พิมพ์หน้านี้
|
สายตาชาวโลกกำลังจับจ้องไปที่การประท้วงที่ทิเบต ซึ่งรุนแรงมาร่วมสัปดาห์แล้วนะคะ ทางการจีนกำลังปวดหัวกับเรื่องนี้ว่าจะแก้ต่างในเวทีโลกอย่างไรกับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะบอกว่าควบคุมสถานการณ์ที่กรุงลาซาได้แล้วก็ตาม
ประเด็นบาดหมางระหว่างทิเบตกับจีน คุกรุ่นมาตั้งแต่ คศ 1959 ซึ่งเกิดเหตุประท้วงอย่างรุนแรงขึ้น และทำให้องค์ทะไล ลามะ ประมุขทางจิตวิญญาณของทิเบต ไม่เคยได้รับอนุญาตจากทางการจีนให้กลับไปยังทิเบตอีก ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา จีนดำเนินนโยบายเหมือนกับว่าพยายามลดความแข็งกร้าวต่อทิเบตลง โดยหาทางเจรจากับตัวแทนพิเศษขององค์ทะไล ลามะ แต่ขณะเดียวกันองค์ทะไล ลามะ ตรัสอย่างชัดเจนว่า พระองค์ต้องการให้ทิเบตได้มีโอกาสปกครองตนเองมากขึ้น ไม่ได้ต้องการเรียกร้องเอกราช
แล้วโอกาสปกครองตนเอง (autonomy) ต่างกับเอกราช (independence) อย่างไร ??? ไม่ใช่แต่จีนและทิเบตเท่านั้นที่กำลังเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดเรื่องนี้ แต่หลายๆประเทศในโลก ซึ่งประกอบไปด้วยหลายภูมิภาค ความแตกต่างของประชากรก็กำลังเจอปัญหาเดียวกันนี้ ในหลายๆกรณีการเรียกร้องการปกครองตนเอง และเอกราชนั้น มักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง การปกครองตนเองมักจะเริ่มจาก การได้งบประมาณจัดสรรจากภาครัฐเพื่อให้บริหารตนเอง การมีรัฐบาลปกครองตนเอง และมีโอกาสที่จะแสดงออกทางวัฒนธรรมของตน และได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ และที่สุดแล้วอาจนำไปสู่ความเป็นเอกราช แต่การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานภาพทางการเมืองไม่ง่ายเลย อาจจะหมายถึง "ราคา" ที่ต้องจ่ายอย่างแพงลิ่ว และมักจะลงเอยด้วยความรุนแรง อย่างเช่นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนของติมอร์ตะวันออก ต่อสู้จนสำเร็จและได้รับเอกราชไปเมื่อ 6 ปีก่อน แต่ก็ต้องสูญเสียชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 100,000 คน ในช่วงเวลา 25 ปี ของสงครามกลางเมืองกับอินโดนีเซีย นักวิจัยชาวเนเธอร์แลนด์และสเปน ที่พยายามหาทางออกจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความพยายามปกครองตนเอง และเรียกร้องเอกราช ตั้งคำถามว่า ทำไมบางรัฐถึงตกลงกันได้ว่าจะแบ่งปันอำนาจอย่างไร แต่ทำไมบางรัฐถึงทำไม่ได้ แล้วสุดท้ายก็ลงเอยด้วยความรุนแรง คำตอบก็อาจจะไม่ค่อยเหนือความคาดหมายเท่าไรนะคะ เพราะข้อตกลงในการเจรจามักจะไม่ค่อยนิ่ง และโดยส่วนใหญ่แล้วประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่ามักจะพยายามคงอำนาจปกครองไว้ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เหนือกว่ามักจะยอมรับไม่ได้ ว่าภูมิภาคที่จะหลุดไปเป็นเขตปกครองตนเอง หรือเป็นเอกราชนั้น จะมีโอกาสได้แสดงสัญลักษณ์ หรือ มีอัตลักษณ์ของตนเอง สิ่งที่นักวิจัยพยายามชี้คือ เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ "ความรู้สึก" เป็นความรู้สึกหวงแหน เสียดาย หรือถึงขั้นเสียหน้า ถ้าจะต้องสูญเสียดินแดนที่ตนเคยปกครอง เรียกว่าเป็นเจ้าของเสียจนเคยชิน จนลืมว่าภูมิภาคที่มีวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของตนเองนั้นก็ต้องการการยอมรับในความเป็นตัวของตัวเอง แทนที่จะต้องอยู่ใต้อาณัติของผู้อื่นตลอดเวลา อย่างกรณีของทิเบตกับจีน เห็นได้ชัดว่าทิเบตต้องการความเป็นตัวของตัวเองสูง และองค์ทะไลลามะตรัสว่าการกระทำของจีนนั้น เท่ากับเป็นการ "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เชิงวัฒนธรรม" (Cultural Genocide) ในทิเบต
งานวิจัยเสนอว่า การลดความขัดแย้งต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และต้องเตรียมการอย่างละมุนละม่อม และต้องพยายามอย่างหนักเพื่อชี้แจงให้ประชาชนของรัฐที่มีอำนาจเหนือกว่า เข้าใจกระบวนการพยายามปกครองตนเอง หรือการเรียกร้องเอกราช ที่แคนาดา การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชของ Quebec จากแคนาดา ก็ได้รับการสนับสนุนในวงกว้างและถึงขั้นมีการลงประชามติเพื่อถามความเห็นจากประชาชนว่าจะยอมให้ Quebec มีเอกราชหรือไม่ แต่ที่สุดแล้วผลการลงคะแนนก็ไม่ผ่านโดยคะแนนต่างกันอย่างเฉียดฉิว ระหว่างผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย ข้อเรียกร้องของชาวทิเบตคงไม่ได้มาถึงโดยง่ายดาย การต่อสู้น่าจะยาวนานต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนก็คงจะไม่สามารถชนะใจชาวทิเบตได้ ถ้ายังพยายามกดดันและสร้างภาพเลวร้ายให้องค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต อย่างที่ทำอยู่ |
| ความเขียว ที่สันกำแพง | ||
ฝนตกหลายวันที่เชียงใหม่ พอจะทำให้ต้นไม้เขียวขจี ขึ้นมาบ้าง |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||