พิมพ์หน้านี้
|
โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร >> ในวงเหล้าของคืนที่ผ่านมา มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้เราพูดถึงคนๆ นี้ และบทความนี้ที่อ่านเจอจากกรุงเทพธุรกิจ บทความที่น่าจะเข้ากับวันที่ข่าวอายัดทรัพย์ของคนไม่รู้จักพอ กำลังดังไปทั่วเมือง
ข้อแรก บัฟเฟตต์เป็นคนที่ขยันหาเงิน เก็บออม และลงทุนมาตั้งแต่เด็ก เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ แต่ก็ยังบอกว่าเขาเริ่มลงทุนช้าเกินไป พอถึงอายุ 14 ขวบ เขาก็สามารถเก็บเงินจากการส่งหนังสือพิมพ์เพียงพอที่จะซื้อไร่ขนาดย่อมๆ ได้ ข้อสอง ทุกวันนี้ ในฐานะของเศรษฐีที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยความมั่งคั่งประมาณ 4-5 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ เขาก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านขนาด 3 ห้องนอนหลังเดิมที่ซื้อไว้หลังจากแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน บ้านหลังนี้ไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม แต่เขาบอกว่ามันมีทุกอย่างที่เขาต้องการ ข้อสาม เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ ที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นที่ติดอันดับต้นๆ ของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา แต่เขาก็ยังขับรถไปไหนมาไหนด้วยตนเองโดยไม่มีคนขับรถหรือผู้คุ้มกันอย่างผู้บริหารสูงสุดของบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆ ข้อสี่ สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นความ "ฟุ่มเฟือย" ประการเดียวก็คือ การที่เขาเคยซื้อเครื่องบินส่วนตัวเก่าลำหนึ่งซึ่ง ชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนรักและหุ้นส่วนสำคัญเคยตั้งชื่อให้ว่า "เถียงไม่ออก" (Indefensible) เพื่อใช้ในการเดินทางไปทำธุรกิจ แต่หลังจากที่เขาพบบริษัท Executive Jet ที่ให้บริการเครื่องบินส่วนตัวแบบแชร์เวลากันใช้ที่ใหญ่ที่สุด เขาก็ขายเครื่องบิน "เถียงไม่ออก" ทิ้ง และซื้อบริษัท ข้อห้า ในการบริหารบริษัทในเครือ 63 แห่งของเบิร์กไชน์นั้น บัฟเฟตต์จะปล่อยให้ผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้นดำเนินการอย่างอิสระ โดยเขาจะเขียนจดหมายถึงผู้บริหารเหล่านั้นเพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปีที่จะต้องทำ เขาไม่เคยนัดประชุม หรือโทรคุยกับผู้บริหารเหล่านั้นเป็นประจำ กฎของบัฟเฟตต์ที่ให้แก่ผู้บริหารระดับสูงสุดของเขามีเพียง 2 ข้อเท่านั้น นั่นคือ ข้อหนึ่ง อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย และข้อสองคือ อย่าลืมกฎข้อหนึ่ง ข้อหก บัฟเฟตต์ไม่ได้คบค้ากับคนในวงการไฮโซ การพักผ่อนหย่อนใจของเขาเมื่อกลับบ้านก็คือ การทำข้าวโพดคั่วรับประทานและดูทีวี และที่สำคัญก็คือ การเล่นไพ่บริดจ์ผ่านอินเตอร์เน็ต ข้อเจ็ด บัฟเฟตต์ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน มีคนเคยถามว่าเขาคิดคำนวณหามูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นหรือการลงทุนขนาดต่างๆ ได้อย่างไร เขาตอบว่า มันอยู่ใน "หัว" นั่นหมายความว่า การลงทุนสำหรับบัฟเฟตต์แล้ว จะต้องเป็นสิ่งที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนขนาดที่ต้องคำนวณด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนเรื่องการไม่ใช้โทรศัพท์มือถือนั้น น่าจะเป็นการบอกว่าเรื่องของการลงทุนนั้น ไม่มีอะไรเป็นเรื่องรีบด่วน ข้อแปด คำแนะนำสำหรับคนหนุ่มสาวของวอร์เรน บัฟเฟตต์ก็คือ จงหลีกห่างจากบัตรเครดิต และลงทุนในตัวคุณเอง นี่เป็นสิ่งที่น่าทึ่งในแง่ที่ว่า เขาไม่ได้แนะนำให้คนหนุ่มสาวลงทุนในหุ้น บัฟเฟตต์คงเห็นว่าการลงทุนในตัวเอง เช่น การศึกษาหาความรู้และฝึกฝนทักษะนั้น น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด ในอีกด้านหนึ่ง การใช้จ่ายโดยอิงกับบัตรเครดิตนั้น น่าจะนำไปสู่การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย และเป็นสิ่งที่ทำร้ายคนหนุ่มสาวมากที่สุด
สุดท้ายที่เป็นความน่าทึ่งก็คือ การพบกันเป็นครั้งแรกระหว่างบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คน คือบิล เกตส์ กับบัฟเฟตต์เมื่อ 5 ปีก่อน ในครั้งนั้น บิล เกตส์ คิดว่าบัฟเฟตต์กับตนนั้น ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ยกเว้นว่าจะรวยพอๆ กัน จึงกำหนดเวลานัดพบเพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อพบกันจริงๆ พวกเขากลับคุยกันถึงสี่ชั่วโมง และบิล เกตส์ กลายเป็นคนที่ศรัทธาในตัวบัฟเฟตต์อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับที่บัฟเฟตต์เองก็นับถือและยอมรับบิล เกตส์ มากและนั่นก็นำไปสู่การบริจาคเงินครั้งใหญ่ที่สุดในโลกจำนวน 31 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐของบัฟเฟตต์ให้แก่มูลนิธิของบิล เกตส์ เมื่อปีที่แล้ว และทั้งหมดนั้นก็คือชีวิตที่ "พอเพียงอย่างน่าทึ่ง" ของราชันย์นักลงทุนแห่งโอมาฮา วอร์เรน อี.บัฟเฟตต์ ** ทักษิณ น่าจะมาจากดาวคนละดวงกับ วอร์เรน อี.บัฟเฟตต์ แน่ๆ ** |
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |