พิมพ์หน้านี้
|
การต่อสู้เพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการรัฐบาลทหารพม่ากำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น และ blog กลายเป็นเครื่องมือที่ชาวพม่าทั่วโลก แพร่ภาพ เสียง ความเห็น ได้อย่างค่อนข้างเปิด อินเตอร์เนตเป็นเครื่องมือที่ชาวพม่าในประเทศส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เนตคาเฟ่จากพม่า การต่อสู้ในระบบดิจิตอลเป็นฉากใหม่และเครื่องมือใหม่ของการแสดงพลังในยุคศตวรรษที่ 21 นี้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเห็นจะเป็นเรื่องการสลายการชุมนุม ของรัฐบาลทหารพม่าที่เน้นความรุนแรงเป็นหลัก ทำให้ผู้คนเริ่มเสียชีวิตแล้ว สิ่งที่ยังเป็นความหวังคือการเจรจาในระดับนานาประเทศและจากสหประชาชาติที่จะหาทางยุติความรุนแรงหน ก่อนที่จะบานปลายจนควบคุมไม่ได้ การต่อสู้ในยุคที่นายพลอองซาน พยายามเรียกร้องเอกราชของประเทศต้องทำอย่างลับๆโดยดำเนินการใต้ดิน อองซาน ซูจี เล่าต่อในบทความ พ่อของฉัน ว่า
ในช่วงแรกของการต่อสู้ อองซานหวังไว้ในใจว่าไม่อยากเห็นการปะทะ ความรุนแรง หรือ การนองเลือด และหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงผ่านเครื่องมือทางการเมืองอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป อองซานเริ่มเปลี่ยนความคิด และในปี 1940 เขาได้เขียนระบายความในใจว่า ความเปลี่ยนแปลงต้องเกิดจากภายในพม่าเอง โดยต้องรวบรวมผู้คนให้ออกมาเดินขบวนตามท้องถนน เพื่อแสดงพลังต่อต้านอังกฤษ และขณะเดียวกันต้องร่วมมือกับต่างประเทศ และร่วมมือกับแรงงานภาคอุตสาหกรรม ชาวชนบท ชาวไร่ ชาวนา และคนในเมือง ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแสดงอารยะขัดขืนอย่างพร้อมเพียง ขณะเดียวกันก็ต้องคว่ำบาตรไม่ใช้สินค้าอังกฤษ และต้องเขย่าอังกฤษด้วยการโจมตีในลักษณะกองโจร เพื่อต่อต้านทหาร พลเรือน ตำรวจ และการสื่อสารทั้งมวลในประเทศ การกระทำเป็นระบบเช่นนี้จะทำให้อังกฤษต้องช๊อค และหมดจากอำนาจไปโดยปริยาย และมีความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะบุกพม่าด้วย อองซานเองยอมรับว่าแผนการณ์ของตนนั้นยิ่งใหญ่เกินตัว และสหายผู้ร่วมอุดมการณ์ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะความไม่คล่องตัวที่จะต้องปลุกเร้าการเดินขบวนประท้วงในระดับมวลชน ซึ่งต้องใช้พลังค่อนข้างมาก แต่อองซานยืนกรานว่าต้องหาทางให้กลุ่มแนวร่วมรักชาติมีอาวุธเพื่อปฏิบัติการณ์แบบกองโจร และในที่สุดที่ประชุมตกลงกันว่าต้องหาตัวแทนหนึ่งคนออกไปนอกพม่า เพื่อจัดหาอาวุธและความช่วยเหลือ ความที่อองซานเป็นผู้เสนอความคิดนี้ จึงได้รับเลือกให้เป็นผู้ลงมือ ในเดือนสิงหาคม 1940 อองซาน และ Hla Myaing อีกหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม Thakin หรือกลุ่ม Our Own Masters (เจ้านายตนเอง) ออกจากพม่าทางเรือ และไปขึ้นฝั่งที่ แต่การติดต่อกับญี่ปุ่นไม่ราบรื่นเสียทีเดียวสมาชิกกลุ่ม Freedom Bloc เริ่มไม่ลงรอยกันว่าควรจะยอมรับความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นหรือไม่ แต่อองซาน ซึ่งตอนนั้นอาจจะยังมองภาพไม่ชัดเจน มองว่าขอให้รับความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นไปก่อน แล้วดูว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ที่กรุงโตเกียว ถึงแม้อองซานและซูซูกิ จะเริ่มสื่อสารเข้าใจกันมากขึ้น แต่อองซานเริ่มไม่เห็นด้วยกับหลายๆแนวทางของญี่ปุ่น ถึงแม้เขาจะเห็นว่าญี่ปุ่นมีความรักชาติ รักความสะอาด และไม่เห็นแก่ตัว อองซานรับไม่ได้ที่กองทัพมีแนวคิดป่าเถื่อน และมีทัศนคติดูถูกผู้หญิงอย่างมาก
กลุ่มสามสิบสหาย อองซานกลับไปที่พม่าในเดือน กุมภาพันธ์ 1941 โดยปลอมตัวเป็นชาวประมงเชื้อสายจีน พร้อมกับข้อเสนอจากญี่ปุ่นว่าจะอบรมชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่เต็มใจพร้อมจะลักลอบออกจากพม่า ในที่สุดอองซานได้รวบรวมพรรคพวกในนามกลุ่ม สามสิบสหาย ตัดสินใจออกจากพม่า เพื่อรับการฝึกทางทหาร กลุ่มนี้ต่อมาได้กลายเป็นแกนนำเรียกร้องเอกราชให้กับพม่า ทั้งหมดเข้ารับการฝึกทางทหารอย่างหนักที่เกาะไหหลำ และที่นี่ความเป็นผู้นำของอองซาน ชัดเจนมากขึ้น อองซานพิสูจน์ตนเองว่าเป็นทหารที่มีทักษะสูง มีความกล้า และสมบุกสมบันมาก เขาคอยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับ สามสิบสหาย ที่เข้ารับการฝึก ในที่สุดกองทัพเพื่อเอกราชพม่า (BIA) ซึ่งเป็นกองกำลังที่ประกอบด้วยผู้เข้ารับการฝึกจากค่ายที่ไหหลำ คนไทยเชื้อสายพม่า และสมาชิกกลุ่ม Minami Kikan เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่กรุงเทพเมื่อธันวาคม 1941 ซูซูกิ เป็นพลเอกและผู้บังคับบัญชา อองซาน เป็นพลเอก รับหน้าที่ประธานเสนาธิการทหาร สมาชิกทุกคนสาบานตนว่าจะจงรักภักดีและต่อสู้ถึงที่สุด อองซานได้รับขนานนามว่า Bog Yoke หรือนายพลอองซาน ซึ่งเป็นที่มาของความเป็นวีรบุรุษของชาวพม่า แต่เส้นทางการต่อสู้นั้นเต็มไปด้วยชั้นเชิงการต่อรองและการทำงานที่ไม่ลงรอยกับทางญี่ปุ่น แต่กลุ่มสามสิบสหายต้องเดินหน้าต่อ โดยมีนายพลอองซานเป็นผู้นำ |
| ความเขียว ที่สันกำแพง | ||
ฝนตกหลายวันที่เชียงใหม่ พอจะทำให้ต้นไม้เขียวขจี ขึ้นมาบ้าง |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||