พิมพ์หน้านี้
|
ฝืนธรรมชาติอะไร? คือจะพูดถึงหนัง I could never be your woman น่ะค่ะ (มากันโต้งๆเลย) หนังเปิดเรื่องมาด้วยการนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของมนุษยชาติเผ่าพันธุ์ การดำรงอยู่ และการเปลี่ยนผ่านธรรมชาติ หรือ ที่เรียกว่า การเปลี่ยนยุค เปลี่ยนแผ่นดิน ทั้งหมดนี้ถูกเล่าผ่านภาพ และเสียงบรรยายของ "นางฟ้า" ตนหนึ่ง นางฟ้าที่ว่ารับบทโดยผู้หญิงที่ฉันคิดว่า ตัวจริงๆเธอปากร้ายอย่างฉลาด "เทรซี่ อัลท์แมน" นั่นเอง แม้คนข้างหลังฉันจะร่ำลาแฟนนอนหลับ แต่เสียงบรรยายของ เทรซี่ อัลท์แมน กำลังไล่เรียงวิวัฒนาการของโลกจากการก่อกำเนิดด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ วิวัฒน์มาถึงการที่มนุษย์เลิกเคารพกฎเกณฑ์การพึ่งพิงหรืออยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติมาเป็นการพยายามเหนือนำธรรมชาติ และคิดค้นสิ่งที่จะฝืนความเป็นธรรมชาตินั้นขึ้นมาเรื่อยๆในแต่ละยุคสมัย ผ่านการยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมที่มนุษย์แห่แหนกันเข้าไปให้หมอใช้มีดผ่า กรีด เสริมศัลยกรรมในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ก่อนที่นางฟ้าจะพูดประโยคสรุปดื้อๆ กับคนดูอย่างฉัน และคนในโรงภาพยนตร์อีกไม่เกิน 10 คนว่า
เธอพูดจบหนังตัดกลับมาให้เรารู้จักตัวละครวัยกลางคนอย่าง "โรซี่" และอีกกิจกรรมคือเล่นตุ๊กตาบาร์บี้กับลูกสาว "อิซซี่" กลับมาที่หนัง ปวดหัวเรื่องงานไม่พอ โรซี่ ต้องรับมือกับลูกกับสาวที่เริ่มเป็นสาว ผละทิ้งตุ๊กตาบาร์บี้ไปสนใจหนุ่มฮ็อตที่โรงเรียนแทน
ความปวดหัวลำดับต่อมาของ โรซี่ (ทำไมเยอะจัง) นั่นคือเธอยังรู้สึกถึงความไม่ปกติทางใจกับ"อดัม" I could never be your woman สร้างปมซ้อนปมในเรื่อง "วัย" และความแตกต่างระหว่างวัยไว้ผ่านการดำเนินชีวิตคู่ขนานของ "โรซี่" สาววัยเลขสี่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว และกำลังตกหลุมรักเด็กหนุ่มอายุอ่อนกว่า พร้อมกับคำถามความเหมาะสม และความรู้สึกว่าตัวเองกำลังฝืนกฎเกณฑ์การมีคู่ในทางธรรมชาติที่เป็นมา ขณะเดียวกันฝั่ง "อิซซี่" ลูกสาวของเธอที่แก่แดดเร็วไปคิดว่าการพยายามพรีเซ็นต์ตัวเองในแบบที่วัยรุ่นสาวๆ นิยมนั้น (แต่ขัดกับบุคลิกลักษณะของเธอ) จะได้ผลกับเพื่อนชายโรงเรียนเดียวกัน ที่ว่ามาคือปัญหาที่ว่าด้วยเรื่อง "วัย" และการพยายามฝืนวัย ฝืนความเป็นธรรมชาติของทั้งโรซี่ และอิซซี่
ประเด็น "ฝืนธรรมชาติ" ในหนังเลือกจะถ่ายทอดมุมมองนี้ด้วยการนำเสนอภาพสังคมวัตถุนิยมที่ให้คุณค่าความสวยงามที่ภายนอก, ความเชื่อที่ว่าเด็กสาวย่อมน่ามองสดใส และอะไรๆ ก็เข้าข้างมากกว่าผู้หญิงที่มีอายุนำหน้าด้วยเลขสี่ หนังไม่เพียงตั้งคำถามกับการที่สังคมหันไปสู่การยอมรับว่าการทำศัลยกรรมลดวัย (ภายนอก) เป็นการพยายามฝืนกลไกธรรมชาติของมนุษย์ในระดับปัจเจกชนที่เป็นปกติแล้ว แต่ยังนำเสนอในเชิงประชดว่าการทำศัลยกรรมบางครั้งมันก็เป็นเรื่องดีอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในเมื่อสังคมให้ค่าและเชื่อกันที่ภายนอกมากกว่า โดยหนังใช้การนำเสนอว่าเรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้น แม้กระทั่งอดีตสามีของ "โรซี่" เองยังไม่สามารถทนกับสภาพที่สมวัยของตัวเอง และตัดสินใจไปทำศัลยกรรมปลูกผม กระทั่งเลยเถิดไปทำคาง และส่วนอื่นในใบหน้า อันที่จริงแม้โทนหนังจะเต็มไปด้วยมุขประชดประชันเสียดสีบรรดาสาวแอ๊บแบ๊ว แต่หนังก็ยังมีกลิ่นสตรีนิยมคลอไปในเรื่อง นั่นทำให้บางด้านหนังก็เลือกที่จะเข้าใจผู้หญิงที่ทำศัลยกรรม (บางคน) และบางมุมก็ไม่พยายามตัดสินจนเกินไปนัก ด้วยการให้เหตุผลทำนองว่าพวกเธออยากอ่อนวัยก็ใช่ว่าเธอจะไร้สติ ใน I could never be your woman นอกจากจะพยายามตั้งคำถามอย่างเป็นกลางกับสังคมนี้ว่า แม้มนุษย์จะพยายามฝืนธรรมชาติ เช่น การทำศัลยกรรมลดวัยเพราะไม่อยากแก่, การมีค่านิยมทางเพศใหม่ที่สาวแก่ควงเด็กหนุ่ม, ความเข้าใจว่าความสมบูรณ์แบบแทนค่าด้วยความสวยงามภายนอก หรือแม้กระทั่งผู้ชายต้องมาดแมนเข้มแข็ง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้หนังเล่าได้ดี และไม่ได้บอกว่ามันผิดหรือถูก แต่ตั้งคำถามด้วยประเด็นที่ข้องใจว่าเมื่อธรรมชาติดูจะวางกฎเกณฑ์ว่าเป็นเช่นนี้ แต่บ่อยครั้งที่มนุษย์กระทำการฝืนธรรมชาติ และคำตอบในหนังที่ว่า บางครั้งการฝืนธรรมชาติก็ใช่ว่าจะผิดกฎเสมอไป แต่ว่ามาอย่างนี้ก่อนจะทำศัลยกรรมกรุณาคิดให้รอบคอบก่อนว่าจะไม่มีผลข้างเคียงตามมาเช่นทีปรากฎตามข่าว หมายเหตุ ฉากจบเจ็บแสบ เมื่ออิซซี่ที่ค้นพบว่าเธอควรเลิกแก่แดด และเป็นอะไรที่เข้ากับตัวเอง |