พิมพ์หน้านี้
|
กิจกรรมดูหนังของฉันนั้นมักจะดูคนเดียวมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยจนถึงยี่สิบปลายๆยังไม่เฉียดสามสิบ แต่มาระยะหลังการดูหนังคนเดียวแทบจะนับครั้งได้ รวมทั้งการออกไปดูในโรงภาพยนตร์ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ก็ยิ่งนับครั้งได้ (เบื่อการต่อแถว และการจัดหนังที่อยากดูหลายเรื่องให้ไปอยู่สารพัดโรงพิเศษ จอพิเศษเพื่อกินตังค์คนดู) แต่บรรยากาศของโรงหนังหลังๆ กลับทำให้รู้สึกไม่กระตือรือร้นอยากเข้าไปดู บางทีนึกว่าอยู่ในสนามบิน ฟังประกาศในโรงหนัง และวิธีการของพนักงานแล้ว บางครั้งก็เป็นความรู้สึกอยู่สุวรรณภูมิ- -จะเข้าโรงหนังเหมือนเดินเข้าเกทไปขึ้นเครื่องบิน ล่าสุดกลับไปดูโรงที่ไปพบเจอวิธีการแบบสนามบินก็ซาๆกับรูปแบบนี้ไปแล้ว
@บางครั้งลองดูหนังมันทั้งวันดูบ้าง การดูหนังมาราธอนคนเดียวแบบหลายเรื่องในหนึ่งวันของฉันน่าจะอยู่ที่ราวๆปีกว่ามาแล้ว ด้วยการได้รับอภินันทนาการ ตั๋วบุฟเฟ่ต์ไปดูหนังเรื่องใดกี่เรื่องก็ได้ในหนึ่งวัน ฉันใช้ช่วงลาพักร้อนหนึ่งวันออกไปดูหนัง 5 เรื่องในวันเดียวกัน ตั้งแต่ 11.00-23.00 น. จัดตารางหนังชนิดที่ว่าจะดูแข่งเข้าประกวด ให้เวลาตัวเองพักกินข้าวแค่ครึ่งชั่วโมงแล้วไปดูต่อ จากนั้นก็ได้สัจธรรมว่า จะไม่ทำแบบนี้อีก ถ้าไม่ใช่การนั่งดูหนังที่บ้าน อย่างไรก็ตามจากการดูหนังคนเดียวทั้งวัน 5 เรื่องรวดในวันนั้น ผลคือหนังบางเรื่องเหมาะกับการไปนั่งดูคนเดียวมากกว่า และบางเรื่องก็เหมาะกับการมีคนไปดูด้วย ในที่นี้คือเพื่อจะได้ออกมาเม้าท์กันต่อข้างนอก ไม่ใช่มีไว้ซบหรือจับมือ (แม้ในโรงหนังเราจะคุยกันได้แค่กระซิบ หรือบางทีก็ดูเหมือนจะเกรงใจ "เอ้อๆๆดูหนังอยู่ไม่คุยแล้ว" แต่ที่พูดน่ะเสียงดังมากกกกก) @ทำไมชอบดูหนังกันหลายคนทั้งที่เข้าไปก็คุยกันได้น้อยนิด ด้วยห้อข้อที่ว่าทำให้นึกถึงสมัยเรียนที่ฉันกับเพื่อนๆกลุ่มใหญ่ร่วมเกือบสิบคน นัดกันช่วงไม่มีเรียน และไม่ค่อยได้เจอกันไปดูหนัง หนังที่เลือกดู "สุริโยไท" หนังยาวเนิ่นนานที่กินเวลาที่ควรจะได้พูดคุยกับเพื่อนกลายเป็นมานั่งง่วง เมื่อยขาแขนกันในโรงภาพยนตร์ พอๆกับที่หลายครั้งที่ฉันซื้อตั๋วหนังรักโรแมนติก แล้วพนักงานถามนำ ฉันได้คิดอีกว่า ทำไมคนจีบกันแรกๆถึงชอบพากันไปดูหนัง (อันนี้โฟกัสไปที่การนัดช่วงแรกๆด้วย) แต่ถ้าคนที่เป็นแฟนกันแล้วไปดูหนังอันนี้ฉันก็ว่าปกติดี รวมทั้งการไปดูหนังกับเพื่อนก็ปกติ
@ว่าด้วยการดูหนังเป็นคู่ จากสถิติการไปดูหนังกับหลายคนที่มาชวน (ไม่ใช่เพื่อน แต่ท่าทางเขามีวัตถุประสงค์อื่น) ความน่าประทับใจเกิดขึ้นในหลักน้อย บางคนอาจได้พบว่ามันก็ดี แต่ถ้าคุณเจอคนที่นั่งข้างๆหัวเราะเสียงดังสุดขีดจนโอเว่อ โดยเฉพาะนั่นคือคนที่มากับคุณ ด้วยว่าหนังเรื่องนั้นไม่น่าจะตลกได้ขนาดนั้น (โอเคเค้าอาจเส้นตื้น) ทว่าข้อดีคือบางครั้ง หลังหนังเรื่องนั้นจบลง ฉันก็รู้ได้ทันทีว่ามันต้องจบกับคนที่ไปดูด้วยแน่ๆ (จะว่าไปฉันเอง บางครั้งก็เคยไปนั่งหลับเสียผู้เสียคนในโรงหนังที่ฉายไปกว่าครึ่งเรื่องเช่นกัน) ด้วยประสบการณ์ทำนองนี้ ทำให้การจะไปดูหนัง ครั้งหนึ่งมีเพื่อนที่ดูแล้วไม่น่าคิดแค่เพื่อน มาชวนฉันไปดูหนัง ฉันจึงปฏิเสธไป- -ผลที่ได้คือ เค้าคิดทันทีว่านั่นคือการปฏิเสธการพยายามจะทำความรู้จัก ถ้าเค้าถามต่ออีกนิดว่าอยากไปไหน คงจะเสนอไอเดียไป แต่ไม่ใช่โรงหนัง แต่ถ้าถามแค่นั้นก็ตอบไปแค่นั้น จากนั้นคนนั้นก็หายไปจากชีวิตฉัน สรุปดื้อๆว่าการไม่อยากไปดูหนังด้วยทฤษฎีความเชื่อที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างส่วนตัวของฉัน
|