น คนกลุ่มนี้ไม่อยากถูกแซว ฉิ่งฉับ พูดกันอยู่แค่นี้ ถ้าให้พูดแบบขำๆ ก็ต้องมองใหม่นะ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่แต่งงานกับผู้ชายไปแล้วไม่สามารถได้ความสุขจากคู่ตัวเอง ต้องมารักชอบเพศหญิงด้วยกัน เพราะผู้ชายบางคนไม่มีความละเอียดอ่อนในการเทคแคร์ผู้หญิงบนเตียง

                “เป้าหมายหลักในการสังสรรค์อย่างที่สะพานเคยจัด คืออยากให้พวกเขาได้รู้ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ เพราะปัญหาของหญิงรักหญิงส่วนใหญ่คือไม่กล้าเปิดเผยตัวเหมือนเกย์ เขาค่อนข้างโดดเดี่ยว โดยเฉพาะคนที่ไม่มีแฟน กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นแบบนี้”

                “เก้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยหรือ?”

                “ใช่ โดยเฉพาะคนในวัยทำงาน ซึ่งในวัยรุ่นมันง่ายกว่า เพราะยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก แต่พอเริ่มเข้าทำงานจะกังวลแล้ว จากคนที่ห้าวสุดๆ เป็นทอมไถผม ก็จะเริ่มไว้ผมยาว เริ่มทำตัวเป็นหญิงมากขึ้น เพื่อลดปัญหาในการสมัครงาน ชีวิตจะยากขึ้น ส่วนใหญ่ไม่เปิดเผย ถ้าเปิดเผยจะมีผลบกระทบมากมายตามมา ทั้งการไม่ยอมรับ ความน่าเชื่อถือน้อยลง

                “ส่วนเรื่องพฤติกรรมทางเพศที่เลสเบี้ยนมักถูกมองว่าพิสดารนั้น จริงๆ แล้วผู้หญิงรักผู้หญิงนี่ไม่ค่อยมีเซ็กซ์กันหรอกนะ เท่าที่รู้จักหลายๆ คนมา ไม่มีอะไรพิสดารหรอก เรื่องเล่าประเภทใช้ปลาไหลใส่ในอวัยวะเพศแล้วมันตาย ไม่ใช่เรื่องจริงหรอก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมองตรงนี้ด้วยว่า เรื่องเพศกับผู้หญิงเราถูกสอนกันมาว่า ห้ามรู้ ห้ามทำความเข้าใจ มันจึงมีอะไรที่ผิดพลาดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองตลอด ซึ่งอาจแปลกประหลาดในสายตาคนทั่วไป

                “เพศสัมพันธ์ในกลุ่มหญิงรักหญิงถ้าเทียบกับเกย์แล้ว เกย์จะถูกมองมาตลอดว่ามั่วเซ็กซ์ ในขณะที่กลุ่มหญิงรักหญิงจะไม่ค่อยมีเรื่องพวกนี้ สังคมมองว่าเป็นการรักกันทางใจ บริสุทธิ์กว่า ซึ่งถือเป็นอคติด้านบวก อคติที่รุนแรงคือการนินทาว่าร้าย การแสดงกิริยาไม่ยอมรับ รังเกียจ มันยากนะที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น สังคมไทยไม่เหมือนในต่างประเทศ ที่แสดงออกอย่างชัดเจนด้วยการทำร้ายร่างกาย เเต่เรามาแบบเนียนๆ ซึ่งทำร้ายความรู้สึกมากกว่า  

                “สุดท้ายคืออยากบอกว่า ไม่ต้องยอมรับคนกลุ่มนี้ฉันท์มิตร ‘แค่ยอมรับในสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งเป็น’ ยอมรับในความเป็นมนุษย์มันก็ดีแล้ว ใช้ได้แล้ว มันเป็นสิ่งที่ควร ไม่ใช่แค่เกย์หรือเลสเบี้ยน ทุกๆ กลุ่มในสังคมที่แตกต่าง คุณต้องยอมรับเขาในฐานะความเป็นคน เราอาจนับถือกันคนละศาสนาก็ได้” 

               

บทสนทนาในโลกไซเบอร์ ลำดับที่ 1   

ระหว่างชายผู้สถาปนาตัวเองเป็นนักสัมภาษณ์กับหญิงสาวนิรนาม วัย 26 ปี

 

นักสัมภาษณ์               :               ช่วยอธิบายความรู้สึกในการชอบผู้หญิงเป็นครั้งแรกในชีวิต      

หญิงสาววัย 26 ปี         :               รู้สึกอุ่นใจ อยากอยู่ใกล้ๆ โดยที่เราสามารถดูแลเขาได้บ้าง ในบางเวลา

นักสัมภาษณ์               :               โตขึ้น รู้สึกมากขึ้นไหม

หญิงสาววัย 26 ปี         :               แล้วแต่คน แต่ละคนยิ่งโตขึ้นก็จะมีประสบการณ์ต่างกัน อาจปรับรูปแบบจากการ

คบคนก่อน มาใช้กับคนใหม่ หรือบางคนก็พอใจแบบเดิมๆ ตลอดไปก็ได้

นักสัมภาษณ์               :               เห็นผู้หญิงสวยรู้สึกอย่างไร

หญิงสาววัย 26 ปี         :               ก็รู้สึกแค่ว่าสวยดีนะ เหมือนเป็นสิ่งประดับโลกที่ช่วยจรรโลงใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

นักสัมภาษณ์               :               ถ้าเราชอบเขา อยากมีความสัมพันธ์ถึงขั้นไหน

หญิงสาววัย 26 ปี         :               เป็นเพื่อนสนิทดีกว่า ไปไหนมาไหนด้วยกันได้ สามารถพูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ ไม่

ต้องผูกพันกันทางร่างกาย แค่เข้าใจว่าเรารู้สึกอย่างไร และเขาสามารถทำให้เราสบายใจอย่างไรได้บ้าง

นักสัมภาษณ์               :               อยู่กับคนรักรู้สึกอย่างไร

หญิงสาววัย 26 ปี         :               อยากทำให้เขาอยากอยู่ใกล้ๆ ต้องพยายามเข้าใจเขาว่า ณ ช่วงเวลานั้นเขาต้องการ

อะไร และตอบสนองเขาเท่าที่เราจะทำได้ บางทีการเทคแคร์มากเกินไปก็เหมือนกับ fake มันจะขาดความเป็นตัวตนของเราเอง ทำได้ไม่นานหรอก เมื่อความเป็นตัวตนของเราเปิดเผยเมื่อไหร่ จะคบกันต่อไปได้ไหม

นักสัมภาษณ์               :               รู้สึกกับผู้ชายอย่างไร

หญิงสาววัย 26 ปี         :               เฉยๆ

นักสัมภาษณ์               :               ถ้าผู้ชายมาถูกเนื้อต้องตัว

หญิงสาววัย 26 ปี         :               เฉยๆ เหมือนกัน เหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่ง

นักสัมภาษณ์               :               แล้วเป็นผู้หญิงล่ะ

หญิงสาววัย 26 ปี         :               การแตะเนื้อต้องตัวกันมันมีจุดประสงค์หลายแบบ ถ้าเป็นคนที่เราไม่ได้รู้สึกดีด้วย ก็

จะเฉยๆ แต่ถ้าเป็นคนที่รู้สึกดี แล้วเขาก็รู้สึกดีที่ได้แตะต้องเรา แค่นี้ก็ happy แล้ว

นักสัมภาษณ์               :               เวลาจีบใครสักคน มีจุดมุ่งหมายไหม

หญิงสาววัย 26 ปี         :               อยากมีคนๆ หนึ่งที่พร้อมจะอยู่ข้างๆ เรา และเข้าใจเราที่สุด

นักสัมภาษณ์               :               รักผู้หญิงด้วยกัน มีปัญหาอะไรในการดำเนินชีวิตไหม

หญิงสาววัย 26 ปี         :               ไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหาอะไร เพราะเราไม่ได้ไปทำร้ายให้สังคมมันแย่กว่าเดิม การที่

คนสองคนจะมีความรู้สึกดีให้กัน ก็ขึ้นอยู่กับคนๆ นั้น และคนรอบข้าง ถ้าคนรอบข้างรับไม่ได้ และทำให้เป็นปัญหา ก็ต้องคุยกันว่ารับได้ไหม คิดว่าเป็นปัญหาจริงหรือเปล่า ถ้าคนรอบข้างรับไม่ได้ก็คงต้องจบ

นักสัมภาษณ์               :               อธิบายความรักที่มีต่อแฟนได้ไหม มันเป็นความรู้สึกแบบใด

หญิงสาววัย 26 ปี         :               อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เป็นมากกว่าเพื่อน เป็นคนพิเศษที่อยากจะทำอะไรๆให้เป็น

พิเศษมากกว่าคนอื่น

นักสัมภาษณ์               :               ถามจริงๆ ให้เปลี่ยนตัวเองตอนนี้ยังทันไหม

หญิงสาววัย 26 ปี         :               เปลี่ยนตัวเองอย่างไร ไม่เข้าใจคำถามนี้อ่ะ -_-“

นักสัมภาษณ์               :               ถ้าอย่างนั้นผ่าน ...แล้วตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง

หญิงสาววัย 26 ปี         :               เป็นผู้หญิงที่อยากจะดูแลใครสักคน ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ผู้ชายทำได้

นักสัมภาษณ์               :               ว่ากันว่าผู้หญิงกับผู้หญิงคบหากัน จะเข้าใจกันและกันได้มากกว่า จริงไหม

 หญิงสาววัย 26 ปี        :               อาจจะจริงนะ ไม่รู้เหมือนกัน เพราะไม่เคยคบผู้ชายเลยเปรียบเทียบไม่ได้...555

อาจจะเดาได้ค่อนข้างถูกว่าอีกคนเขาคิดและรู้สึกอย่างไร แต่เรื่องความเข้าใจน่าจะเป็นเรื่องของบางคู่ ว่าเขาจัดการปัญหากันอย่างไร

นักสัมภาษณ์               :               แก่ตัวไปจะมีชีวิตคู่อย่างไร

หญิงสาววัย 26 ปี         :               คนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเรา เราก็มองว่าเขาเป็นเพื่อนที่เข้าใจเราที่สุดคนหนึ่ง แค่ไม่

อาจมีลูกด้วยกันได้ เหมือนๆ กับคู่แต่งงานบางคู่ที่ไม่มีลูก ก็สามารถอยู่เป็นเพื่อนกันได้

 

บทสนทนาในโลกไซเบอร์ ลำดับที่ 2   

ระหว่างชายผู้สถาปนาตัวเองเป็นนักสัมภาษณ์กับหญิงสาวนิรนาม วัย 24  ปี

 

นักสัมภาษณ์               :               ความรู้สึกที่รู้ว่าตัวเองชอบผู้หญิงด้วยกันเป็นครั้งแรก อธิบายได้ไหมว่ามันเป็น

อย่างไร

หญิงสาววัย 24 ปี         :               ตอนนั้นยังเด็กมากเลยค่ะ ยังไม่ขึ้นประถมปลายด้วยซ้ำ (เร็วไปไหม 555) ถ้าจะให้

นึกย้อนไปอาจเรียกได้ว่าเป็นอาการปลื้มมากกว่า เห็นคนมีความสามารถก็อยากอยู่ใกล้ๆ อยากเก่งอย่างนั้นบ้าง แต่พอโตขึ้นมามันเปลี่ยนเป็นว่าเวลาที่เราอยู่กับผู้หญิงเราจะอุ่นใจมากกว่าค่ะ

นักสัมภาษณ์               :               ว่ากันว่าทอมส่วนใหญ่ชอบแสดงออกถึงความเป็นแมนมากเกินเหตุ ทำไมถึงเป็น

เช่นนั้น

หญิงสาววัย 24 ปี         :               ส่วนตัวแล้ว...ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ (เพราะว่าเราก็ไม่ใช่ทอมแมนๆ น่ะ) แต่เท่าที่

สังเกต...เรื่องการแต่งตัว การพูดจา อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการป้องกันตัวเองส่วนหนึ่ง คือกลัว ไม่อยากให้ผู้ชายมาดูถูกรึเปล่า เพราะถ้าจะเทียบด้านสรีระ หรือพละกำลังกับผู้ชายก็คงไม่ได้ การแสดงออกที่ดูแมนกว่าอาจจะช่วยลบล้างปมด้อยตรงนี้ได้ หรือทอมบางคนอาจจะต้องการเป็นผู้ชายจริงๆ จึงต้องเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ชาย เลยดูว่าเกินงาม แต่ก็ต้องถามกลับว่า คำว่าแมนคืออะไรคะ ถ้าเป็นเรื่องการดูแลให้เกียรติอีกฝ่ายมากๆ แบบที่ผู้ชายทั่วไปไม่ทำกัน ก็ต้องดูว่าผู้ชายสมัยนี้มีคุณสมบัติตรงนี้หรือเปล่า ‘ไม่ใช่ผู้ชายไม่มี’ แต่พอทอมมี ก็เลยมาว่าแมนเกินไป ทั้งที่เรื่องเหล่านี้ไม่ว่าเพศไหนก็น่าจะมีต่อเพื่อนร่วมโลกนะคะ

นักสัมภาษณ์               :               คุณตอบคำถามได้ดีมาก แล้วที่ว่ากันว่า ทอมมักหึงหวงแฟนตัวเองจนเกินเหตุล่ะ

หญิงสาววัย 24 ปี         :               หลายคนคงคาดหวังในความรักมากเกินไปมั้งคะ แล้วการที่คนเพศเดียวกันคบหา

กัน มันไม่มีหลักประกันอะไรเลย ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจเกิดความกลัวที่จะสูญเสียจนควบคุมสติไม่อยู่ ‘แต่ว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องของเพศทั้งหมดนะ ผู้หญิง ผู้ชาย หรือเพศอะไรก็มีความรู้สึกแบบนี้ (ที่มากเกิน) ได้ทั้งนั้น แต่สังคมพร้อมจะเน้นเรื่องคนเพศเดียวกันอยู่แล้วงัยคะ’ เกย์บ้างล่ะ ทอมดี้บ้างล่ะ กะเทยบ้างล่ะ ทั้งที่ถ้าเทียบอัตราส่วนกันจริงๆ แล้ว ถามว่าผู้หญิงผู้ชายที่ประกาศว่าตัวเองปกติน่ะ มีเรื่องเหล่านี้มากกว่าหรือเปล่า 

นักสัมภาษณ์               :               เคยได้ยินมาว่า คนที่เป็นหญิงรักหญิงมักไม่ค่อยกล้าเปิดเผยตัวเอง ทำไมล่ะ

หญิงสาววัย 24 ปี         :               สมัยนี้ตรงข้ามเลยนะ เราว่ามันมากขึ้นแบบเราเองยังกลัวเลย 555 เด็กเล็กๆ ก็เป็น

กันแล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเป็นที่สภาพแวดล้อม ฮอร์โมน หรือที่ยีนส์

นักสัมภาษณ์               :               คิดว่าสังคมมีอคติต่อหญิงรักหญิงในด้านลบไหม

หญิงสาววัย 24 ปี         :               ในสังคมไทยก็ต้องตอบว่ามันยังมีอยู่ และความรักของผู้หญิงด้วยกันมันยังไม่ได้รับ

การเปิดเผยทางสื่อเหมือนผู้ชายรักผู้ชาย ถ้าเลือกได้...คนเป็นพ่อแม่หรือญาติก็คงไม่อยากให้ลูกสาวบ้านไหนมีคนรักแบบนี้ แต่มันทำให้ชีวิตเรายากลำบากไหม จนถึงวันนี้ก็ต้องตอบว่าไม่นะ มันยังไม่มีผลค่ะ

นักสัมภาษณ์               :               ถ้าเราคบกับผู้หญิงที่เขาก็ชอบผู้ชายด้วย มันจะยั่งยืนไหม เพราะเขาอาจทิ้งเราไป

รักผู้ชายในที่สุด แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร

หญิงสาววัย 24 ปี         :               ไม่มีอะไรแน่นอนนะ ความเจ็บปวดมันแฝงตัวอยู่ในทุกการกระทำของมนุษย์เสมอ

เราจะเลือกยอมรับมันได้หรือเปล่า ความรักทำไมต้องมีเรื่องประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ด้วย

นักสัมภาษณ์               :               ขอบคุณมากสำหรับทุกคำตอบ

 

                บทส่งท้าย

                ฉาก : ริมชายหาดแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น

*หลังรอยจุมพิต หญิงสาวและเพื่อนสาวสบสายตากันนิ่งงัน เพื่อนสาวเอ่ยถามว่า

                “เธอพูดจริงหรือ ที่ว่ารักฉัน”

                ไม่มีคำตอบใด หญิงสาวยังคงสะอื้นไห้ตัวโยนด้วยความระทดท้อ เพื่อนสาวผินหน้าจ้องมองรอยทางแห่งน้ำตา ในห้วงลึกเธอคงจะรู้สึกปวดร้าวไม่แพ้กัน

                เพื่อนสาวกล่าวกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงนิ่มเนิบว่า

                “ฉันมีความสุข และดีใจ ... ถ้าเธอเป็นคนที่ ‘เดิน’ เข้ามา”  

************************

หมายเหตุ

* บางส่วนจากภาพยนตร์เรื่อง ‘blue’ ที่บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ริมทะเล ‘คายาโกะ’ ก็เหมือนเด็กมัธยมทั่วๆ ไป ที่โรงเรียนเธอไม่ได้เป็นดาวเด่น แต่รู้อยู่ในใจว่ารักชอบสิ่งใด และ ’เอนโด้’ เพื่อนสาวที่ถูกมองว่าเป็นเด็กใจแตกหลังจากการทำแท้ง โชคชะตาชักพาให้ทั้งคู่มาพบกัน เริ่มต้นจากรักกันฉันท์เพื่อน แต่แล้วกลับลงท้ายกลายเป็นความรักเฉกเช่นหนุ่มสาวโดยไม่ได้ตั้งใจ  

*********************************


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
poohhome วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 14.03 น.
http://www.oknation.net/blog/poohhome
ไม่หยุดซ่า ซ่าไม่หยุด 


สิทธิส่วนบุคคลคะ อย่าทำให้สังคมเดือดร้อนก็พอแล้วนะคะ

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวกใช้
อัพบล็อคแล้วคะ ตามไปอ่านได้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 2
ivory วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 12.32 น.
http://www.oknation.net/blog/Emerald

ค่ะ มาอ่านด้วย ไม่เม้นต์เจ้าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 24/01/2008 เวลา : 11.23 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้


มาอ่าน..ไม่เม้นต์ครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน