พิมพ์หน้านี้
|
ความตั้งใจของข้าพเจ้า สำหรับเอนทรี่แรก ของปีนี้ ก็คือการเขียนถึงพ่ออันเป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้า นั่นเอง พ่อเป็นคนบางเสาธง อำเภอบางพลี เป็นลูกชายคนที่สี่ (คนสุดท้อง) และเป็นลูกชายคนเดียวของย่าใหญ่ ปู่มีย่า 2 คน (คงกลัวย่าเหนื่อย !!) ย่าน้อยมีลูก 7 คน เมื่อปู่มีย่าน้อยก็แยกบ้านไปอยู่ตังหาก แต่บ้านของย่าใหญ่ก็อยู่ในละแวกหมู่บ้านเดียวกัน ไม่ไกลจากกันเท่าใดนัก ปู่ไม่ค่อยให้ความสนใจลูก ๆ ของย่าใหญ่นัก พ่อเล่าว่า ตอนเป็นเด็กน้อย ๆ ครั้งนึง พ่อหิวข้าวมาก ไม่มีข้าวกิน บากหน้าเดินไปหาปู่เพื่อขอข้าวกินที่บ้านย่าน้อย แต่ปู่ตอบว่า ให้เอาน้ำลูบท้องไปก่อน พ่อเดินคอตกกลับบ้าน โดยไม่เข้าใจว่า เอาน้ำลูบท้อง หมายถึงให้กินน้ำไปเยอะ ๆ เพื่อจะได้บรรเทาอาการหิว พ่อกลับมาเอาน้ำมาลูบท้องจริง ๆ ลูบไปลูบมาก็ไม่หายหิวสักที... แต่พ่อก็เป็นลูกคนเดียว ที่เอาใจใส่ดูแลปู่ทุก ๆ อย่างจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตปู่ พ่อก็นอนอยู่ข้างท่าน และกระซิบข้างหูท่านเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนท่านจะจากไป... สมัยนั้น ทางออกของคนจน มีไม่ใคร่มากนัก พ่อเลือกบวชเณร ยาวจนถึงบวชพระ ย้ายเข้ามาจำวัดอยู่ที่วัดบรมฯ ในกรุงเทพฯ ศึกษาทางธรรมจนได้เปรียญธรรม 5 พ่อบอกว่าที่เลือกบวชพระ เพราะนอกจากจะได้ศึกษาหาความรู้แล้ว พ่อยังบวชเพื่อหนีทหารด้วย !! สมัยนั้นคนที่เป็นพระไม่ต้องเกณฑ์ทหาร แม่เป็นคนกรุงเทพฯ อากง กะอาม่า กำลังเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว อาม่ามีลูกสาว 6 คน แม่เป็นพี่คนโต อากงประกอบธุรกิจผลิตเฟอร์นิเจอร์ กิจการกำลังจะไปได้ดี จนแม่อายุ เกือบ 10 ขวบ ย้ายบ้านมาอยู่แถว ๆ ตรงข้ามโรงเรียนมาแตร์ฯ แม่กำลังจะได้ย้ายเข้าไปเรียนที่มาแตร์ฯ แต่อากงก็มาประสบอุบัติเหตุ รถมอเตอร์ไซค์ชนกับรถสามล้อ ที่กงนั่งมาคว่ำ กะโหลกศีรษะร้าว การแพทย์สมัยนั้นไม่สามารถช่วยอะไรได้ กงไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล อาม่าพาแม่ไปหากงที่โรงพยาบาล แม่ยังจำได้ว่ากงยังมีสติ เอาเช็คจำนวนเงินห้าพันบาทที่เพิ่งไปรับจากลูกค้ามา ส่งให้กับอาม่า และฝากให้ดูแลลูกให้ดี แล้วกงก็จากไป.... สมัยนั้นเงินห้าพันบาท เป็นเงินที่เยอะมาก และยังมีทรัพย์สินอีกพอประมาณ แต่อาม่า ไม่มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจ อาม่าขายทุกอย่างแล้วอพยพครอบครัวไปอยู่หัวหิน ไปขายอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ การเลี้ยงลูกสาววัยกำลังกินกำลังนอน 6 คน รวมทั้งลูกชายบุญธรรมที่ขอมาเลี้ยงก่อนหน้านั้นอีกสอง และอาเหล่าม่า อีกหนึ่ง ทำให้เกิดความฝืดเคืองขึ้นในเวลาไม่นาน ฮืมม...มาน หล่อ...ต๊ะเด็ก...เยยย !!! แม่ในฐานะพี่คนโต จบชั้นประถมสี่ ก็ต้องออกมาเรียนตัดเสื้อ เพื่อหาเงินส่งน้องๆ เรียน จนอาเหล่าม่าเห็นว่าอยู่หัวหินต่อไป คงไม่มีอะไรดีขึ้นเท่าไหร่ เลยอพยพย้ายกันกลับมากรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้แม่ได้มาเรียนตัดเสื้อเพิ่มเติมที่โรงเรียนสอนตัดเสื้อแบบเป็นเรื่องเป็นราว จนจบได้ประกาศนียบัตร สำหรับประกอบอาชีพได้ แม่ยึดเอาอาชีพตัดเย็บเสื้อกับร้านเสื้อแห่งหนึ่ง ส่งเสียน้อง ๆ เรียนหนังสือ เนื่องจากบ้านที่แม่พัก อยู่ใกล้วัดบรมฯ อาอี๊ชอบไปนั่งอ่านหนังสือในวัดช่วงวันหยุด บางทีแม่ก็ต้องไปตาม ทำให้แม่ได้เจอกับพ่อ ข้าพเจ้าไม่ได้ซักไซร้ว่าเจอกันนานแค่ไหน พ่อก็ตัดสินใจสึก เพื่อมาอยู่กะแม่...(อ้าว ไอ้มุกกี้...เมิงบาปม๊ะเนี่ย เอาความลับพ่อมาขาย...) ตามธรรมดาของนางเอกหนังไทย อาม่าม๊ะปลื้มพ่อหรอก เพราะพ่อสึกมาก็ใช่ว่าจะมีอะไรติดตัว พื้นฐานเดิมก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว ที่จริงก็มีคนที่มีตังค์มาชอบพอแม่เหมือนกัน แต่แม่ก็เลือกพ่อ แม่ทำงานเลี้ยงตัวเองได้แล้ว เลยตัดสินใจกำหนดชีวิตตัวเอง ไม่ได้ฟังคำคัดค้านของอาม่า เลยทำให้มีพี่สาวและข้าพเจ้าในวันนี้..... งานรับปริญญาของอาอี๊..ที่ชอบไปอ่านหนังสือในวัด!! ส่วนไอ้ตัวเล็กข้าพเจ้าเอง... ด้วยความที่มีลูกสาวแล้ว คนต่อไปพ่อคงตั้งใจอยากมีลูกชายมั้ง เพราะแกตั้งใจมีแค่สองคน แต่พอออกมาเป็นข้าพเจ้า ไม่รู้เค๊าผิดหวังหรือเปล่า แต่ข้าพเจ้าก็มีความเป็นผู้หญิ่งน้อยเหลือเกิน ตอนเด็ก ๆ ไม่ชอบใส่กระโปรง นอกจากกระโปรงนักเรียนมันจำเป็น มีชุดกระโปรงดอกไม้สีแดง ที่แม่เย็บให้ แม่ชอบให้ใส่เวลาไปไหนมาไหน ข้าพเจ้าเกลียดมันเป็นบ้าเลย !! เวลาวันเด็ก พี่สาวขอซื้อของเล่นประเทืองปัญญา ไอ้มุกกี้ขอซื้ออีมีดดาบเรืองแสง !!! แหม๋ เห็นความแตกต่างของอนาคตตั้งแต่เยาว์วัยเชียว พ่อกับแม่ มาเช่าที่ดินแถวห้วยขวาง แล้วปลูกบ้านไม้เล็ก ๆ เอง โดยพ่อก็ช่วยกันปลูกกับช่างด้วย ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าพ่อมีวิชาเหล่านี้ได้อย่างไร แต่พ่อก็เป็นช่างไฟ ช่างน้ำ ช่างไม้ ช่างปูน ข้าพเจ้านั่งดูพ่อเดินสายไฟ ต่อคัทเอาต์ เดินท่อประปา ต่อฝาบ้าน ต่อหลังคา เทพื้นปูน พ่อทำได้ทุกอย่างเลย และฝีมือก็ดีซะด้วย บ้านที่ห้วยขวางสมัยที่ข้าพเจ้าเด็ก ๆ มีสวนน้อย ๆ และบ่อน้ำไว้เลี้ยงปลาอยู่หลังบ้าน มีต้นฝรั่งต้นใหญ่ 1 ต้น ที่ข้าพเจ้าชอบปืนขึ้นไปนอนเล่นเป็นประจำ มีนกกระทา อยู่กรงนึง พ่อตั้งใจเลี้ยงไว้ขายไข่ แต่ไม่ทราบว่าเลี้ยงไม่เป็นหรืออย่างไร มันไข่นิดหน่อย ครั้งสองครั้ง แล้วมันก็ทยอยตาย ทิ้งกรงไว้ให้ข้าพเจ้ากะพี่สาวไว้ดูต่างหน้า !! พี่สาว..... ข้าพเจ้ากะพี่สาวก็ได้วิชาเปลี่ยนฟิวส์เส้น มาจากพ่อ แต่ก่อนบ้านเราฟิวส์ขาดบ่อย แรก ๆ ก็รอพ่อเปลี่ยน หลัง ๆ ขี้เกียจรอเวลาพ่อไม่อยู่ เพราะเราต้องการดูโทรทัศน์ เลยให้พ่อสอนไว้ ฟิวส์ขาดเมื่อไหร่ สับคัทเอาต์เปลี่ยนฟิวส์ในทันใด... พ่อสอบบรรจุเป็นครู โรงเรียนประถมเล็ก ๆ สังกัดกรุงเทพมหานคร ได้ สักพักพ่อก็ลาเพื่อเรียนต่อจนจบปริญญาตรี ครุศาสตร์ เอกเกษตร จากวิทยาลัยครูจันทร์เกษม (ชื่อในสมัยนั้น) เราไปงานรับปริญญาพ่อเมื่อข้าพเจ้าอยู่ ป.สาม หลายครั้งที่ข้าพเจ้าติดตามพ่อไปเรียนด้วย (ไปนั่งเล่น วิ่งเล่นอยู่นอกห้องเรียน) ส่วนแม่ก็ยึดอาชีพช่างเย็บผ้าต่อไป โดยเย็บอยู่กับบ้าน เพื่อมีเวลาดูแลพี่สาวและข้าพเจ้า อีชุดกระโปรงตัวเนี๊ยะแหล่ะ...เกลียดมันเป็นบ้า !!! ตอนเช้าข้าพเจ้าจะถูกปลุกด้วยเสียงจากวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องน้อย ๆ เป็นเสียงของคุณปรีชา ทรัพย์โสภา กับข่าวหกโมงเช้า ทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ของเค๊าทุกวัน เข้าใจเอาว่านอกจากพ่อแล้ว ก็คุณปรีชานี่แหล่ะ ที่ทำให้ข้าพเจ้าสนใจการฟังข่าว เพราะข่าวที่ท่านเล่าในแต่ละวัน มีอรรถรสเหลือเกิน เค๊าจะมีประโยคทิ้งท้าย ก่อนจบรายการ เหมือนของคุณคำรณ หว่างหวังศรี ที่มี นะ...จะบอกให้ แต่ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็นึกไม่ออกว่าประโยคนั้นคืออะไร ถามพ่อ พ่อก็จำไม่ได้เหมือนกัน พยายามนึกกันสองพ่อลูก ก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี ใครจำได้ช่วยสงเคราะห์พ่อ กะมุกกี้ด้วยคับผม !! ระหว่างอาบน้ำกินข้าว ก็ฟังข่าวไปด้วย จนแสร็จสรรพ ก็จบข่าวพอดี สามคนพ่อลูกก็เดินเรียงแถวจากบ้าน มุกกี้อยู่หน้า พี่สาวอยู่กลาง พ่ออยู่หลัง ลัดเลาะผ่านวัดห้วยขวาง ผ่านแฟลต ไปขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน โรงเรียนเราถึงก่อน พอถึง พ่อก็หย่อนเราลงหน้าโรงเรียน แล้วพ่อก็เลยไปโรงเรียนของพ่อ... น้องชาย...อ๊ะม๊ะช่าย..... พ่อเป็นนักประดิษฐ์ พ่อเอาไม้มาทาสี ทำกระดานดำให้เราเล่นครูนักเรียน กันที่บ้าน ชอล์กก็เอามาจากโรงเรียนของพ่อ ไม่ต้องซื้อ พ่อเอาขวดน้ำเกลือมาต่อกับไส้ปากกาหมึกแห้งที่หมดหมึกแล้ว แล้วต่อกับน้ำอีท่าไหนก็ลืมแล้ว เราสองคนพี่น้องก็ได้น้ำพุจากปลายไส้ปากกา อยู่กลางขวดน้ำเกลือ มันเป็นความอัศจรรย์ที่สุดสำหรับเด็กน้อยอย่างเรา พ่อไปซื้อเลนส์แสนแพง สองเลนส์ จากศึกษาภัณฑ์ มาต่อกับท่อพีวีซี ใหญ่อัน เล็กอัน ถ้าเราเอาสองท่อประกอบกัน แล้วปีนออกไปนอนบนหลังคา ส่องไปบนฟ้า เราจะเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ เป็นหลุมชัด ๆ อย่างที่เราเห็นในหนังสือเลย เราตื่นเต้นกันใหญ่ สักพักความตื่นเต้นก็จาง เพราะพ่อทำกล้องให้ แต่ไม่ทำขาตั้ง เราต้องนอนไขว้ขาเป็นขาตั้ง แล้วมันก็หนักจะตายสำหรับเด็กน้อยอย่างเรา พอส่องทุกครั้งเราก็เห็นพื้นผิวดวงจันทร์เหมือนเดิม เราก็เลยเบื่อ มันไม่สามารถส่องไปไกลถึงดวงดาวได้ พอเริ่มโตเราก็เลยวางพิงข้างฝาไว้... พ่อเอาไม้อัด มาเลื่อย มาประกอบ ใส่กระจกเป็นกล้องดูแห่ มันเป็นความอัศจรรย์ที่ข้าพเจ้าชอบมาก บางทีก็ใช้แกล้งพี่สาวเวลาเข้าห้องน้ำนาน ไม่ยอมออก เนื่องจากด้านบนเหนือประตูห้องน้ำเป็นกระจก ข้าพเจ้าขู่ทุกทีเวลาข้าพเจ้าต้องการเข้าห้องน้ำเดี๋ยวนั้น ว่าจะเอากล้องมาส่องถ้าไม่ยอมออก ส่วนใหญ่จะได้ผล แต่ก็โดนแม่ด่าทุกที !! เทศกาลวันหยุด พ่อชอบพาไปท้องฟ้าจำลอง เราชอบเดินเล่นที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ตรงเอกมัย พ่อชอบพาไปดูสิ่งประดิษฐ์ งานสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ แล้วไปนอนดูดาวต่อในท้องฟ้าจำลอง ทั้งหมดทั้งมวลข้าพเจ้าได้แต่ความเพลิดเพลิน วิชาความรู้ไหลเข้าสู่พี่สาวแต่เพียงผู้เดียว !! นาน ๆ ครั้ง พ่อจะพาเราทั้งหมด นั่งรถทัวร์ไปบางแสน ไปเช้าเย็นกลับ รู้สึกว่าระหว่างทางมันไกลเหลือเกิน กว่าจะถึงก็ได้ใช้เวลาอยู่ที่ทะเลแป๊บเดียว เวลาส่วนใหญ่หมดไปกะการนั่งรถ แต่มันก็สนุกมากสำหรับข้าพเจ้าทั้งสอง พ่อจ้างเค๊าถ่ายรูปให้... เลยได้มีที่ระลึกมาถึงปัจจุบัน... เรามีโทรทัศน์ขาวดำเก่า ๆ เครื่องนึง ที่พ่อไปซื้อต่อเค๊ามาอีกที เวลาส่วนใหญ่กะโทรทัศน์เป็นของข้าพเจ้า เพราะแม่เย็บผ้าทั้งวันไม่ดูอยู่แล้ว พี่สาวก็ขยันอ่านหนังสือ เป็นเด็กเรียนจนน่าหมั่นไส้ ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของโทรทัศน์แต่เพียงผู้เดียวในบ้าน แต่เวลาพ่อกลับมาพ่อต้องดูข่าว ข้าพเจ้าก็นั่งดูด้วย เพราะรอเวลาข่าวจบจะได้ดูอย่างอื่น คนที่ปลูกฝังการดูข่าว และกีฬาให้กับข้าพเจ้า ก็คือพ่อโดยแท้ พ่อชอบดูกีฬามาก ดูได้ทุกประเภท แต่ก่อนนาน ๆ ทีถึงจะมีการถ่ายทอดสดกีฬาต่างประเทศสักครั้ง หรือ ซีเกมส์ , เอเชียนเกมส์ , โอลิมปิคเกมส์ ฯลฯ หรือเป็นเทปบันทึกภาพก็ตาม เมื่อสถานีเค๊าโฆษณาว่าจะเอามาฉาย พ่อจะบอกไว้เลย วันนั้น เวลาโน้น พ่อจะดูนะ เป็นการจองล่วงหน้า กันการเกิดสงครามย่อย ๆ แรก ๆ ข้าพเจ้าก็อิดออดทุกที เพราะอยากจะดูแต่ที่ตัวเองชอบ แต่มาแพ้คำที่ว่า ลูกดูทั้งวัน...ทุกวัน พ่อไม่เคยว่าเลย พ่อขอดูบ้าง นาน ๆ ทีเอง ข้าพเจ้าจะแพ้พ่อทุกทีกับประโยคแบบนี้ ไม่ได้พูดบ่อย นาน ๆ พูดที แต่ทำให้แพ้ตลอดแบบเถียงไม่ออกด้วย... แต่ก่อนเช้าวันอาทิตย์ ช่อง 7 สี นาน ๆ ที จะมีถ่ายทอดมวย พ่อชอบไมค์ ไทสัน มาก แต่ไมค์ชกทีไร พ่อก็เชียร์ฝ่ายตรงข้ามทุกที พ่อชอบเชียร์มวยรอง บอลรอง อะไร ๆ ก็รอง เพราะพ่อบอกว่ามันสนุกดี ทีมที่เป็นต่อยังงัยโอกาสชนะก็สูงกว่าอยู่แล้ว เชียร์ทีมรองมันสนุกกว่า แรก ๆ เวลาพ่อดูถ่ายทอด ข้าพเจ้าก็ไปเล่นอย่างอื่น บอกพ่อไว้ถ้าจบแล้วให้เรียกด้วย พ่อก็จงใจลืมเรียกทุกที หลัง ๆ ข้าพเจ้าเลยนั่งเฝ้าอยู่ด้วย เพื่อที่จบแล้วข้าพเจ้าจะได้ดูของข้าพเจ้าต่อ การนั่งเฝ้าทุกครั้งมันก็ไม่มีอะไรทำงัย มันก็เลยต้องดูไปด้วย เห็นพ่อเชียร์แล้วมันก็เริ่มมันส์ ก็ถามไปว่าทำไมถึงได้คะแนน เค๊าตัดสินกันยังงัย พ่อก็อธิบายไปเชียร์ไป พ่อไม่ใช่นักกีฬา ไม่เคยเห็นสนใจเล่นกีฬาอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง แต่พ่อก็เข้าใจกติกาของหลาย ๆ กีฬาได้เป็นอย่างดี และยังอัพเดตอีกตังหากเวลากติกาเค๊าเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม อธิบายให้ข้าพเจ้าได้เป็นฉาก ๆ ข้าพเจ้าซะอีกนอกจากจะไม่เล่นกีฬาเป็นชิ้นเป็นอันเช่นกัน ก็ไม่เคยจดจำกติกาได้ละเอียดซะที เวลาดูอีกครั้ง ก็ต้องถามอีกเรื่อยไป เป็นปลาทอง สมองขี้เลื่อย !! พ่อชอบเชียร์นักกีฬาไทย ทุกประเภทกีฬาที่แข่งกับชาติอื่น ๆ หลัง ๆ กลายเป็นข้าพเจ้าซะอีก ที่พอรู้ว่ามีถ่ายทอด หรือเทป ใครแข่งกับใคร ก็จะเตือนพ่อ แล้วก็ดูด้วยกัน ถึงขั้นพนันกัน พ่อเป็นคู่พนันที่ดีที่สุดในชีวิต แต่ก่อนพนันกันแค่แพ้ชนะ พ่อให้ข้าพเจ้าเลือกก่อนเสมอ ว่าเอาทีมไหน แต่ถ้าข้าพเจ้าแพ้ทีไร ก็ไม่เคยต้องเสียเงินซักที กำไรเห็น ๆ !!! เฮ้อออ ยาวเหมือนกันแฮะ...ขอต่ออีกภาคละกันนะ...เกรงว่าจะเบื่ออ่าน... ******************************************* โปรดติดตาม ถ้าไม่รำคาญ...ภาคสอง ในเอนทรี่หน้าครับผม.....
|