พิมพ์หน้านี้
|
ความเดิมตอนที่แล้ว มนฝากให้เพื่อนๆตรองกันว่าแต่ะละท่าน เขียน กันด้วยเหตุผลใด และท่านจอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียน นักวิพากษ์การเมืองชื่อก้องนั้นเขียนเพื่ออะไร และทำไม ออร์เวลล์ ชี้ว่าสี่เหตุผลหลักที่คนเราเขียนหนังสือ (นอกจากเพื่อหารายได้แล้ว) ก็เพื่อต้องการให้โลกยอมรับในตัวเรา ต้องการถ่ายทอดความสละสลวยของภาษา ต้องการบันทึกประวัติศาสตร์ และประการสุดท้ายคือจุดประสงค์ทางการเมือง ขอย้ำค่ะว่าออร์เวลล์บอกว่าทุกคนมีจุดยืนในการนำเสนอความคิดเห็นผ่านงานเขียน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการเมืองหรือไม่ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นงานเขียนทุกชิ้นมีความเป็นการเมืองอยู่ในตัว
ออร์เวลล์เล่าต่อในบทความ ทำไมฉันจึงเขียน ว่าเหตุผลในการเขียนหนังสือของแต่ละคนนั้น คงจะแตกต่างกันออกไป เหตุผลของแต่ละคนในการเขียนแต่ละครั้งคงจะไม่หยุดนิ่งตายตัว และเมื่อมองย้อนดูตัวเอง เขาบอกว่าจนโตมาเป็นผู้ใหญ่ เหตุผลสามประการแรกมักจะมีน้ำหนักกว่าการเขียนเพื่อการเมืองเสมอ ในช่วงที่เหตุการณ์บ้านเมืองอยู่ในความสงบออร์เวลล์ก็มักจะเขียนแนวพรรณนา โดยที่ไม่ใส่ใจกับเรื่องการเมืองเลย แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนแนวทางการเขียนสำหรับนักเขียนนามกระเดื่องผู้นี้???? ออร์เวลล์หันมาใส่ใจเรื่องการเมืองอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะทำงานในกองทัพถึง 5 ปีโดยที่รู้ว่างานนั้นไม่ใช่ตัวตนของเขาเลย (เข้าร่วมกองทัพอังกฤษในยุคจักรวรรดินิยม โดยไปประจำการอยู่ที่พม่า ซึ่งต่อมากลายเป็นประเด็นของนวนิยายเล่มแรก Burmese Days) ต่อมาเขาอยู่ในสภาพยากจนและเต็มไปด้วยความรู้สึกว่าล้มเหลวในชีวิต
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทำให้ออร์เวลล์ เกลียดผู้มีอำนาจปกครอง และทำให้เขาตระหนักถึงความยากไร้ของชนชั้นแรงงาน ขณะเดียวกันงานที่ทำในพม่าทำให้เข้าใจความโหดร้ายของจักรวรรดินิยม แต่ประสบการณ์เหล่านี้ก็ยังไม่ได้ทำให้เขาซึมซาบกับประเด็นการเมืองมากนัก จน ค.ศ. 1935 ก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะวางแนวในการเขียนอย่างไร และรู้สึกว่าตนสับสนมาก จนกระทั่ง เกิดยุคฮิตเลอร์ และ สงครามกลางเมืองในสเปน สงครามกลางเมืองในสเปนหนักหน่วงมากขึ้น และต่อเนื่องจนถึง ค.ศ. 1936-7 ทำให้ออร์เวลล์เข้าใจชัดเจนแล้วว่าจุดยืนของตนคืออะไร ทุกบรรทัดของงานเขียนที่ออร์เวลล์นำเสนอออกมาตั้งแต่ 1936 เป็นไปเพื่อต้องการต่อต้านระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (totalitarianism) และสนับสนุน สังคมนิยมประชาธิปไตย (democratic socialism) ในแบบที่ตนเข้าใจ เขาบอกว่าในยุคที่เกิดความโกลาหลเช่นนั้นเป็นไปไม่ได้หรอกที่นักเขียนจะเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนต้องเขียน และพยายามโน้มน้าวให้ผู้อ่านเห็นด้วยกับจุดยืนของคุณ ขณะเดียวกันเขาคิดถึงการเขียนแนวการเมืองว่าเป็นศิลปะ เขาบอกว่า When I sit down to write a book, I do not say to myself, I am going to produce a work art. I write it because there is some lie I want to expose, some fact to which I want to draw attention, and my initial concern is to get a hearing. เวลาที่ผมนั่งลงเขียนหนังสือ ผมไม่ได้บอกกับตัวเองว่า ผมกำลังจะผลิตผลงานศิลปะผมเขียนเพราะว่าต้องการจะเปิดโปงบางเรื่อง ผมอยากจะให้ผู้อ่านสนใจในบางประเด็น ผมต้องการให้คนรู้ว่ากำลังมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ถึงแม้จะให้ความสำคัญกับประเด็นการเมืองมาก แต่ออร์เวลล์ไม่เคยละทิ้งความงามของภาษา เขาชื่นชอบงานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง และคิดว่าความเป็นตัวเขาเหล่านี้จะถูกส่งผ่านออกมาทางงานเขียนของเขา แน่นอนว่าความงามของภาษาและความต้องการนำเสนอประเด็นการเมืองอย่างตรงไปตรงมาบางครั้งก็ขัดแย้งกัน ยกตัวอย่างเช่นในหนังสือดังเรื่อง Homage to ความที่ต้องการรักษาความงามของภาษาได้กลายเป็นประเด็นใหญ่สำหรับตัวเขา ในปีท้ายๆของการทำงานออร์เวลล์พยายามเขียนให้ตรงไปตรงมามากขึ้น และใช้คำรจนาน้อยลง และ Animal Farm ก็คือผลงานที่เขาพยายามเขียนโดยบอกว่าเป็นครั้งแรกที่เขียนแล้วรู้จริงๆว่ากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งก็คือการเขียนด้วยจุดประสงค์การเมืองและไม่ละทิ้งความงามของภาษา
Animal Farm ตีพิมพ์เมื่อปี 1945 และเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมาก แต่ออร์เวลล์กลับบอกว่า นิยายทุกเล่มที่ผมเขียนก็คงจะล้มเหลวอีกนั่นแหละ ทุกเล่มคือความล้มเหลว แต่ยังไงผมก็ชัดเจนอยู่ดีว่าผมต้องการเขียนอะไร เขาบอกว่าพออ่านบทความนี้ "ทำไมฉันจึงเขียน" แล้วหลายๆท่านอาจจะคิดว่าเขาช่างเป็นคนดี เขียนอะไรขึ้นมาก็เพื่อรับใช้สังคม เขากลับบอกว่าที่จริงแล้ว นักเขียนทุกคนน่ะช่างว่างเปล่า เห็นแก่ตัว ขี้เกียจ และลึกๆแล้วแต่ละคนเขียนงานเพื่ออะไรก็บอกไม่ได้เหมือนกัน
การเขียนหนังสือเป็นเรื่องน่ากลัว กินแรงมหาศาล และเป็นการต่อสู้ เสมือนหนึ่งว่าคุณกำลังต่อสู้กับโรคร้าย และคงจะไม่มีใครต้องการทำเช่นนี้หรอกถ้าลึกๆแล้วไม่ได้มีปีศาจอยู่ในใจ ซึ่งคนๆนั้นไม่สามารถจะเข้าใจหรือต้านทานปีศาจตัวนั้นได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ออร์เวลล์บอกว่า "ไม่มีใครจะเขียนหนังสือให้อ่านแล้วเข้าใจได้ ถ้าคนๆนั้นไม่ได้กำลังต่อสู้กับตนเองอยู่" เมื่อมองย้อนกลับดูงานของตัวเอง ออร์เวลล์บอกว่า เมื่อใดก็ตามที่เขาขาดจุดประสงค์ทางการเมือง เมื่อนั้นแหละงานเขียนของเขากลับไม่มีชีวิตชีวา และกลับกลายเป็นเรื่องราวแกนๆ ประโยคที่ไม่มีความหมาย คำขยายความที่ไร้รสชาด ซึ่งก็คืองานเขียนที่เสแสร้งนั่นเอง ถึงแม้ออร์เวลล์จะถ่อมตนว่าไม่ได้ทำงานรับใช้สังคม แต่ฉันคิดว่าเขาเอาจริงเอาจังกับผลงานที่ทำ และเกิดความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์ที่ตนประสบ จึงผลิตงานเสียดสีสังคมเสียเป็นส่วนมาก ออร์เวลล์เป็นลูกชายของข้าราชการพลเรือนของอังกฤษนะคะ และได้เข้าเรียนโรงเรียนอีตัน ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับชนชั้นนำของอังกฤษ (มีลูกหลานชนชั้นนำของไทยเข้าเรียนโรงเรียนนี้หลายท่านค่ะ อย่างเช่นคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) แต่ว่าเหตุการณ์ชีวิตผกผันเมื่อเข้าไปร่วมงานกับกองทัพอังกฤษในพม่า อย่างที่เล่าไปแล้วข้างต้น ออร์เวลล์เป็นนามแฝงนะคะ ชื่อจริงคือ เอริค อาร์เธอร์ แบลร์ เกิด 25 มิถุนายน 1903 เสียชีวิตเมื่อ 21 มกราคม 1950 เป็นช่วงชีวิตเพียง 47 ปี ที่ได้ฝากผลงานไว้ให้คนพูดถึงมากมาย หนังสือ Animal Farm ที่เสียดสีสตาลินผู้นำเผด็จการของรัสเซีย ที่รวบอำนาจในยุคปฏิวัติรัสเซีย โดยใช้สำนวนโวหารเปรียบเทียบผ่านการสนทนาของสัตว์ในฟาร์ม เป็นเล่มที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ออร์เวลล์เป็นครั้งแรก และทำให้เขาความเป็นอยู่ดีขึ้น
ออร์เวลล์อาจจะนึกไม่ถึงว่างานเขียน 1984 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเผด็จการครองเมืองในปี 1984 จะกลายมาเป็นประโยคฮิตติดปากว่า Big Brother is watching you เล่มนี้ตีพิมพ์ ปี 1949 ปีเดียวก่อนตาย ถึงตอนนี้แล้วเราคงจะพอเข้าใจว่า ออร์เวลล์ เขียนหนังสือเพื่ออะไร แล้วเรา เขียนหนังสือเพื่ออะไร ภาพปก Animal Farm และ 1984 จาก www.wikipedia.com
|
| ความเขียว ที่สันกำแพง | ||
ฝนตกหลายวันที่เชียงใหม่ พอจะทำให้ต้นไม้เขียวขจี ขึ้นมาบ้าง |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||