พิมพ์หน้านี้
|
"ที่โรงเรียนเราคุยกันมากกว่า ถ้าเด็กๆ ทะเลาะกัน เราถามเด็กว่าที่เขาทำไปทุกข์ไหม เหตุของมันจริงๆ คืออะไร อย่างเช่น ถ้าเพื่อนว่าเรา มันโดนตัวกูของเรา เราเลยโกรธใช่ไหม เราถือตัวถือตนเยอะ ก็เลยโกรธใช่ไหม เพราะฉะนั้นเขาก็เลยรู้ว่า ทุกข์จริงๆ เกิดจากตัวเอง พัชนา มหพันธ์ หรือครูแจ๊ส จาก โรงเรียนทอสี เล่าวิธีการเรียนการสอนระหว่างบรรทัดให้ฟังใน 'วิชาชีวิต' ที่เธอเป็นหนึ่งในครูผู้สร้างสรรค์หลักสูตรการสอนของโรงเรียนวิถีพุทธแห่งนี้ให้ฟัง คือเราจะไม่ใช้วิธีการตี ถ้าเราลงโทษเด็ก ก็เหมือนกับไปตีตราว่าเขาไม่ดี แต่จริงๆ แล้วพฤติกรรมที่ออกมาเป็นแค่ตัวกิเลส ซึ่งมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ที่โรงเรียนทอสีจึงใช้วิธีการพุดคุยตลอด ไม่มีการทำทัณฑ์บน ไม่มีการไล่ออก ครูแจ๊สอธิบายว่า เพราะทุกคนมีสิทธิผิดพลาด แม้แต่ตัวคุณครูเอง เพราะฉะนั้นเด็กๆ จะไม่รู้สึกว่าเขาไม่มีค่า เขาไม่เก่ง แย่ ทำผิดแล้วเพื่อนๆ ไม่ยอมรับ เขาจะไม่รู้สึกอย่างนั้น เพราะไม่มีใครบอกว่า คนนี้ไม่ดี คนนั้นไม่ดี ไม่ใช่ แต่เราพูดถึงตัวกิเลสมากกว่า เพราะทุกคนมีความโลภ ความโกรธ เด็กบางคนอาจจะอยากขโมยของเพื่อน เพราะเขาสติหลุด "ครูเคยถามเด็กๆ ว่า ในห้องนี้มีใครเคยขโมยของบ้าง ครูยังยกมือเลย ตอนเด็กๆ เคยขโมยเงินคุณแม่ เพราะเราพลาดไป เด็กๆ ก็จะเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ถ้าคุณประมาท ถ้าคุณไม่มีสติ เขาจะได้เข้าใจว่า เวลาให้เขานั่งสมาธิ เดินจงกรม มันมีเป้าหมาย ไม่ใช่ว่าสักแต่ให้ทำ แต่ทำเพื่อให้เขามีเวลาอยู่กับลมหายใจ อยู่กับตัวเอง เพื่อเห็นว่ากิเลส มันเป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในตัวเรา โดยส่วนตัวครูแจ๊สก่อนที่จะมาเป็นครูโรงเรียนทอสี ก็มีประสบการณ์ดีๆ ของชีวิตมากมาย จึงสามารถย่อยธรรมะออกมาสอนเด็กอย่างรู้เท่าทัน เพราะตั้งแต่ครูแจ๊สเป็นวัยรุ่นสมัยเรียนเตรียมอุดม จนกระทั่งไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ เอกญี่ปุ่น ก็ยังเกเรอยู่ จากนั้นได้ทุนไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ko ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย washington state สาขา organizational communication ในสหรัฐอเมริกาก็ยังใช้ชีวิตแบบเกเรๆ ครูแจ๊สเล่าว่า ชีวิตที่ผ่านมา ถึงแม้จะเรียนดี ได้เกียรตินิยม แต่แม่ไม่รู้ว่าเราเกเรขนาดไหน พอสอบเสร็จ เราก็ไปเฮกับเพื่อน จบงานฟุตบอลจุฬาฯ -ธรรมศาสตร์ เราก็ไปเที่ยวดิสโก้เทค กินเหล้า ค่อนข้างดิ่งไป บางครั้งเกือบถูกทำร้ายร่างกายก็มี แต่โชคดี ยังมีบุญเก่าทำมาก็คลาดแคล้วมาเรื่อยๆ คือเป็นประเภทความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด พอมาทบทวนถึงอดีต เราอยู่ในจุดเสี่ยงมากๆ เพราะเราไปในที่อโคจร อย่างที่พระพุทธเจ้าพูดไว้ไม่ผิดเลย คือเราอาจจะไม่ได้เมา แต่คนอื่นเขาเมา เขาอาจจะมาพาลหาเรื่องเราได้ ขณะที่เราเกเรอย่างนั้น ใจเราก็คิดอยากพัฒนาชาติ คิดแต่อยากพัฒนาคนอื่น แต่ไม่เคยมองตัวเอง เราดิ่งไปกับกิเลสเยอะขนาดไหน ไม่เคยคิด เมื่อได้ทบทวนก็คิดถึงเรื่องการศึกษา น่าจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ จนเรียนจบจากอเมริกากลับมาประเทศไทย ก็ไปสมัครเป็นครูที่โรงเรียนทอสีเลย พอเปิดหนังสือพิมพ์ เห็นเขาบอกว่าไม่ต้องการคนจบวุฒิครู ก็เลยมาสมัครแล้วก็ชอบมากๆ ชอบตั้งแต่การทำข้อสอบ การสัมภาษณ์ของครูใหญ่ คือเขาไม่ถามวัดแววครูแบบทั่วๆ ไป แต่เป็นการถามเรื่องจิตวิทยา เช่น ถ้ามีสัตว์สามอย่างให้เลือก โดยให้เลือกสัตว์ที่ตัวเองชอบมากที่สุด แล้วบอกว่าสัตว์ตัวนั้นชอบเพราะอะไร หรือเด็กซน เราจะจัดการอย่างไร หรือเป้าหมายของชีวิตเราคืออะไร ความคิดในเรื่องพัฒนาชาติของเราเป็นอย่างไร แล้วก็มีบทธรรมะให้อ่านและวิเคราะห์ ตอนนั้นครูแจ๊สไม่รู้ว่าเป็นโรงเรียนแนวพุทธ เพียงแต่การรับสมัครครูไม่ได้เริ่มต้นที่ว่าต้องเรียนจบครู เธอจึงคิดว่าน่าจะเป็นด่านแรกที่จะสมัครงาน เขาให้เราคิดแผนการสอนเดี๋ยวนั้นเลย ให้เราซักผ้า ทำแซนด์วิช เพื่อดูขั้นตอน ดูความประณีตของเรา ก็เป็นวิธีการสอบครูที่แปลกๆ ดี ให้วิ่งดูความอึด ความอดทน ใจสู้ ดูหลายๆ อย่าง ก็รู้สึกว่าเป็นโรงเรียนที่น่าสนใจ แล้วก็เป็นโรงเรียนเล็กๆ ที่อบอุ่น ก็ได้เข้ามาทำงาน ตอนแรกเป็นครูสอนภาษาอังกฤษก่อน พอ 3 เดือนผ่านไป ครูใหญ่ก็ชวนให้ทำฝ่ายวิชาการของชั้นประถม ตอนนั้นเรารู้สึกว่า วิชาการอย่างเดียวเอาตัวไม่รอด ก็เลยขอเปลี่ยนชื่อเป็น'วิชาชีวิต' ซึ่งตรงกับเป้าหมายของโรงเรียนดังที่ พระอาจารย์ชยสาโรให้หลักไว้ว่า การศึกษาคือชีวิต ชีวิตคือการศึกษา มันต้องไปด้วยกัน ไม่ได้แยกส่วนว่า นี่เลข วิทยาศาสตร์ รู้ว่าดินเป็นอย่างไร ดาวเป็นอย่างไร แต่ไม่รู้ว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เราเทสารเคมีลงไปในดิน มันเกิดอะไรขึ้นกับบริเวณนั้น แล้วเราก็คิดว่า มนุษย์เราเป็นใหญ่ที่สุด แต่จริงๆ ไม่ใช่ พอได้ฟังธรรมะท่านอาจารย์ชยสาโร ก็ปิ๊งเหมือนโดนเคาะกบาล แล้วก็โชคดีมากๆ ที่ทางโรงเรียนให้ไปปฏิบัติธรรมกับคุณแม่สิริ กรินชัย 7 วัน ซึ่งตัวเราปกติเป็นเด็กที่แสบพอสมควร กลับมาจากอเมริกาก็ยังดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ แต่พอเราไปอยู่ 7 วันพูดกับใครไม่ได้ กินทุกอย่างก็ช้า อ้าปากหนอ เดินหนอ ย่างหนอ ได้ฝืนตัวเองมาก วันที่พันเอก (พิเศษ) ทองคำ ศรีโยธินมาพูดเรื่องพระในบ้าน เราร้องไห้เยอะที่สุด ทิชชูกองใหญ่มาก รู้สึกผิดมาก กลับไปบ้านขออโหสิกรรมพ่อแม่ เลิกเหล้าเลยตั้งแต่วันนั้น แต่ยังไปเที่ยวกลางคืนอยู่อาทิตย์ละครั้ง คือชอบเต้น ถัดมาอีกสองปี ก็เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกกับแฟนที่อยู่ต่างประเทศ เพราะรู้สึกเป็นห่วงเขา พอเลิกหมดรู้สึกชีวิตเป็นอิสระขึ้นเยอะมาก หลังจากที่ไม่ต้องไปเที่ยวกลางคืน ไม่ต้องเผื่อเงินไว้ดื่ม เวลาไปกับเพื่อนๆ ก็แค่ไปกินข้าวเย็นกัน ครูแจ๊สปีนี้อายุ 34 ปีแล้ว เป็นครูอยู่ทอสีมา 8 ปี ชีวิตที่ผ่านมา ครูแจ๊สบอกว่า เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองกับการเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ ไปพร้อมๆ กัน (รหัสชีวิต/วันอาทิตย์25 กุมภาพันธ์ 2550/กายใจ/กรุงเทพธุรกิจ/มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่อง สุกล เกิดในมงคล ภาพ) |
| ลมหายใจบนโลกสีน้ำเงิน | ||
แสงเงาแห่งชีวิต อาศัยจิตพิจารณา |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | |||