• ครูส้ม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thip.jt@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-02-15
  • จำนวนเรื่อง : 20
  • จำนวนผู้ชม : 15801
  • จำนวนผู้โหวต : 55
  • ส่ง msg :
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม 2551
บทความ ศ.ระพี สาคริก (5) การสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินฯ
Posted by ครูส้ม , ผู้อ่าน : 230 , 23:55:13 น.   | หมวดหมู่ : ศ.ระพี สาคริก  
พิมพ์หน้านี้


การสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินของเกษตรกรท้องถิ่น

ย่อมหมายถึงความหายนะของชาติ

 

ศ.ระพี สาคริก

.....................................................................

กล้วยไม้ป่า

 

 

“การสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินของเกษตรกรท้องถิ่น

ย่อมหมายถึงหายนภัยของชาติ”

เป็นสัจธรรมซึ่งคนแต่ก่อนเคยนำปฏิบัติกันมาช้านาน

จนกระทั่งถือเป็นจารีตประเพณีของไทยอย่างเห็นได้ชัดให้มั่นใจได้

 

อนึ่ง เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

จากการที่นักการเมืองผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง นำเอาคนไต้หวัน

เข้ามาตั้งบริษัททำกิจการกล้วยไม้เพื่อหวังถือครองแผ่นดินไทย

โดยที่ตัวเองสามารถขายที่ได้เป็นพันๆ ล้านไร่

ทำให้ฉันเองร่วมกับเพื่อนๆ ชาวกล้วยไม้ไทย

และอีกหลายคนจำต้องลุกขึ้นมายืนหยัดต่อสู้ ไม่เพียงเท่านั้น

ยังสามารถนำเอาข้อมูลมาเขียนหนังสือได้หนึ่งเล่มโดยให้ชื่อว่า

“หายนภัยของการเกษตรไทย มองผ่านวิกฤติเรื่องกล้วยไม้”

 

 

“เรื่องนี้จะเรียกว่าคนแต่ก่อนเป็นประชาธิปไตย

หรือเปล่า?

 

แต่การรักษาแผ่นดินถิ่นเกิดเอาไว้ให้มั่นคงอยู่ได้

ก็น่าจะเป็นเป้าหมายขั้นสุดท้ายของชีวิตเราทุกคนที่เป็นคนไทย

อย่างไม่อาจปฏิเสธได้”

 

บัดนี้ฉันมีอายุย่างเข้า ๘๖ ปีแล้ว

แต่ก็ยังจำความซึ่งปรากฏเป็นความจริงอยู่ในอดีต

ที่เข้าไปอยู่ในหัวใจตัวเองได้เป็นส่วนใหญ่

 

ขณะนี้ชาติบ้านเมืองกำลังสับสนวุ่นวายหนักจนกระทั่งหลายคนสงสัยว่า

“ถ้ามองที่รากฐานจิตใจคน แทนที่จะมองในด้านวัตถุยุคปัจจุบัน

เราอาจสูญเสียเอกราชอธิปไตยไปแล้วก็เป็นได้

เพราะหลายคนตกลงไปอยู่ในหลุมดำซึ่งเป็นความคิด

แบบชนต่างถิ่นที่อพยพมาจากถิ่นอื่น หากเข้ามาอาศัยกินอยู่หลับนอน

แถมยังมีภรรยาเป็นคนไทยที่ช่วยให้ตนมีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดิน

รวมทั้งได้บริโภคหัวพุงหัวมันซึ่งเป็นน้ำพักน้ำแรงของเกษตรกรไทย

ซึ่งนับวันชีวิตของพวกเขาจะลำบากยากเข็ญยิ่งขึ้นกว่าเก่า

เพื่อหวังครอบครองแผ่นดินผืนนี้ ถ้าเราแต่ละคนกล้ารับความจริง

ก็คงต้องยอมรับเรื่องนี้อย่างลูกผู้ชาย”

 

“แม้กระทั่งการคิดจะสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณู

ถ้าจะถามว่าใครได้ประโยชน์มากกว่ากัน

หากมองที่ภาพรวมของสังคมมันก็คงมีคำตอบที่เห็นได้ไม่ยาก

เนื่องจากขณะนี้คนต่างชาติได้เขามาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

ส่วนคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังยากจนเหมือนเดิม”

 

 

แม้ประเทศจีนซึ่งถูกคนต่างชาตินำเอายาเสพติดเข้าไปมอมเมา

จนกระทั่งทำให้สังคมท้องถิ่นแทบจะล่มสลาย

“หากไม่ยึดติดอยู่เพียงชื่อที่ว่ามีลัทธิเป็นคอมมิวนิสต์”

แต่มองเห็นสัจธรรมที่จะทำให้บ้านเมืองของเขาอยู่ได้

รัฐก็ยังต้องใช้วิธียึดครองที่ดิน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่คงไม่อยากที่จะนำปฏิบัติแบบ

“หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า”

ทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากเราไม่ยอมรับที่จะทำการผ่าตัดตัวเองเช่นนั้นใช่หรือเปล่า?

 

 

 

“การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร

จึงควรถือว่าเป็นเครื่องมืออย่างสำคัญในการแก้ไขปัญหา”

ยิ่งเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนของโลก

ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จนกระทั่งเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลกด้วยแล้ว

คงไม่มีประเทศไหนชาติไหนที่ไม่เคยพบกับปัญหาหนักเช่นที่ได้กล่าวมาแล้ว

แม้ประเทศที่เป็นคู่อริกับจีนกลางเช่นจีนไต้หวัน สิ่งที่จำต้องยอมรับน่าจะได้แก่

“การปฏิรูปที่ดิน”

 

 

ซึ่งเรื่องนี้ถ้าไม่อาจยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้

หากหย่อนยานลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จำต้องพบกับปัญหา

ที่สะท้อนกลับมาบ่งบอกให้รู้ว่า

“การถือครองแผ่นดิน โดยเฉพาะสิทธิของเกษตรกรท้องถิ่น”

ซึ่งควรถือว่าใช้ชีวิตแบบ “อาบเหงื่อต่างน้ำ” หรืออาจเรียกว่า

“หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน”

จำต้องสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินเพื่อการดำรงชีวิต

และหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอย่างสำคัญยิ่ง

อีกทั้งมีผลช่วยให้แผ่นดินไทยมีความมั่นคงยั่งยืนอย่างเป็นธรรมชาติ

อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

 

ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ในอดีตประเทศในเขตร้อนของโลก

รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งในอดีตเคยเรียกกันว่า “ประเทศสยาม”

มักได้รับการบุกรุกด้วยกำลังอาวุธจากชนต่างชาติ แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องปลายเหตุ

ส่วนเรื่องต้นเหตุที่สำคัญที่สุดน่าจะได้แก่

“การใช้วิถีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

ที่ให้ความสะดวกสบายแก่คนท้องถิ่นเป็นอาวุธทำลายรากฐานจิตใจ”

แต่สัจธรรมก็ได้ชี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า

“ยิ่งขาดการใช้ชีวิตติดดิน ก็ยิ่งทำให้สติปัญญามืดบอด”

 

 

แล้วในที่สุด ลงได้ตกเป็นทาสทางจิตใจ

ฝ่ายที่เป็นนายย่อมทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจตนเอง

อย่างที่คนไทยโบราณได้กล่าวฝากเอาไว้ว่า

“เข้ามาสนสะพายแบบควายที่ใช้ทำนา”

นอกจากนั้นยังมีพระราชนิพนธ์บทหนึ่งในอดีตซึ่งลิขิตเอาไว้ว่า

 

                    ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส

เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเฉกเช่นผู้เป็นนาย

                                ฤาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย

                            ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายทั่วทั้งพารา

 

 

ดังเช่นที่เรามักนำเอาเรื่องนี้มาดูถูกคนชาติเดียวกันว่า

“โง่เหมือนควาย”

แทนที่จะรำลึกได้ถึงบุญคุณ แม้จะเป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่ง

แต่ควายก็เป็นสัตว์โลกเช่นเดียวกับมนุษย์

“ดังนั้นการที่มนุษย์ดูถูกควาย ก็เท่ากับดูถูกตัวเองอย่างน่าอับอายที่สุด”

 

“งานปฏิรูปที่ดิน”

จึงควรมีบทบาทสำคัญ ยิ่งในประเทศเขตร้อนเช่นไทย เราจะพบความจริงได้ว่า

“คนที่ดูถูกตัวเองย่อมไม่สามารถเจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริงนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก”

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสารอย่างยิ่ง

 

                มีร้อยกรองอีกบทหนึ่งซึ่งฉันเรียนมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แม้กระทั่งบัดนี้ก็ยังจำได้ไม่ลืม นั่นก็คือ

 

คนเห็นคน เป็นคน นั่นแหละคน

คนเห็นคน ใช่คน ใช่คนไม่

กำเนิดคน ย่อมเป็นคน ทุกคนไป

จะแตกต่าง กันได้ แต่ชั่วดี

 

 

สำหรับวรรคสุดท้ายฉันขอปรับปรุงแก้ไขใหม่เพื่อให้สอดคล้องกันกับความจริง

โดยที่สามารถกล่าวได้ว่า

“ความดีความชั่วไม่มีในโลกแห่งความจริง”

 

ดังนั้น ฉันจึงถือหลักปฏิบัติโดยการกล้าพูดความจริง

ให้ปรากฏแก่สายตาคนในสังคม

 แม้ความจริงที่เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตตัวเองในอดีต

ซึ่งทุกคนควรรู้สึกภูมิใจในตนเองกับการปฏิบัติตนบนหลักการดังกล่าว

 

ผู้คนที่ควรได้รับการอบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนรักและรู้คุณค่าของแผ่นดินถิ่นเกิด

ควรจะได้แก่เกษตรกรท้องถิ่น ทั้งนี้เนื่องจาก

การเกษตรย่อมช่วยให้บุคคลรักที่จะใช้ชีวิตติดพื้นดินอย่างอบอุ่น

บุคคลใดที่ขาดการหยั่งรู้ความจริงในเรื่องนี้

หรืออีกนัยหนึ่งมีนิสัยรังเกียจพื้นดินซึ่งเป็นถิ่นเกิดของตัวเอง

ควรแก่การถูกประณามว่าเป็น “คนทรยศต่อชาติกำเนิดของตน”

 

ดังที่ฉันเคยกล่าวไว้ในข้อเขียนหลายเรื่องว่า

 

“กองทัพที่มีอิทธิพลรักษาแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเองเอาไว้ให้มั่นคงอยู่ได้นั้น

บนพื้นฐานเศรษฐกิจควรหมายถึงกองทัพเกษตรกร”

 

ดังนั้นสิ่งที่เราพบเห็นในโลกนี้ส่วนใหญ่ จึงไม่มีชาติไหน

โดยเฉพาะต่างชาติที่เป็นมหาอำนาจ ที่เขาเอาชีวิตเกษตรกรไปขายให้กับชนชาติอื่น

หรือไม่ก็ปล่อยให้อิทธิพลผลิตผลการเกษตรจากภายนอก

เข้ามาทำลายวิญญาณความรักแผ่นดินของเกษตรกรท้องถิ่น

 

ประชากรที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย ถ้าจะถามว่าคนไทยคือใคร?

ใครจะตอบได้ แม้เป็นคนกลุ่มเดียว ชาติเดียวก็ไม่ได้

ทั้งนี้ในกระแสของประชากรที่มีคนหลายชาติหลายภาษาอยู่ร่วมกัน

ย่อมมีทั้งคนส่วนใหญ่และคนส่วนน้อย สำหรับคนส่วนใหญ่วันหนึ่งก็เป็นส่วนน้อยได้

และคนส่วนน้อยวันหนึ่งก็เป็นคนส่วนใหญ่ได้เช่นกัน

 

“ใช่แล้ว คำว่าใหญ่หรือน้อยจึงเป็นเพียงด้านปริมาณ

ดังนั้นเราจะนำมาอ้างบนพื้นฐานสัจธรรม

เพื่อความมั่นคงของสังคมก็คงเป็นไปได้ยาก”

 

 

แต่นิสัยคนไทยส่วนใหญ่มักดูถูกของเล็กน้อย

ประเด็นนี้เองน่าจะเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ชาติบ้านเมืองในอนาคต

ดูแต่พวกมอแกนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินผืนนี้ ซึ่งพวกเขาควรได้รับการยอมรับว่า

เป็นพี่น้องไทยของเราเอง กลับถูกปล่อยให้ระหกระเหิน

จนกระทั่งเกิดอันตรายแทบจะถึงขั้นต้องสูญเสียชีวิต

 

ซึ่งเหตุลักษณะนี้ย่อมมีผลทำให้คนท้องถิ่นอยู่อย่างปราศจากความสุข

และอาจเป็นพิษเป็นภัยแก่ท้องถิ่นของเราเอง

ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน

 

“ส่วนคนต่างชาติต่างภาษาที่เข้ามาอาศัยแผ่นดินผืนนี้เป็นที่อยู่อาศัยก็เช่นกัน

ทุกคนน่าจะสำนึกได้ว่าตนควรเคารพต่อสิทธิของคนท้องถิ่น

อีกทั้งสนใจที่จะมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมือง

หากสิ่งสำคัญที่ควรจะถือเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนท้องถิ่น”

 

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ควรจะถือเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนในสังคมท้องถิ่น

ซึ่งทุกคนควรศึกษาหาความรู้ ให้เป็นจิตใต้สำนึกเพื่อให้ชุมชนมั่นคงอยู่ได้ตลอดไป

 

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวใหญ่ที่สะท้อนออกมาปรากฏ

ทำให้หลายคนที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมได้ทราบว่า

แผ่นดินผืนนี้กำลังสั่นสะเทือนถึงรากฐานจิตใจของคนกลุ่มหนึ่ง

คือกลุ่มที่สนใจศึกษาเรื่องมอแกน ซึ่งแม้กระทั่งไร้บัตรประจำตัว

ทำให้ต้องระหกระเหินไปยังประเทศเพื่อนบ้านจนต้องไปถูกจับ

แม้ในช่วงหลังๆ จะได้รับการปล่อยตัวแล้ว

แต่ก็ประสบกับโรคภัยไข้เจ็บ

ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความชอบธรรมภายในสังคมไทย

ทั้งๆ ที่บ้านนี้เมืองนี้ปากก็ว่าเป็นเมืองพุทธ แต่ใจเป็นพุทธหรือเปล่าเราไม่อาจทราบได้

 

แต่ยังโชคดีที่ยังมีกลุ่มบุคคลภายในสังคมที่ไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่เป็นทางการ

แต่เกิดจากจิตใต้สำนึกที่ทนดูอยู่ไม่ได้จึงต้องออกมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ

แต่ก็ใช่ที่  เพราะมีเจ้าหน้าที่ซึ่งนำเงินภาษีราษฎรมาใช้ในการทำงานเพื่อประชาชนแล้ว

แต่กลับไม่อาจทำให้เกิดผลดีแก่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน

 

อนึ่ง ฉันมีคำถามที่สำคัญอยู่ประโยคหนึ่งว่า

“ภายในระบบการจัดการของสังคมที่เป็นทางการ

เราก็มีการเก็บภาษีอากรจากราษฎรเพื่อนำมาใช้พัฒนาบ้านเมือง

แต่คนกลุ่มที่ควรทำหน้าที่ให้บริการในระดับพื้นฐานหายหน้าไปอยู่เสียที่ไหนกันล่ะ

จึงทำให้ชีวิตเกษตรกรเกิดความรู้สึกว้าเหว่และว้าวุ่นใจ”

 

 

หรือว่าภายในสังคมของประเทศเขตร้อนมันจะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแสนนาน

 

หวนกลับมาดูการจัดการศึกษาเกษตรภายในประเทศดังกล่าว

ความจริงแล้วถ้าจะว่าความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเกษตรของประเทศเขตร้อน

“ดังเช่นในประเทศไทย

บรรพบุรุษของเรามีความรู้เกี่ยวกับการเกษตรมากน้อยแค่ไหน?”

 

 

 

ถ้าจะถามว่า

“หากคนยุคก่อนไม่มีความรู้ อย่างน้อยท่านก็สามารถทำการเกษตร

เพื่อเลี้ยงชนรุ่นลูกหลาน

ซึ่งเป็นคนยุคหลังให้เติบโตขึ้นมาได้

 เช่นเราๆ ทุกคน ทำไมเราไม่รู้สึกเฉลียวใจกันบ้าง”

 

 

แต่ก็แปลก “เหตุใดเราจึงต้องส่งคนไปเรียนการเกษตรในเมืองฝรั่ง”

ตรงนี้แหละที่ส่งผลสะท้อนกลับมาทำให้สภาพความจริงในปัจจุบัน

จำต้องสูญเสียรากเหง้าของตัวเอง

โดยเฉพาะการสูญเสียภูมิปัญญาท้องถิ่น

อีกทั้งสูญเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองให้บังเกิดความภาคภูมิใจ

ถึงขนาดต้องมารณรงค์ให้คนมาทำเกษตรอินทรีย์

 

สรุปแล้วการสูญเสียทางร่างกาย

หรืออีกนัยหนึ่งในด้านวัตถุมันก็เป็นเรื่องชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

แต่การสูญเสียสติปัญญาที่ควรมีความรักความรับผิดชอบต่อแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเอง

รวมทั้งการสูญเสียภูมิปัญญาท้องถิ่น

ถ้าจะกล่าวว่าคือการสูญเสียเอกราชอธิปไตยของชาติ

เราบางคนก็ควรจะสามารถมองเห็นความจริงได้ แม้เพียงคนเดียว

 

ที่ฉันเคยบอกเธอแล้วว่า

“มากหรือน้อยไม่ใช่ประเด็นสำคัญ”

แม้หนึ่งเดียวถ้ามีโอกาสเกิดใหม่ให้เป็นวัฏจักรของการเปลี่ยนแปลง

ก็น่าจะเป็นไปได้ ดังที่มนุษย์นำเอาสัจธรรมเรื่องนี้มาคิด

ประดิษฐ์เป็นหลักวิชาสถิติพยากรณ์เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ถ้าไม่ยึดติดอยู่กับสูตรซึ่งเป็นสิ่งสมมติซึ่งที่ใช้แทนของจริงเท่านั้นเท่านั้น

 

ฉันได้กล่าวมาเป็นเวลายาวนานพอสมควรแล้ว

ในโอกาสนี้ใคร่ขออวยพรให้แต่ละคนที่หวังดีต่อสังคม

จงประสบแต่ความสุขความสำเร็จตลอดไป

รศ.ดร ไชยยงค์ ชูชาติ

**************

 

ในโอกาสที่มูลนิธิไชยยงค์ ชูชาติ

ได้จัดคอนเสิร์ตขึ้นในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๐

ในฐานะที่คุณไชยยงค์ ชูชาติ เพื่อนฉันซึ่งล่วงลับไปแล้ว

ได้เป็นผู้ก่อตั้งสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร

หากบทความเรื่องนี้บังเกิดผลดีแก่สังคมไทย

ฉันขออุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนรัก

ขอจงไปสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเทอญ

 

๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๐

***********************************

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
ครูส้ม วันที่ : 18/05/2008 เวลา : 00.02 น.
http://www.oknation.net/blog/thipjt
http://www.oknation.net/blog/mokara

ขออนุญาตเพียงเก็บบทความดีดี
ของท่านไว้ให้คนรุ่นหลังๆได้อ่าน
เท่านั้นค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION