| อร่อย น่ากิน | ||
สำหรับ คนชอบ ขนม |
||
|
View All |
||
| homesecurity | ||
บ้านปลอดภัยหรือเปล่า |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
คนไม่ประมาท อปฺปมาทรตา โหถ สจิตฺตมนุรกฺขถ ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร ฯ ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท จงตามรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนกุญชรตกหล่ม ถอนตนขึ้นจากหล่ม ฉะนั้น ฯ อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทสฺสิ วา อทพฺโพ ปริหานาย นิพฺพานสฺเสว สนฺติเก ฯ ภิกษุ ยินดีในความไม่ประมาท หรือ เห็นภัยในความประมาท เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะเสื่อม ชื่อว่า อยู่ใกล้พระนิพพานทีเดียว ฯ ก่อนที่จะพูดถึงคนไม่ประมาท ก็เห็นจะต้องพูดถึงคนประมาทเสียก่อนว่า คนประมาทนั้นได้แก่คนประเภทไหน หรือ คนประมาทมีลักษณะอาการอย่างไร ? บุคคลผู้ปล่อยใจให้หลงใหลไปในกายทุจริต ประพฤติชั่วด้วยกาย ในวจีทุจริต ประพฤติชั่วด้วยวาจา ในมโนทุจริต ประพฤติชั่วด้วยใจ ปล่อยใจให้มัวเมาลุ่มหลงอยู่ในกามคุณห้า รูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัส จัดเป็นคนประมาท เพราะอยู่ปราศจากสติ อีกอย่างหนึ่ง คนที่ประพฤติย่อหย่อน หมดความพอใจ ทอดอาลัย ทอดธุระ ไม่ตั้งมั่น ไม่หมั่นประกอบเนือง ๆ ไม่เจริญ ไม่ทำให้มาก ไม่ทำโดยติดต่อในการบำเพ็ญกุศล คุณงามความดี เหล่านี้ ก็ชื่อว่าเป็น คนประมาท เพราะ ขาดความเอาใจใส่ ในการทำความดี คนที่มีความประมาทเลินเล่อ มีความมัวเมาถึงขนาดนั้น ท่านกล่าวว่าเป็น คนประมาท คนประมาททำความชั่วนานาประการ ประหารความดีให้เสื่อมสิ้นไป ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นเหตุอื่นแม้แต่อย่างเดียว ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และ เป็นเหตุให้กุศลธรรม คือ ความดีที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมสิ้นไป เหมือนกับ ความประมาท นี้เลย" หมายความว่า เมื่อบุคคลประมาทแล้ว อกุศลธรรม คือ ความชั่วต่าง ๆ ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญมากขึ้น ส่วนกุศลธรรม คือ ความดีทั้งหลาย ที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมสิ้นไป นี่คือ ภัยอันเกิดจากคนประมาท (คนประมาทแล้ว เหมือนคนตายแล้ว) คนเราส่วนใหญ่ มักปล่อยใจให้เป็นไปด้วยความประมาทมัวเมา เช่น เมาในวัย เมาในความไม่มีโรค เมาในชีวิต ไม่คิดแก้ไขปรับปรุงชีวิตของตน ให้เหมาะกับกาละเทศะ ปล่อยปละละเลยเพิกเฉยในการทำความดี ตัวอย่างเช่น พวกที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม - สาว ก็กล่าวกันว่า เรายังหนุ่มยังสาว ยังไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าวัดเข้าวา ศึกษาหาความรู้ในทางพุทธศาสนา การเข้าวัดฟังเทศน์ปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งหมดภาระหน้าที่รับผิดชอบในทางโลกแล้ว คนหนุ่มคนสาว ยังมีภาระหน้าที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องทางโลกมาก หากจะเข้าวัดเข้าวา ก็จะเสียเวลาในการทำมาหากินสร้างเนื้อสร้างตัว นี่คือ พวกกลัวธรรมะ เขากล่าวกัน มันน่าขันเสียจริงจริง ความจริง การเข้าวัดเข้าวาศึกษาหาความรู้ทางศาสนานั้น มันเป็นความจำเป็นสำหรับ คนหนุ่มคนสาว ที่กำลังมีหน้าที่รับผิดชอบมาก โดยเฉพาะ ถ้าหมดภาระหน้าที่แล้ว การศึกษาหาความรู้ในทางศาสนา ก็ไม่จำเป็นอะไร เหมือนคนกำลังเป็นไข้ ก็จำเป็นต้องไปหาหมอ เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาไข้ ถ้าหากไม่เป็นไข้ หรือ หายไข้แล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปหาหมอ ดังนั้น คนที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่ม วัยสาว มีภาระหน้าที่รับผิดชอบมาก ถ้าอยากให้หน้าที่ดำเนินไปด้วยดี ไม่มีความผิดพลาด ปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลาย จึงแนะนำอุบายให้ใช้ ธรรมะ ในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความบกพร่องในหน้าที่ แต่คนเราสมัยนี้ กลับเห็นกันว่า ธรรมะ ไม่เกี่ยว โดยเฉพาะ พวกวัยหนุ่ม วัยสาว ยังกล่าวผัดวันประกันพรุ่ง ในการเข้าวัดเข้าวาศึกษาหาความรู้ในทางพุทธศาสนา บางคนผัดแล้วผัดเล่า จนเข้าโลงไปเลยจึงได้เข้าวัด การเข้าวัดตอนอยู่ในโลงนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากเข้าไปให้พระท่านชักผ้าบังสุกุล แล้วก็เผาให้เป็นเถ้าถ่านไปเท่านั้น นี่คือ ความสำคัญผิดคิดว่า การเข้าวัดศึกษาธรรมในวัยหนุ่มวัยสาว เป็นสิ่งไม่จำเป็น โปรดอย่าเห็นผิดกันเลย ท่านผู้รักความเจริญทั้งหลาย เข้าวัดศึกษาธรรมตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาวนั้นแหละดี การมัวเมาในวัยว่า เรายังหนุ่ม เรายังสาว แล้วไม่เข้าวัดฟังเทศน์ปฏิบัติธรรม ชื่อว่า เป็นคนประมาทในวัย ******** |