|
 
รายงานพิเศษเนชั่นสุดสุดสัปดาห์ /หมอนไม้ (ฉบับ 767) หลวงปู่ทุย วัดป่าดานวิเวก ผู้ปกป้องป่าผืนสุดท้ายของหนองคาย เปิดวัดครั้งแรก ทอดผ้าบังสุกุลให้นักรบพลีชีพเพื่อชาติ เป็นครั้งแรกที่ต้องจารึกไว้ เมื่อวัดป่าดานวิเวก ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย ได้จัดงานทอดผ้าบังสุกุล เพื่ออุทิศส่วนมหากุศลผลบุญให้บรรพบุรุษผู้มีพระคุณทั้งหลายที่พลีชีพเพื่อแผ่นดินไทย ผู้ล่วงลับไปนับแต่ครั้งโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน โดยมีพระอาจารย์ปรีดา (หลวงปู่ทุย) ฉนฺทกโร เจ้าอาวาสเป็นผู้ริเริ่มจัดงานในครั้งนี้ จึงถือเป็บบุญจาริกสำหรับคนเรือนหมื่นที่อุตส่าห์ดั้นด้นไปถึงที่นั่น ทั้งผู้มีจิตศรัทธาก็มาตั้งโรงทานอยู่รอบวัดให้ประชาชนมากมายมหาศาลได้กินอิ่มนอนอุ่นท่ามกลางอากาศหนาวเย็นประมาณ 10 องศาเซลเซียส ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม -1 กุมภาพันธ์ 2550 รวม 8 วัน และมีพระป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาปักกลดร่วมพิธีกว่า 200 รูป 0 0 0 เช้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นวันทำบุญใหญ่ ชาวบ้านตั้งแถวรอใส่บาตรกันแต่เช้ามืด ตั้งแต่ในวัดไปจนถึงนอกวัดยาวหลายกิโลเมตร โดยเฉพาะพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ลูกศิษย์หลวงปู่ทุยซึ่งเคยบวชและจำพรรษาอยู่ที่นี่ 1 พรรษาเมื่อปี 2548 ก็เดินทางมาร่วมพิธีด้วยอย่างเรียบง่ายในช่วงเช้า ท่านนายกฯ ติดต่อมาทางวัดก่อน บอกว่าไม่ต้องเตรียมอะไรให้เลย แม้แต่เก้าอี้ หรือน้ำดื่ม คือตั้งใจว่าจะมาร่วมพิธีเหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไปคนหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อมาถึงงานราวสิบโมงกว่า ท่านก็ได้รับเชิญเป็นผู้กล่าวอนุโมทนาบุญกับทุกๆ คนที่มาร่วมงานบุญราว 3 นาที (ในล้อมกรอบ 1) พิธีเป็นไปอย่างเรียบง่าย และสงบ หลังจากนั้นท่านนายกฯ ก็เดินไปกราบพระสถูปศิลามหามงคล ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อัฐิธาตุสาวกองค์พระอรหันต์ และเดินชมหลักธรรมของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (พระสิริจนฺโท จันทร์) บนศิลาจารึก ซึ่งท่านคือผู้เริ่มต้นพระธุดงคกรรมฐาน (วงศ์พระป่า) ในสมัยรัตนโกสินทร์ปีพ.ศ. 2440 จากนั้นท่านนายกฯ เดินทางกลับด้วยรถตู้สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน นข.1111 หนองคาย และในยามบ่าย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนก็แสดงธรรมถึงที่มาที่ไปของงานบุญใหญ่ในครั้งนี้ สำหรับพิธีทอดผ้าบังสุกุลนั้น กำนันสัญญา พรหมสูตร ต.ศรีชมภู เล่าว่า คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่หลวงปู่ทุยจัดงานบุญใหญ่อย่างนี้ หลวงปู่บอกว่า ถ้าจัดบ่อยเป็นห่วงป่าไม้มาก เพราะถ้าคนมามาก คมนาคมจะตามมา ความเจริญก็เข้ามา ป่าจะแตก ต้นไม้จะล้มละลาย สัตว์ป่าจะไม่มีที่อยู่อาศัย คนก็จะเดือดร้อนไปด้วยเช่นเดียวกัน "โดยปกติวัดนี้ไม่มีไฟฟ้า พระมีอยู่ 20 กว่ารูปก็ใช้ตะเกียงกัน พอจะจัดงานใหญ่กรรมการวัดก็ขออนุญาตหลวงปู่หลายครั้งว่ามันจำเป็น ท่านจึงอนุญาตให้โยงสายไฟเข้าวัดได้ แต่ก็ให้ทำเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว ส่วนพื้นดินท่านก็ให้โรยหินซะ เวลารถเข้ามาก็ได้ยินเสียง ส่วนเสื่อที่นำมาปูกันในศาลาใหญ่ หลวงปู่ท่านเป็นคนแนะนำให้ชาวบ้านหัดทำ ครอบครัวละสองผืน ทำจากฟางข้าวที่ไม่ใช้แล้ว มัดเข้าด้วยกันเป็นผืน พอเสร็จงานก็นำไปแจกจ่ายให้กับวัดในจังหวัดต่างๆ "สำหรับการทอดผ้าบังสุกุลก็ยึดตามแบบโบราณ คือผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามป่าช้า เช่น ผ้าห่อศพ หรือผ้าที่เขากองทิ้งไว้ตามกองขยะ ซึ่งเป็นของเศษเดนทั้งหลาย ไม่มีใครหวงแหน พระท่านก็จะถือเอามาต่อกันทำเป็นสบง จีวร สังฆาฏิ พอมาถึงพิธีในครั้งนี้ ก็ทำแบบเรียบง่าย คือเป็นผ้าขาวที่ชาวบ้านถวายแล้วนำมากอง เอากิ่งไม้มาวางไว้บนผ้าขาวประหนึ่งว่าชาวบ้านทิ้งแล้ว พระธุดงค์มาพบก็รับเอาไปโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ ก็มีคนมาถวายผ้าขาวราว 2 คันรถ 6 ล้อ ผ้าที่ชาวบ้านถวายมาก็นำไปแจกจ่ายให้กับคนยากจน โรงพยาบาล ตามที่หลวงตามหาบัวท่านเทศน์ (ในล้อมกรอบ2)ในตอนบ่ายโมงกว่าๆ ของวันงานนั่นแหละครับ เพราะหลวงตามหาบัวท่านเป็นรุ่นพี่ของหลวงปู่ทุย ก็มาช่วยงานบุญครั้งนี้ด้วย " 000 หลวงปู่ทุย เป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด ไปเติบโตที่อ.สว่างดินแดน จังหวัดสกลนคร บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุยังน้อย สมัยบวชเรียนเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นรุ่นน้องของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ซึ่งหลวงตามหาบัวเป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ที่มีปฏิปทาของพระป่าในสมัยโบราณที่ถือธุดงควัตร 13 อย่างแน่นแฟ้น และเป็นผู้ปกปักรักษาป่าอย่างถวายชีวิต ซึ่งหลวงปู่ทุยได้เจริญรอยตาม หลังจากที่หลวงตามหาบัวสร้างวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ท่านก็มาจำพรรษาอยู่ที่นี่ช่วงหนึ่ง หลวงปู่ทุยได้ประมวลเรื่อง "พระป่า สมัยกรุงรัตนโกสินทร์" ไว้ตอนหนึ่งว่า พระธุดงคกรรมฐาน ประมาณปี พ.ศ.2500 ป่าเขาลำเนาไพรได้ถูกทำลายลง ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งเคยเป็นสถานที่บำเพ็ญศีลบำเพ็ญธรรม ถูกทางกฎหมายบ้านเมืองครอบครอง จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพราะเป็นยุคเป็นสมัยโลกาภิวัฒน์โลกาธิปไตยทั่วโลกดินแดน ทรัพยากรที่สำคัญๆ ซึ่งเป็นที่สัปปายะ ถูกทำลาย.ให้ลดน้อยลง เนื่องจากคนเกิดเป็นจำนวนมากๆ ไม่มีมีที่อยู่อาศัยหาเลี้ยงชีพโดยพระธุดงค์สายพระอาจารย์มั่น เป็นพระป่านิสัยชินกับหลักธรรมชาติ ตามนิสัยของท่านรักธรรมชาติมาก ท่านจึงชอบสงวนที่ป่าเขาลำเนาไพร มีมากมีน้อยท่านไม่ค่อยทำลาย หลังจากท่านฝึกกรรมฐานจนสำเร็จ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกองเพล จ.อุดรธานี (ปัจจุบันคือ จ.หนองบัวลำภู ) ก็แนะนำให้ท่านธุดงควัตรมาที่ดงสีชมพูนี้เมื่อปี 2509 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่สีแดงที่คอมมิวนิสต์ยึดครองอยู่ ท่านอยู่ที่นี่ได้สองปีก็ตั้งวัดป่าดานวิเวกขึ้นในปี 2511 ชื่อของวัดมาจากพื้นที่แห่งนี้เป็นดานหินทราย ส่วนชื่อที่เป็นทางการคือวัดแสงอรุณ ภายในบริเวณวัดประกอบด้วยพื้นที่ป่าหลายส่วนรวมกัน 2,400 ไร่ ส่วนพื้นที่ของวัดเองประมาณ 14 ไร่ เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เช่าโดยถูกต้องตามกฎหมาย รวมกันพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่ให้วัดดูแลอีก 700 ไร่ และพื้นที่สปก.อีก 1,400 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่ซึ่งชาวบ้านปลูกมันสำปะหลัง แล้วกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ก็ยกให้หลวงปู่ทุยดูแล ท่านก็ชวนชาวบ้านใน 3 ตำบล อ.โซ่พิสัย ปลูกป่าใหม่ขึ้นมา ทั้งไม้ประดู่ ชิงชัง เต็ง รังจนไม้เติบใหญ่ขึ้นเป็นป่าใหม่อายุ 14 ปีแล้ว พื้นที่ทั้งหมดนี้ท่านถวายเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติในหลวงทรงครองราชย์ 60 ปี ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านทุกคนจะได้ช่วยกันดูแล นอกจากนี้ท่านยังหาแหล่งน้ำให้ชาวบ้านไว้ใช้ในการเกษตรอีกด้วย สำหรับวัดป่าดานวิเวกไม่มีสิ่งก่อสร้างใดนอกจากศาลาใหญ่หลังหนึ่งและกุฏิที่อยู่ห่างๆ กันไปเท่าที่จำเป็น อาสนะของพระสูงกว่าพื้นดินเพียงคืบเดียว หลวงปู่ทุยท่านมีปฏิปทาว่าจะไม่สร้างวัตถุถาวรใดๆ เกินความจำเป็น มุ่งปลูกป่าอย่างเดียว กฎข้อหนึ่งในสิบข้อของวัดนี้คือห้ามตัดไม้ใดๆ จนกว่าไม้นั้นจะล้มเองจึงนำไปใช้ประโยชน์ได้ และการใช้ประโยชน์จากไม้นั้นต้องเป็นไปเพื่อสาธารณะประโยชน์เท่านั้น คือนำไปใช้ในการทำศาลา โรงเรียน สะพาน แล้วแต่ชุมชนนั้นจะช่วยกันพิจารณา ปกติ วัดป่าดานวิเวกจะมีการทำบุญประทายข้าวเปลือกเพียงปีละครั้งเท่านั้น ในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี โดยที่ชาวบ้านจะนำข้าวเปลือกมาทำบุญร่วมกันแล้วถวายพระโดยไม่ต้องใช้เงิน ประเพณีนี้กำนันสัญญาเล่าว่า วัดอื่นไม่มี มีที่นี่ที่เดียว หลวงปู่ทุยท่านตั้งใจพาปฏิบัติแบบโบราณ ยึดกับของเก่า ไม่ใช้เทคโนโลยี ท่านบอกว่า เทคโนโลยีเข้ามาจะเป็นผลเสีย คนสมัยนี้วิ่งเร็วเกินตัวเองไปมากอันตราย กำนันสัญญาเล่าเพิ่มเติมว่า หลวงปู่ทุยท่านไม่ขอรับตำแหน่ง หรือสมณศักดิ์ใดๆ ท่านบอกว่า ขอเป็นพระเฉยๆ ก็พอแล้ว สำหรับพระใหม่ที่จะมาบวชต้องมาอยู่ให้หลวงปู่ทดสอบก่อน 2 เดือน ไม่ได้บวชกันง่ายๆ และเมื่อบวชแล้วท่านให้เดินเท้าเปล่าตลอด พระทุกรูปจึงเท้าหนา และถือบิณฑบาตทุกวัน ไม่มีเว้น นอกจากเจ็บป่วยจริงๆ พระรูปไหนอ้วนท่านจะเรียกไปคุยแสดงว่าขี้เกียจภาวนา "ขนาดท่านนายกฯ มาบวช ท่านเป็นโรคเก๊าท์ก็ยังเดินเท้าเปล่าบิณฑบาตทุกวัน ไม่ว่าฝนตก หรืออากาศหนาวยังไงท่านก็ปฏิบัติเหมือนพระลูกวัดท่านอื่นๆ " 0 0 0 งานบุญครั้งนี้จึงเหมือนการรวมญาติธรรมลูกศิษย์หลากหลายรุ่นของหลวงปู่ทุยให้มาทำกุศลร่วมกัน โดยมีพิธีทอดผ้าบังสุกุลให้บรรพบุรุษผู้มีพระคุณทั้งหลายที่พลีชีพเพื่อแผ่นดินไทยเป็นจุดรวมใจให้มาพบกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งวัดนี้มากว่า 40 ปี โดยที่วัดยังคงรักษาความสมถะเรียบง่ายดังเช่นบุราณกาล เพื่อปกป้องผืนป่าผืนสุดท้ายของจ.หนองคายให้คงอยู่
แด่ผู้เสียสละ
 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กราบพระสถูปศิลามหามงคล ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อัฐิธาตุสาวกองค์พระอรหันต์
ช่วงพิธีอันเรียบง่ายในยามเช้าของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประมาณ 10.15 น. ไม่มีการจุดธูปเทียนใดๆ มีแต่ความเงียบสงบในศาลาฟังธรรมบริเวณพุทธสถานทรัพยากร วัดป่าดานวิเวก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีมาถึงพร้อมด้วยผู้ติดตามราว 10 นาย จากนั้นท่านเดินไปกราบหลวงปู่ทุย จากนั้นท่านกล่าวอนุโมทนาสั้นๆ ดังนี้ กราบนมัสการพระคุณเจ้า พี่น้องที่มาร่วมในพิธีทอดผ้าป่าบังสุกุลในครั้งนี้ นับว่าเป็นการทำกุศลร่วมกัน อันจะเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนา แก่ความสุข แก่ความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองของเรา ซึ่งจะได้บำเพ็ญอุทิศส่วนกุศลให้แก่พ่อแม่ ผู้มีพระคุณ บรรพบุรุษ นักรบทั้งหลายที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องบ้านเมืองของเราให้อยู่เย็นเป็นสุขมาตราบเท่าทุกวันนี้ นับว่า เป็นบุญกุศล ที่พี่น้องทั้งมวลได้มารวมกันอยู่ ณ ที่นี้ และได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน ก็ขอขอบคุณ และขออนุโมทนาในจิตอันเป็นกุศลของทุกๆ ท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย ชาวบ้าน พร้อมกันเปล่งเสียง "สาธุ" 
ถ้าอาจารย์ทุยไม่สร้างเหตุ เราทั้งหลายก็ไม่ได้มารวมกัน
ในยามบ่าย 13.15 น. พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เมตตาแสดงพระธรรมเทศนา และเล่าถึงที่มาที่ไปของงานบุญครั้งนี้ จึงขอนำบางส่วนมาฝากท่านผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย ...เราทั้งหลายได้วันนี้ได้มาทอดผ้าป่า มีอาจารย์ทุยเป็นหัวหน้าศรัทธาใหญ่ ก่อต้นก่อรากก่อฐานขึ้นมาเปิดทางกุศลให้ผู้มีศรัทธาทั้งหลายได้รู้ ได้ยิน ได้ฟัง แล้วเดินทางมาก็มีเป็นจำนวนมาก ส่วนที่ไม่ได้มาก็มีจำนวนมาก ถ้าท่านไม่สร้างเหตุขึ้นมาที่นี่ พวกเราทั้งหลายก็คงไม่ได้มารวมกัน เวลามาที่นี่ ตาก็เป็นธรรม หูก็เป็นธรรม ตาได้เห็นแต่สิ่งทีดีงาม หูได้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม มีความรื่นเริงบันเทิงธรรมในจิตใจ เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นมงคลไปกับเจ้าของที่ได้มาฟังเสียงอรรถเสียงธรรม ที่ท่านโฆษณาว่าวันนี้เป็นวันมหากุศลบังสุกุล หรือทอดผ้าป่า การทอดผ้าป่าที่ท่านเห็น ผ้าขาวกองเท่าภูเขา ผ้าป่าเหล่านี้แหละที่จะนำไปช่วยคนทุกข์คนจนเข็นใจทั่งประเทศเขตแดนไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ ที่ไหนบกพร่อง ที่ไหนขัดสนก็เฉลี่ยกันไป ให้สร้างความดีงามเสียแต่วันนี้ เราอย่าไปหวังการอุทิศส่วนกุศลจากญาติยิ่งไปกว่าหวังความดีงามจากตัวเราที่ทำเพื่อเรา ชาตินี้เป็นชาติที่เลิศแล้ว เกิดในแดนมนุษย์ให้รีบเพียรปฏิบัติ พระพุทธ์องค์สอนบุญคือบุญ บาปคือบาป ตกนรกได้จริงๆ ศาสนานี้เป็นศาสนาที่แม่นยำมาก ไม่มีผิดเพี้ยน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่มีเพิ่มเติม ให้พากันจดจำและพากันปฏิบัติ ยึดหลักพุทธศาสนาไว้ให้ดีก็แล้วกัน สิ่งที่ยึดถือได้คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ผู้ใดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ได้โดยลำดับ การจะพึ่งที่นั่นที่นี่ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์วิเศษไม่ใช่สิ่งที่พึ่งพิงได้ เป็นสิ่งเหลวไหลทั้งนั้น ไม่ถูก ขอให้ท่านทั้งหลายยึดพุทโธ คือพระพุทธเจ้า เป็นศาสดาองค์เอก ธัมโม คือธรรมชั้นเอก สังโฆ คือสงฆ์สาวกผู้บริสุทธิ์แล้วเป็นชั้นเอก ไว้เป็นหลักของใจ เป็นสิ่งมงคลชของชีวิต การรักษาสิ่งอื่นใดไม่ยากเท่ากับรักษาใจ รักษาใจยากที่สุด มันดีด มันดิ้น เหมือนช้างที่ไม่ฟังเสียงเจ้าของ อีกซ้ำจะฆ่าเจ้าของด้วยซ้ำไป เวลามันตกมัน โหดร้ายที่สุด มันไม่ได้ถือว่าเราเป็นเจ้าของ แต่มันถือว่าเราเป็นข้าศึกของมัน เราอย่าไปชะล่าใจกับความโลภ เห็นไหม คนที่โลภมาก ก็เจอกรรมปัจจุบัน ดูสิมีความสุขไหม เวลาตายแล้ว ไม่รู้ว่าจะไปอยู่เมืองผีไหน เมืองผีไหนเขาก็รังเกียจ เขาจะไม่ให้อยู่เมืองผีนั้นๆ สุดท้ายก็ตกนรก วันนี้เป็นงานบุญที่อาจารย์ทุย เป็นต้นเหตุแห่งมหากุศล คิดเฉลี่ยเผื่อแผ่การบุญการกุศลถึงบรรดาพี่น้องทั้งหลายให้มาสร้างบุญ สร้างกุศลเพื่อชาติบ้านเมืองของเราด้วย นายกรัฐมนตรีก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ทุย เคยบวชมาอยู่วัดนี้ ท่านมาแล้วก็รีบกลับไปเพราะภาระของนายกฯทั่วแผ่นดินไทย ท่านต้องกลับไปต้อนรับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯที่ปัตตานี ท่านจึงอยู่นานไม่ได้ ถึงอย่างนั้นท่านก็แสดงน้ำใจมาถึงพวกเรา มาถึงงานนี้จนได้ สาธุ
|