• หมอนไม้
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : manasikul@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-09
  • จำนวนเรื่อง : 50
  • จำนวนผู้ชม : 13247
  • จำนวนผู้โหวต : 37
  • ส่ง msg :
dhamma talk
เพื่อนร่วมทุกข์ในยุคดิจิตัล
Permalink : http://www.oknation.net/blog/mon
วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม 2551
อิสระที่แท้จริง คืออิสระจากอารมณ์ คำประกาศอิสรภาพจากแอม
Posted by หมอนไม้ , ผู้อ่าน : 106 , 16:01:19 น.   | หมวดหมู่ : สัมภาษณ์พิเศษ  
พิมพ์หน้านี้


                       

              "อิสระที่แท้จริง คืออิสระจากอารมณ์ "  คำประกาศอิสรภาพจาก "แอม"

                                                เ ส า ลั ก ษ ณ์   ลี ล ะ บุ ต ร

            ...หากว่าวันนี้เหลือเป็นวันสุดท้าย

            รักแค่ไหน ได้ทันบอกเธอหรือยัง

            หากว่าพรุ่งนี้สายเกินไปทุกอย่าง

            เรารักเราดีต่อกันพอไหม...

            "แอม" เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ร้องเพลงเดิมที่เธอแต่ง "หากไม่มีพรุ่งนี้" แต่เปลี่ยนสถานที่ร้องมาอยู่ใน "เสถียรธรรมสถาน" กับบรรยากาศใต้ร่มไม้ เมื่อยามบ่ายวันที่ 24 เมษายน 2551 โดยมีแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต มาร่วมสนทนาธรรมในเพลง ฟังเพลงของเธอในมุมมองใหม่ และมีดีเจอ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ

            แอมเล่าว่า ช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา สนุกมาก ที่ได้ร่วมงานกับแม่ชีศันสนีย์ เพื่อผลิตหนังสือ "ความรัก ความทุกข์ ความสุข ความตาย" ในนามสำนักพิมพ์สาวิกา โดยรายได้ทั้งหมดในการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้เพื่อสนับสนุน "สาวิกาสิกขาลัย" สถาบันการศึกษาเพื่อลูกผู้หญิงไปสู่ความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง

            และ "แอม" ก็เป็นหนึ่งในนักเรียนของสาวิการสิกขาลัย ที่กำลังคลำทางสู่เส้นทางสายธรรมเช่นเดียวกันผู้หญิงอีกมากมายที่เมื่อก่อนกำลังละล้าละลังที่จะเดินทางสู่เส้นทางสายนี้ แต่วันนี้เธอมั่นใจแล้ว     

            43 ปีของชีวิตสาวราศรีพฤษที่ไม่ธรรมดา มีอะไรน่าเรียนรู้มากมายที่เธอสามารถนำประสบการณ์ตรงไม่ว่าทุกข์ หรือสุข ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว โดยนำมามองใหม่ ด้วยธรรมวิจัยจากปัญญาของเธอเอง

            แอมเล่าว่า การเติบโตขึ้นมาของเด็กบ้านแตกเมื่อหลายสิบปีก่อนไม่ใช่เรื่องธรรมดา สมัยก่อนถ้าบ้านไหนพ่อแม่หย่ากันเป็นเรื่องแปลก และเด็กๆ จะแปลกแยกกับเพื่อนๆ เด็กสมัยนี้อาจจะไม่เข้าใจ เพราะคนสมัยนี้หย่ากันมากขึ้น พอมามีแฟนแล้วรักษาไว้ไม่ได้อีก ทั้งๆ ที่ได้พยายามแล้ว ทำให้เข้าใจพ่อแม่ในวัที่เขาอายุเท่าเรา ก็เลยเป็นที่มาของเพลงนี้

            "เด็กบ้านแตกจะมีลักษณะอย่างหนึ่งคือ ขอทำอะไรประชดโลกใบนี้สักหน่อย ทำอะไรผิดพลาดก็จะโทษไปที่บ้านก่อน จริงๆ แล้วจะโทษใครก็โทษได้ทั้งนั้น แต่การที่จะทำให้มันดี ให้มันถูกต้อง เป็นหน้าที่ของเรา เราย้อนเวลาไม่ได้  อดีตเกิดขึ้นไปแล้ว เราจะไปหยิบเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลตลอดเวลา ตลอดชีวิตคงไมได้ อยู่ที่ว่าวันนี้ เราจะแก้ไขอย่างไรด้วยตัวของเราเอง

            แม่ชีศันสนีย์ให้มุมมองว่า แต่การระบายไม่ใช่การแก้ไข เราต้องมีจังหวะที่สองคือจากการเพ่งโทษ เป็นการเห็นโทษ การเห็นโทษของการเพ่งโทษนั้นก็คือ เราไม่ได้ทุกข์เพราะพ่อแม่แยกกัน แต่เราทุกข์เพราะเรามีอคติในการมองเข้าไปในความจริงนั้น อย่างไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง

            "นี่แหละที่เราอยากจะบอกว่า ก้าวที่สอง บางทีต้องอาศัยการสะกิดเตือน มีเหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นอาจจะร่ำไรรำพันกับอารมณ์นี้สักหน่อย อาการก็คือที่จริงไม่ได้อยากอวดหรอกนะว่าทุกข์น่ะ แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร และวันหนึ่งเราก็ได้เห็นว่า แอมได้ตกตะกอนความคิดของเขาเอง หลังจากที่เขาได้ (จุด จุด จุด) "

            แอมตอบคำถามใน จุด จุด จุดนั้นว่า ตอนแรกไม่เข้าใจว่า ทำไมพ่อแม่จึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่พอโตขึ้น เรามีแฟน และเราได้พยายามแล้วอย่างเต็มความสามารถ และอีกฝ่ายหนึ่งก็พยายามแล้ว เพราะเราก็ไม่อยากลงเอยด้วยการเลิกรากัน พอได้พยายาม แล้วทำไมไม่ได้ ทำให้เข้าใจว่า มันไม่ง่ายที่คนสองคนมาอยู่ด้วยกัน เรายังโชคดีกว่าที่ไม่มีลูก ไม่งั้นลูกคงจะสงสัยเราเหมือนกันว่าทำไมเราถึงแยกทางกัน

            "เรานึกไม่ออกว่า ตอนที่พ่อแม่อายุ 20 ปี ตอนนั้นเขาก็เป็นเพียงหนุ่มสาวที่รักกัน แต่งงานกัน แต่เขาไม่ได้คิดแน่ๆ ว่าเขาจะแต่งงานกันเพื่อไปหย่า ไม่มีใครคิดอย่างนั้น แต่ถ้าเรารู้ว่ามันไม่ง่ายแล้ว เราก็เลยเข้าใจความรู้สึกของหนุ่มสาวคู่นั้น วันนั้น ว่าทำไมแต่งงานแล้วต้องหย่า เราก็เริ่มเข้าใจ"

            ส่วนเรื่องการทำงาน แอมสนทนากับแม่ชีศันสนีย์ไว้ในหนังสือ "ความรัก ความทุกข์ ความสุข ความตายตอนหนึ่งว่า พอเราไม่ดังแล้ว เราเห็นสัจธรรม เวลาเราดังมากๆ ตอนโผล่ขึ้นไปบนเวที แล้วยังไม่ทันทำอะไรเลย แค่ยืนนิ่งๆ หรือเลิกคิ้วข้างเดียว ฮอลล์แทบแตก กรี๊ดกันถล่มทลาย แล้วเราเองก็สนุกมาก

            "แต่ตอนที่เอ็นจอยนั้นเราไม่รู้ว่า มันมีเชื้อโรคชนิดหนึ่ง ที่ทุกคนต้องโดน มันเป็นไวรัสคนดัง ช่วงนั้นอาการจะกำเริบเพราะเราคิดว่าวิเศษกว่าชาวบ้าน คิดว่ามีอำนาจ มีอิทธิพลในการสั่งโน่นสั่งนี่ เราจะเรื่องมาก เพราะรู้สึกว่าใครๆ ต้องตามใจเรา "

            แม่ชีศันสนีย์สรุปว่า เป็นการหลงไฟ

            แอมตอบว่า แต่พอถึงวันที่เขาไม่เอาเรา ทำไมมันเปลี่ยนไป ทำไมมันเหนื่อยจัง ครั้งแรกที่ตกสวรรค์ ขมขื่นมาก รับไม่ได้จากค่าตัวชั่วโมงละเท่านี้ เหลือเท่านี้ ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร

            "มันเจ็บปวดเพราะเพราะเราไม่ยอมให้มาตรฐานของเราต้องตกลงไป ท่านสุนทรภู่เคยเขียนเปรียบความเป็นศิลปินไว้ว่า เหมือนบายศรีครามีงานท่านถนอม เจิมแป้งหอมน้ำมันจันทน์ให้หรรษา พอเสร็จสรงทิ้งลงในคงคา ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง เพราะฉะนั้น เราต้องไม่ลืมความเป็นใบตองของเรา ..."

            แม่ชีศันสนีย์ กับแอมรู้จักกันมา 33 ปี ตั้งแต่แอมอายุ 10 ขวบ ครั้งนั้นแม่ชีศันสนีย์ยังอยู่ในวงการบันเทิง แต่วันนี้ทั้งสองมาเจอกันอีกครั้ง แม่ชีศันสนีย์เปลี่ยนผ่านแล้ว แอมกำลังอยู่บนกระบวนการเปลี่ยนผ่าน

            "เนชั่นสุดสัปดาห์" ชวนฟังกันต่อว่า แอมอาศัยอะไรเป็นอาวุธและเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่นี้   

           

            0 ความเป็นอิสระจากภายในเกิดขึ้นเมื่อไหร่

            จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ได้ยินมาหลายปีแล้ว แต่เหมือนกันว่าเข้าใจโดยตัวอรรถะเข้าใจตามตัวหนังสือ ไม่ใช่เข้าใจจากข้างในใจของเรา มันใช้เวลาเป็นปีๆ เหมือนกันที่จะทำความเข้าใจว่าFreedom ที่แท้จริง คือเป็นอิสระจากอารมณ์     ตั้งแต่เราเกิดมา หลายคนไม่รู้ตัวหรอกว่าเราเป็นทาสของอารมณ์ต่างๆ ของตัวเราเอง อันนี้เราไม่ได้พูดถึงปัจจัยภายนอก บางคนบอกว่าฉันเป็นทาสบริษัท ฉันเป็นทาสครอบครัว สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกหมดเลย แล้วพอสังเกตดูดีๆ ทำไมเราถึงไม่เป็นอิสระ เพราะเราเป็นทาสอารมณ์ตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ไหน รัก ชอบ ไม่รัก ไม่ชอบ เกลียด ทุกอย่างเราให้มันเข้ามาอยู่ในใจเราโดยไม่รู้ตัว

            อย่างเช่น ใจเรามันตั้งอยู่อย่างนี้ อารมณ์ก็เป็นแขกเข้ามา มันเป็นตัวที่ทำให้ใจเราไม่ปกติ สิ่งต่างๆ ที่เราทำไป มันมีตัวอารมณ์อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้ไม่เป็นอย่างนี้ เป็นตัวผลักดันให้เราเหนื่อย และไม่เป็นอิสระ จนกระทั่งมันคงไปถึงจุดที่ทนไม่ไหวแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทนอะไรไม่ไหว ถ้าดูจากภายนอกดูแล้วไม่น่ามีอะไร แต่จริงๆ เราทนตัวเองจากภายในไม่ไหวมากกว่า ทนในการที่ต้องบ้าจี้ เต้นไปตามอารมณ์ที่จรมาเยี่ยม อารมณ์ชอบ ไม่ชอบ พึงใจ ไม่พึงใจ อยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ อารมณ์เหล่านี้ทำให้เราตกเป็นทาสหมดเลย ทำให้ตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว และทำให้ไม่เป็นอิสระ 

0 มีปรากฎการณ์ที่เป็นรูปธรรมไหม ว่าอารมณ์แบบนี้จะไม่เอาแล้ว

มันสะสมมาหลายปี ที่เห็นได้ชัด ถ้ามองจากภายนอกเหมือนมีทุกอย่าง มีสิ่งที่ควรจะมีครบหมดแล้ว แต่ไม่มีความสงบสุขภายในใจ มันก็เลยแสดงให้เห็นว่าใจไม่เป็นอิสระต่ออารมณ์ต่างๆ

0 สิ่งที่เรียนรู้ให้เข้าใจตรงนี้

เราไม่ได้เรียนปุบปับวันสองวัน ช่วงแรกมันมีอะไรบางอย่างเข้ามาตบหัวเราให้ตื่นขึ้นจากความรู้สึกเดิมๆ หลังจากประสบการณ์ครั้งนั้นแวบเดียว มันเหมือนกับชีวิตเปลี่ยน โลกยังเหมือนเดิมทุกประการ แต่ข้างในมันเปลี่ยน วิธีการมองโลกของเราเปลี่ยนไป เมื่อวิธีการมองเปลี่ยน ก็เห็นสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากที่เมื่อก่อนมองทุกอย่างที่อยากจะให้เป็น พอไม่เป็นก็เป็นทุกข์ เดี๋ยวนี้มองมันตามความเป็นจริง แล้วสิ่งนั้นมันคงเป็นอย่างนั้น แต่เราตัดความรู้สึกชอบ ไม่ชอบออกไป ก็เห็นว่ามันเป็นอย่างนี้ อันนี้คือจุดเริ่มต้น

0 จุดเริ่มต้นที่ว่าคืออะไร หนังสือ? ครูบาอาจารย์ ? หรือคิดได้เอง?

เป็นหนังสือ หนังสือเล่มแรกที่ตบกบาลให้ตื่นคือ “คู่มือมนุษย์” ของท่านพุทธทาส แปลกตรงที่ว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่อ่าน ทำไมอ่านมาแล้วกี่ครั้งแต่มันไม่สว่างเลย อ่านมาหลายหน ดูเหมือนจะเข้าใจตามสติปัญญาอย่างโลกๆ แต่มันไม่เข้าใจจริงๆ ไม่ได้เกิดจากข้างใน แต่ครั้งแรกที่เข้าใจจริงๆ มันกลับไม่มีสัญญาณ ไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย อยู่ดีๆ ก็หยิบมาอ่านอีกครั้ง บอกตัวเองว่า เอาล่ะ ถ้าครั้งนี้อ่านแล้วไม่เข้าใจอีกก็จะเก็บขึ้นหิ้งเหมือนเดิม

แต่การอ่านครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม คือเมื่อสองปีที่แล้ว มันเป็นประสบการณ์อะไรที่เล่าได้ยากมาก คือหนังสือเล่มนี้เคยเห็นแล้ว เคยอ่านแล้ว แต่ความรู้สึกมันต่างออกไป โดยที่ไม่รู้ว่า อะไรเป็นผู้ทำให้มันเกิดอย่างนั้น มันทำให้เราตื่น

หลวงตาพุทธทาสเป็นครูคนแรกที่ปลุกให้ตื่นอย่างแรง อย่างหัวทิ่ม เมื่อก่อนก็ศึกษาธรรมะแต่เหมือนกับบางคน ที่ศึกษาไว้โม้กับเพื่อนมากกว่า คือพูดได้เป็นฉากๆ แต่ไม่ได้มาจากข้างใน ประสบการณ์จากหนังสือ “คู่มือมนุษย์” เป็นประสบการณ์ตรงที่ทำให้ตื่นเลย คราวนี้กลับไปเป็นอย่างเก่าก็ไม่ได้แล้ว กลับไปคิดอย่างเก่าก็ไม่ได้โดยสิ้นเชิง

0 หนังสือ “คู่มือมนุษย์”ได้มาอย่างไร

            ซื้อเอง คือสนใจหนังสือเล่มนี้ตั้งนานแล้ว แต่อ่านแล้วไม่สนุก หลายปีแล้วนะ แต่ครั้งนี้พอดีเป็นวันเกิดของเราเมื่อสองปีที่แล้ว (13 พฤษภาคม 2508)  รู้สึกคาใจว่าทำไมอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบซักที  อยากอ่านอีก มันมีอะไรดึงดูดไม่รู้ว่าต้องอ่าน ก็เอาขึ้นไปอ่านบนเครื่องบินด้วยคืนนั้น ไปอัมสเตอร์ดัม พออ่านแล้วก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

            มันทำให้ชาติ ภพของเราเปลี่ยนไปด้วย ไม่ต้องรอตายแล้วไปเกิดชาติหน้า แต่รู้สึกว่าเมื่อสองปีที่แล้วก่อนที่จะอ่าน "คู่มือมนุษย์" เหมือนตัวเองกำลังจะตาย พออ่านแล้วรู้สึกว่า คนก่อนหน้านั้นตายแล้ว และมีอีกคนหนึ่งเกิดหลังจากวันนั้น

            เพราะฉะนั้น มันเหมือนกับชาติก่อน ชาติหน้าเลยนะ ชาติก่อนคือเมื่อสองปีที่แล้ว นั่นคืออีกคนหนึ่ง และนี่คือชาติปัจจุบันของเรา นิสัยต่างๆ ที่ยังแก้ได้ไม่หมด ข้อเสียที่ยังติดตัวเรามา เหมือนกับที่มีคำเปรียบว่าไอ้คนเกิดมาใหม่แล้วติดนิสัยมาจากชาติก่อน มันก็จะมีนิสัยบางอย่างที่เป็นข้อบกพร่องที่ติดมาเมื่อก่อนสองปีที่แล้ว แก้ไขไม่ได้ แต่มันบางเบาลงไปมาก เหมือนตายไปแล้วชาติหนึ่งแล้วเกิดขึ้นมาใหม่ ที่เหลือคือเอาไว้ขูดออก

 0 หลังจากเปลี่ยนแปลงแล้ว เขียนเพลงอีกได้ไหม

            ตอนแรกเขียนไม่ได้เลย เวลาที่ชีวิตเปลี่ยนแรงๆ มันจะคล้ายๆ กับว่าไม่มีตรงกลาง เวลาช่วงชีวิตเปลี่ยน มันจะคล้ายๆ ว่า ทำอะไรมากไป หรือ ทำไม่ก็น้อยไปเพราะยังหาสมดุลไม่ได้ ก็จะยาก จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ในช่วงยากอยู่เพราะว่าเวลาที่เราจะพูดอะไรที่เรามองเห็นจริงๆ ตามความเป็นจริงของเราในปัจจุบัน เราใส่ลงไปในเพลง น้อยเพลงมากที่จะมีโอกาสใส่ลงไป และน้อยเพลงมากที่ตอบโจทย์การตลาดได้ แล้วมันก็เปลี่ยนวิธีการทำงานของเรา

            แรกๆ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตแทบไม่ได้เลยนะ อันนั้นมีผลกระทบมากกว่าแต่งเพลงอีก คือ ไม่อยากเล่น ไม่อยากทำ ไม่อยากเฉียดไปในสถานบันเทิง ไม่อยากขึ้นเวที ไม่อยากมอมเมาคนด้วยเสียงเพลง เอนเตอร์เทนใครก็ไม่ได้ 

 0 แล้วช่วงนั้นทำอะไร

            ก็ไม่ทำอะไร ทำงานตามปกตินี่แหละ เป็นช่วงปรับตัว เหมือนตัวเรายังอยู่ในโลกนี้ แต่มีอีกมิติหนึ่งซ้อนอยู่ เมื่อก่อนเราไม่รู้ตัว แต่เดี๋ยวนี้เรารู้ มันยากตรงที่ผ่านมาเราต้องหาสมดุลระหว่างสองโลกนี้ให้ได้ ทำอย่างไรจึงจะอยู่ในโลกปัจจุบันปกติได้ โดยที่ข้างในเราเป็นอิสระจากโลกขางนอก คือตัวไปทำหน้าที่ทุกอย่างที่เราควรจะทำในชีวิต แล้วทำอย่างไรใจเราจึงจะปลอดภัยไม่อยู่ตรงที่เสี่ยงอันตราย

            มันต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ต้องใช้อารมณ์ในเรื่องไหน ใช้ตรงนั้น พอใช้เสร็จไม่เอากลับบ้าน เมื่อก่อนมันปน ใช้เสร็จแล้วเอากลับบ้าน เอาไปนอนคิดเป็นคาร์แรกเตอร์ของตัวเองอีกนาน 

            ตอนนี้คือใช้อารมณ์ในการทำงาน ใช้เสร็จแล้วทิ้ง ใช้ความคิดในการทำงาน ใช้เสร็จแล้วออกมา แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีนัก ยังปนๆ กันอยู่ แต่วันหนึ่งเมื่อเราฝึกดีแล้ว มันจะให้ผลดีตรงที่ว่า เราจะทำงานอย่างมืออาชีพมากขึ้น งานเป็นงาน ชีวิตส่วนตัวเป็นชีวิตส่วนตัว ไม่เอาไปปนกัน เวลาขึ้นเวทีก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าเวลาอยู่บ้านจะมีนิสัยเหมือนอยู่บนเวที

 0 มาร่วมงานกับรู้จักแม่ชีศันสนีย์ได้อย่างไรคะ

            เรารู้จักท่านตั้งนานแล้ว ก็เหมือนกับว่าเวลาทำงานก็เฉียดกันไปเฉียดกันมา เข้ามาคุยบ้าง เข้ามาสวัสดีท่านบ้าง แต่ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดเท่าไหร่ เพราะท่านทำกิจกรรมเยอะ เราก็งานเยอะไม่ค่อยได้เจอกัน จนตอนหลังเข้ามาเสถียรธรรมสถานบ่อยขึ้น เริ่มได้คุยกับท่านบ่อยขึ้น ท่านก็ให้เวลา บางครั้งท่านงานเยอะยุ่งอยู่ก็ปลีกเวลามานั่งคุยด้วย คือท่านคงเห็นว่า คนนี้เป็นคนดีนะ แต่อาจจะอยู่ในความทุกข์หรืออะไรหลายๆ อย่าง คนดีคนนี้น่าจะมีประโยชน์ เอามาใช้ได้ แต่ก่อนอื่นต้องช่วยคนนี้ให้เขาทุกข์น้อยลงก่อน แล้วเขาจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ เราก็มาในแนวนี้ ไม่ได้มาปฏิบัติธรรมที่นี่ แต่ว่าถ้ามีสิ่งที่เราช่วยได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเกิดสาวิกาสิกขาลัย ก็ถือว่าเราเป็นเฟืองตัวหนึ่งที่ช่วยอะไรได้ก็ทำ

            จริงๆ แล้วคุณแม่ศันสนีย์ท่านทำงานในวงการบันเทิง เคยเป็นพิธีกร เป็นนางแบบ เป็นอะไรเยอะแยะ ยุคนั้นคุณแม่เราก็อยู่ในวงการ ก็เตาะแตะอยู่แล้ว แม่พาไปไหนก็ไปสวัสดีคุณน้าคุณอา ก็ได้เห็นท่านตั้งแต่สมัยช่องสี่บางขุนพรหม แต่เราจำไม่ได้ ท่านจำเราได้ แม่ให้สวัสดีใครเราก็สวัสดี เป็นอย่างนั้น

            พอเห็นรูปท่านสมัยสาวๆ ก็นึกออกว่า คุณน้าคนนี้เราเคยเห็น แต่ตอนนั้นยังเด็กมาก 

  0 แล้วได้เข้ามามีส่วนร่วมในสาวิกาสิกขาลัยอย่างไรบ้าง

            ตอนนี้กำลังจะสร้างและระดมทุน อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการที่จะสร้าง เราคงเป็นฝ่ายบู๊ ถ้าจะใช้เราให้เป็นประโยชน์อะไรในส่วนที่ทำได้ก็จะทำ ถ้าวันหนึ่งจะต้องเข้ามาทั้งเป็นคนที่ช่วยเลกเชอร์น้องๆ หรือตัวเองมารับการเลกเชอร์ คือเป็นทั้งนักเรียน เป็นทั้งครู หน้าที่ไหนที่เหมาะเวลาไหนก็ทำ คือเป็นทั้งผู้เรียนและผู้สอน เรียนจากผู้ใหญ่แล้วก็สอนผู้น้อยอีกต่อหนึ่ง แต่คิดว่าคงเป็นนักเรียนก่อนดีกว่า ทุกวันนี้ก็โดนเด็กๆ มันเหน็บว่าเป็นคุณครูเต็มทนแล้ว เจอหน้าแทบจะปาเจรา...คือชอบสอน ไม่ค่อยดีหรอก เจอบางคนเขาอาจจะรำคาญ

0 คอร์สการปฏิบัติธรรมที่เป็นรูปแบบเคยไปเข้ามาบ้างไหม

            ที่เคยไปมายังไม่ถึงกับเป็นรูปแบบ สำหรับรูปแบบอาจจะเหมาะกันคนไม่ทุกคน เพราะว่าเรื่องนี้แล้วแต่จริต แล้วแต่นิสัยใจคอ แม้แต่คนที่ไปปฏิบัติเองก็ย่อมมีนิสัย มีจริตที่แตกต่างกัน เผลอๆ ก็ไปขัดแย้งกัน เท่าที่เห็นมาก็มี

 0 แล้วที่ไปมาไม่เป็นรูปแบบละ เป็นอย่างไร

            เราไปน้อย เคยไปวัดป่าครั้งเดียว ส่วนใหญ่ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อย่างเวลาคุยในขณะนี้ก็ต้องพยายามรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังพูดอะไรอยู่ เดือดร้อนคนอื่นหรือเปล่า พูดดีหรือเปล่า คิดดีหรือเปล่า ต้องรู้ตัว พยายามรู้ตัวตลอด มาวันนี้ก็ต้องรู้ตัว หลุดได้แต่ต้องรีบดึงกลับมา ต้องคุมไว้ด้วยสติ ไม่ให้เบียดเบียนคนอื่น 

 0 ชอบสวดมนต์บ้างไหม

            สวดค่ะ ที่สวดเพราะทำให้สบายใจ ไม่ได้สวดเพราะแก้บน ไมได้สวดเพื่ออะไร สวดเพื่อตัวเอง แต่ไม่ได้เคร่งครัด สวดเพื่อให้จำได้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ในชีวิต สวดฉบับที่มีคำแปล จะได้เข้าใจว่าพูอะไรอยู่ ไม่ใช่นกแก้วนกขุนทอง

 0 การทำหนังสือเล่มนี้ที่เป็นการสนทนากับแม่ชีศันสนีย์ ได้เรียนรู้อะไรบ้างตั้งแต่เริ่มต้นจนหนังสือเสร็จ เหมือนหรือต่างกับตอนอ่าน “คู่มือมนุษย์” อย่างไร

             การคุยธรรมะ คุยได้หลายระดับ งานนี้เป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนกันมากกว่า โดยที่พี่ปุ้ย “พิกุล วิภาสประทีป” บรรณาธิการ ให้เอาเพลงมาเป็นแกนก่อนนิดนึง ไม่งั้นอาจจะคุยเรื่องธรรมะกันกว้างไป เลยเอาตัวเนื้อเพลงดึงประเด็นมาคุยกัน เพลงแต่ละเพลงก็เขียนขึ้นมาจากชีวิต ชีวิตคือความจริง ความจริงก็เลี่ยงธรรมะไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่า เวลาฟังเพลงจะฟังเอาผิวๆ อย่างเดียว หรือจะเอาเรื่องข้างในที่มันซ่อนอยู่ อย่างนี้เป็นการดึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเพลงที่เขียนออกมาเล่าให้คุณแม่ฟัง แล้วคุณแม่ก็จะคุยเหมือนกันต่อเรื่อง ขยายเรื่องอธิบาย เป็นการสนทนา

            “คู่มือมนุษย์” เป็นเหมือนตำรา เหมือนหนังสือเรียน แต่อันนี้ไม่ใช่ เป็นหมวดหนังสือเหมือนพานักเรียนไปทัศนศึกษา มันมีความร่วมสมัยอยู่ในนี้ เหมือนกับเล่นไปด้วย แล้วกิจกรรมที่เล่นมีความรู้อยู่ในนั้น คือเรียนจากธรรมะแต่ด้วยวิธีที่ไม่เป็นวิชาการ

 0 เป็นเพลงที่แต่งมาแล้วหรือแต่งใหม่เพิ่มเติมด้วย

            ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่แต่งมาแล้วทั้งนั้น

 0 มีความคิดเห็นอย่างไรกับเพลงสมัยนี้

            มันอยู่ที่คนเลือกฟัง เพลงมีหลายอย่าง ถ้าเรารู้ว่ามันคือแค่เพลงเราก็อย่าไปจริงจังอะไรกับมันมากขนาดนั้น ฟังแล้วก็รู้ว่าคนนี้เขาทำเพลงมาเพื่อขาย อะไรที่ชาวบ้านซื้อเขาก็ทำ เพราะทุกคนก็ทำธุรกิจ เราพูดอยู่เสมอว่า ฟังเพลงก็ให้ฟังว่ามันเป็นเพลง ไม่มีอะไรเลิศเลอไปกว่านั้น วันนี้อยากฟังเพลงนี้อารมณ์นี้ก็ฟัง คนซื้อเลือกได้ทุกอย่าง แต่บ้านเราเป็นแบบด่าไปซื้อไป เหมือนละคร น้ำเน่าตบจูบ แต่เลตติ้งกระจายก็เลยไม่รู้ว่าปากกับใจตรงกันหรือเปล่า ถ้าทำออกมาแล้วคนไม่ชอบขายไม่ได้ เขาก็ต้องเจ๊ง เขาอยู่ไม่ได้ ถ้าทำเพลงหรือหนังจรรโลงธรรมะออกมา ถ้าขายได้ เขาย่อมมีทุนที่จะทำต่อไป แต่อันนี้อยู่ที่ว่าเขาสนับสนุนหรือเปล่า ส่วนใหญ่ที่สปอนเซอร์วิ่งเข้าตูมๆ

 0 กลับมาที่ชื่อหนังสือ “ ความรัก ความทุกข์ ความสุข ความตาย” มีที่มาที่ไปอย่างไร

            บรรณาธิการเป็นคนตั้ง ทั้งสี่คำนี้เป็นเรื่องชีวิตทั้งหมดที่ทุกคนต้องเจอ เป็นพื้นฐานของชีวิตมากๆ ใครๆ ต้องมีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นเรื่องของชีวิตจริง บางคนไปมองเรื่องความรักในเรื่องแฟน ฉันไม่มีแฟน เพราะฉะนั้นความรักฉันไม่มี ไม่จริงหรอก เกิดมาคุณก็มีความรัก เราต้องเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับมนุษย์อื่น พ่อแม่พี่น้องครอบครัว รักต้นไม้ รักสัตว์เลี้ยง รักต้นไม้ก็เรียกว่ารักเหมือนกัน ทุกอย่าง ความสุขคุณก็เคยมี สุขอย่างไร ทุกข์คุณก็เคยมี ความตายเดี๋ยวต้องมา ทุกคน ไมได้พูดอะไรที่ไกลตัวเลย เป็นเรื่องของทุกคน

 0 แม่ชีศันสนีย์เป็นต้นแบบอย่างไรบ้าง มีอะไรที่อยากเป็นอย่างท่าน

            จริงๆ เราอยากบวช เมื่อสองปีที่แล้ว แม่ชีที่บวชใหม่ทุกท่านก็จะปลีกวิเวกไปปฏิบัติ ไม่มีกิจกรรมคืนกำไรให้สังคมมากขนาดนี้ เราคงรู้สึกไม่ต่างจากท่านสมัยก่อนโน้น ถ้าบวชตอนนี้ ก็ยังไม่พร้อมที่จะกลับมาช่วยเหลือสังคมแบบนี้ คือ มาช่วยขายหนังสือ ยังไม่มั่นคงขนาดนั้น ถ้าบวชก็เข้าป่าไปเลย พออยู่ตัวแล้วค่อยออกมาช่วยงานเท่าที่ทำได้ แต่ตอนนี้ ถ้าบวชกันคุณแม่ตอนที่ท่านมีกิจกรรมเต็มไปหมดแล้ว เราก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ปฏิบัติไหม แต่เรื่องของเรื่องจริงๆ มันคงจะเกิดจากที่เราเริ่มเบื่อ เริ่มเห็นสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างที่บอก มันมีใจที่แวบคิดไปถึงสภาวะนักบวชมากขึ้นทุกวัน

            ตอนนี้ได้แต่ดูคุณแม่ว่า คุณแม่มีหลายอย่างที่ท่านทำได้ เป็นได้ เป็นสิ่งที่เราอยากจะเป็น แต่ยังเป็นไม่ได้ ยังมีภาระ พันธะเกี่ยวข้องกับโลกอยู่ เราเป็นคนหาตังค์ได้เยอะที่สุดในครอบครัว จะบวชหนีไปคนเดียวก็ดูกระไรอยู่ ถ้าโกนหัวบวชซะคงรอดไปคนเดียว แต่อีกหลายๆ คนจะลำบาก คุณแม่ก็เลยเป็นอะไรที่เราอยากเป็นแต่ยังเป็นไม่ได้ 

 0 มองอย่างไรเกี่ยวกับนักบวชหญิง คุณแอมบอกว่า แม่ชีเป็นเหมือนพระ แต่เป็นพระที่กอดได้ 

            เพราะผู้หญิงมีข้อขัดข้องหลายอย่าง เราไม่อยากกล่าวหาพระสงฆ์ เพราะพระสงฆ์ที่ดีๆ ก็มีมาก แต่ก็มีพระปลอมก็มีอยู่มาก ด้วยความเป็นผู้หญิงเวลาเราไปบวช หรือไปปฏิบัติ มันก็ไม่ได้ปลอดภัย100% เพราะผู้หญิงมีเรื่องของเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเราโชคดีไปอยู่ในที่ๆ ปลอดภัย เราได้ไปปฏิบัติกับพระแท้เรื่องพวกนี้ก็ไม่มีอะไรน่าระวัง แต่เราก็ไม่รู้ ผู้หญิงก็อดระแวงไม่ได้เหมือนกัน การที่เราเข้าไปติดต่อกับพระสงฆ์ มีกิจที่เกี่ยวข้องกัน ก็มีความไม่สะดวกอยู่หลายอย่าง มีเขตแดน มีเส้นแบ่งของมันอยู่ มันก็ลำบาก ใกล้ชิดกับพระมากก็ไม่ดี ถึงแม้เป็นพระแท้ ก็ไม่ควร บางคนโชคร้ายไปเจอพระไม่แท้ ไปหนีเสือปะจระเข้ ไปเจอคนที่นุ่งห่มเฉยๆ แต่จริงๆ มีความเป็นผู้ชายอยู่ในนั้นก็ไม่ปลอดภัย

            เพราะฉะนั้นเวลามีโซนที่ดำเนินงานโดยนักบวชผู้หญิง อย่างน้อยในข้อนี้ ทำให้ผู้หญิงรู้สึกหนีร้อนมาพึ่งเย็นก็ยังตัดความกังวลได้เรื่องหนึ่งว่ายังไงก็ไม่โดนข่มขืน ไม่โดนครหาในเรื่องชู้สาวเกิดขึ้น ดูจะโล่งกว่า แล้วเวลาไปหาพระก็ต้องมีเวลา ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย มีบัญญัติไว้ในพระวินัย แต่ถ้าเรามีนักบวชหญิง ผู้หญิงที่เดือดร้อน กระเซอะกระเซิงมาก็จะได้พึ่งพิง

            ถ้าไม่เกินตัวไป วันหนึ่ง ถ้าเราเอาตัวรอดได้แล้วทางจิตใจ อาจจะ สักวันหนึ่งคงได้ใส่ยูนิฟอร์มนี้ กลับมาช่วยดูแลผู้หญิงรุ่นอื่นๆ ต่อไป ที่ต้องการความช่วเหลือ แต่ถึงเป็นฆราวาสก็ช่วยเหลือได้ อาจจะทำอะไรได้ห่ามกว่า สิ่งที่นักบวชทำไม่ได้ สั่งหนูมาเดี๋ยวไปลุยเอง อาจจะเป็นแบบนั้น

            อย่างน้อยผู้หญิงไม่รู้จะไปที่ไหน เลิกกับสามี ถูกทารุณมา ท้องมา ก็มีสถานที่สำหรับผู้หญิงที่เดือดร้อนและลำบากไม่มีที่อยู่

 0 เวลาให้คำปรึกษาน้องๆ มีหลักอย่างไรบ้าง

            คนเรามีความพร้อมในการฟังไม่เท่ากัน บางคนเขาไม่ได้ต้องการให้เราแก้ปัญหาอะไรให้ เขาอยากแค่ระบาย ระบาย เท่านั้น เราจะไปพูดในส่งที่เขายังไม่เห็นเองไม่ได้ เราช่วยเป็นผู้ฟังที่ดีและปลอบใจเท่าที่ปลอบใจได้ บางครั้งเหมือนต้องรอให้เขาพร้อมเองก่อน ให้เรื่องของเขาตกตะกอนก่อนแล้วเขาจึงจะเกิดแสงสว่างขึ้นมา แล้วเราค่อยเสริมเข้าไปตรงนั้น ถ้าเราไปบอกเขาว่าให้เห็นสิ่งต่างๆ ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง เขาคงถีบเราออกมา

0 ความทรงจำเกี่ยวกับ สาว สาว สาว ในวัยเด็ก

            ไม่มีอะไรมาก เป็นความทรงจำของเด็กๆ ที่มีกิจกรรมทำในวันหยุด ไม่ค่อยสำเหนียกในความดังของตัวเอง สนุกอย่างเดียว เดิมสนิทกันอยู่แล้ว มาทำงานด้วยกันก็ไม่ต่าง ไม่มีสาว สาว สาวก็ไม่ต่าง มันก็เหมือนเดิม ทุกวันนี้ยังเหมือนเดิม งานตัวนี้ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าสนิทกันเพราะทำวงหรือเปล่า ไม่ใช่ เราเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว แม่เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรายังไม่เกิด แม่อุ้มเราไปเจอกันตั้งแต่เล็กๆ

            ตอนเด็กไม่ได้คิดอะไร ผู้ใหญ่หลอกให้ทำงาน แล้วได้ค่าขนม ไม่เคยนึกด้วยว่าเราจะเป็นส่วนที่น่าจดจำของประวัติศาสตร์วงการดนตรีไทย

 0 แต่ก็อยู่ในใจของคนมหาศาล

            มันก็เหลือเชื่อ ไม่มีใครคาดคิด ถามีใครไปค้นความเป็นมาของวงการดนตรีไทย ก็ดีใจ ค้นยังไงก็เจอ 

  0 หลังจากจบสาว สาว สาวแล้วเริ่มต้นงานแต่งเพลงอย่างไร

            สมัยก่อนชอบเล่นกีตาร์ ชอบขีดๆ เขียนๆ อยู่แล้ว กลับบ้านมาก็เอาชายเสื้อห้อยออกมานอกกระโปรง เป็นแบบเด็กแนวหน่อย แล้วเล่นกีร์ต้าตอนเย็น สิ่งแวดล้อมที่บ้านก็เป็นอย่างนี้ เพราะเป็นนักดนตรีกันทั้งบ้าน

  0 ยุคนั้นยังแต่งตัวสำรวมมาก เดี๋ยวนี้นักร้องแทบจะ?

            มันก็ตามยุคสมัยแหละ โลกมันร้อนขึ้น แต่เราไม่ชอบใส่อะไรโป๊ๆ อยู่แลว คือเป็นนิสัยส่วนตัว

 0 สาว สาว สาว ตอนนี้ยังได้เจอกันไหม

            เจอกันตลอด เจอกันทีไรพุงปลิ้น มีปาร์ตี้กินกันเป็นกระจำ เพิ่งเจอกันไม่กี่วันมานี้ ไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันแล้วค่อยกลับบ้าน

 0 จะมีการกลับมารวมตัวกันจัดคอนเสิร์ตอีกไหม

            รวมเมื่อไหร่รู้เอง เห็นเอง ถ้าไม่เห็นก็แสดงว่าไม่รวม

 0 แล้วจะมารวมตัวกันที่วัดบ้างไหม

            ไอ้เรื่องแนวนี้ไม่รู้ว่าจะคล้ายกันไหม ไม่รู้ แต่ทุกคนเป็นหญิงกบฏทั้งนั้น

  0 “หญิงกบฏ” ในความหมายของคุณแอม

            มีความคิดอ่านอะไรเป็นของตัวเอง ไม่ค่อยสนใจคนหมู่มากลากไป อาจจะคิดเห็นแตกต่างไปจากคนอื่น

 0 ตอนนี้งานที่ทำมีอะไรบ้าง

            เป็นศิลปินทำเพลง เป็นฟรีแลนส์ เป็นลูกน้องเขา นายสั่งทำอะไร เราก็ตอบสนองในหน้าที่ที่ต้องทำ ถ้าหน้าที่ของเราต้องโฉ่งฉ่างบนเวที ถึงแม้ไม่ใช่ตัวเราชั่วโมงนี้แต่มันเป็นหน้าที่ ต้องแยกแยะให้ออกว่ากำลังทำงานอยู่ บางคนอาจจะบอกว่า หมู่นี้ใฝ่ธรรมยังล้งเล้งบนเวทีคอนเสิร์ต ก็นั่นมันงาน หน้าที่ของเราคือทำให้ทุกคนสนุก ให้ทุกคนมีความสุขในงานของเรา แต่ไม่ได้แปลว่านั่นคือทั้งหมดของชีวิต

 0 คิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์เพลง

            เรื่องนี้มันยาวมาก เราเข้าใจทุกฝ่าย เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น เข้าใจผู้คิด และเข้าใจผู้ที่เอาไป จริงๆ เรื่องลิขสิทธิ์หรือเรื่องอื่นๆ มันมาจบตรงทางสายกลางหมดเลย ถ้าบ้าลิขสิทธิ์มากเกินไป โลกจะเป็นธุรกิจมาก แล้วน้ำใจสุดๆ แต่ถ้าไม่มีอะไรปรามๆ เลย คนที่สร้างสรรค์งานก็จะมีชีวิตอยู่เหมือนโดนปล้นตลอดกาล มัไม่ดีทั้งสองอย่าง มันสุดโต่งทั้งสองทาง มันไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ธุรกิจยังไม่ฟู่แบบนี้ เราอยู่กันมาอย่างอะลุ้มอร่วยกว่านี้ กฎหมายมีมาเพื่อปราม ถ้าจะขโมยหรือก็อปปี้ก็พอประมาณนะอย่าออกนอกหน้า ใหมีมารยาทหน่อย ทุกอย่างถ้ามีมารยาทต่อกันก็จะอยู่ด้วยกันได้ เราไม่มีทางกำจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะเขาต่างมีเหตุผลของเขา ฝ่ายก็อปก็อย่าโฉ่งฉ่างมาก ให้เราอยู่ได้บ้าง ฝ่ายออกกฎหมายลิขสิทธิ์ก็อย่าเขี้ยวมาก พอประมาณ แบ่งๆ กันกิน ถ้าสองฝ่ายเป็นกลางๆ หน่อย เราว่า มารยาทสำคัญกว่าลิขสิทธิ์

(สัมภาษณ์พิเศษ มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่อง ทวีศักดิ์ ภักดีหุ่น ภาพ  /เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับ 831 วันที่ 2-8 พฤษภาคม 2551)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
ธาตุดินน้ำลมไฟ วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 10.09 น.
http://www.oknation.net/blog/omikami


อะไรมากระทบ ก็เฉย ตามดูไป
ยากหน่อยนะ
ความคิดเห็นที่ 3
Nity วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 16.29 น.
http://www.oknation.net/blog/nity
โลกหลากแบบ จึงมองได้หลายมุม!

อัพเรื่องใหม่ๆอีกนะครับพี่มน
ความคิดเห็นที่ 2
พิรี้พิไรลา วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 16.24 น.
http://www.oknation.net/blog/mesa
ดื่มด่ำในความเหงา

เธอเป็นผู้หญิงแกร่ง ที่น่าชื่นชม


มาเยือนครับ
ความคิดเห็นที่ 1
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 03/05/2008 เวลา : 16.05 น.
http://www.oknation.net/blog/guide007
โลกนอกห้องเช่ามันช่างปลอดโปร่งเสียเหลือเกิน...

ขอบคุณครับ
รู้สึกคุ้นๆ ว่าได้อ่านที่ไหนมา
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน