พิมพ์หน้านี้
|
::::รูปที่ใช้ในเอนทรี่ ขออนุญาตยืม (กะใครฟระ) มาจาก http://www.lannabiketrip.com เพราะภาพของตัวเองถ่ายกลับมาถึงบ้าน กล้องเจ๊งพอดี มันไม่ได้บันทึกในเมมโมรี่สติก มันบันทึกในเครื่องแล้วมานก๊ะเปิดม๊ะด้าย... เด๋วซ่อมเสร็จจากลับมาเปลี่ยน รูปคืนให้น้า... :::
วันนี้เป็นวันที่สี่แล้วครับ ที่หลังจากเลิกงานได้ไปขี่จักรยานออกกำลังกาย เรื่องมันเริ่มมาจากเมื่อ ตรุษจีนได้อ่านเอนทรี่ :::น้ำตาลูกผู้ชาย::: ของพี่โฟล์คเหน่อ ความรู้สึกในวันที่อ่านมันอธิบายยากเหลือเกิน กินอะไรไม่ ค่อยอร่อย กลืนอะไรไม่ค่อยลง มันขม ๆ ในลำคอ... และยังตามติดมาอีกหลาย วัน... กอรปกับความรู้สึกว่าช่วงก่อนหน้านี้เราบริโภคอาหาร เกินความต้องการใช้ของร่างกายมากไปหรือเปล่า อ้วนขึ้น อึดอัด อืดอาด ยืดยาด ต้วมเตี้ยม ตุ๊ต๊ะ ต่ำต้อย.. อ้าว ซะงั้น !! ขนาดขี่มอไซค์ทำงาน ใช้แค่กระดิกนิ้วบีบ มือบิด กะ เท้ากด ๆ งัด ๆ ...แค่นั้น...มานยางเหนื่อย !!
ถึงวาเลนไทน์ มาเจอเอนทรี่พี่มะอึก ... หักดิบ เลิกสูบบุหรี่เป็นของขวัญในวันแห่งความรัก... ติดตามอ่านภาคต่อจนครบ... ก็เลยเป็นพลังใจในการคิดจะทำอะไรดีดีเพื่อตัวเองในเดือนแห่งความรัก เหมือนพี่มะอึกซักหน่อย... (พี่มะอึกแอบกระซิบว่า ยังจำวันที่มาอรัญฯ และ มุกกี้ถามคำถามไว้ได้เป็นอย่างดี มุกกี้ก๊ะดีจายคร๊าบบบ) คนเรานี่ก็แปลก...เน๊อะ... รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ตั้งใจอยากทำเป็นสิ่งดีดีกับตัวเองทั้งนั้น แต่ทำไมมันช่างสรรหาเหตุผล มาหลอกตัวเองซะมากมายเหลือเกินที่ จะไม่พยายามทำ เช่น ไม่มีเวลา ยังไม่ถึงเวลา ไว้ก่อน ยังไม่พร้อม และอีก จิปาถะ ถือว่าเป็นเหตุผลของคนอ่อนแอก็ว่าได้...
ก่อนมาอยู่อรัญฯ เคยว่ายน้ำได้ครั้งละกิโล อาทิตย์ละสามครั้ง เดินเหินตัวเบาสบาย มาอยู่อรัญฯ ปีแรกๆ ก็ยังไปวิ่ง ไปเดิน ไปขี่จักรยาน ไปว่ายน้ำ ไปแอโรบิค สลับไปสลับมาตาม อารมณ์ แต่ปีหลัง ๆ มานี่ และยิ่งตั้งแต่ติดบล็อกเนี่ย !! เวลาจานอนยางม่ายค่อยจะมี... ตัวขี้เกียจเกาะชีวิตอย่างเหนียวหนึบ แนบแน่น ตลอดเวลา
ไม่เคยซักที....ไปกันเป็นขบวนแบบนี้...น่าจะสนุกนะ... รถจักรยานที่ใช้เป็นของบอส จอดทิ้งมานาน ยางแบนแต้ดแต๋ ขี้ฝุ่นจับเขรอะเป็นวัตถุโบราณ เอ่ยปากขอยืม บอสรีบให้เด็กยกมาให้ในทันใด เอามาบูรณะ เปลี่ยนโน่นนิด ปรับนี่หน่อย เมื่อสภาพพร้อมใช้ ก็ยังจอดสบตากันอยู่ในบ้านอีกหลายวันทีเดียว จนละอายแก่ใจ ถึงได้เริ่มต้นซักที.... วันแรกออกสตาร์ท ปั่นไปด้วยเกียร์เบาๆ ก่อน ปั่นไปตามเส้นทางเดิมที่เคย ปั่นไปเมื่อหลายเดือนก่อน รู้สึกเหนื่อยตั้งแต่ล้อเริ่มหมุน แต่ก็พยายามฝืน พยายามอดทน ทำไมเพลงมันฟังไม่เพราะซักเพลงเลยฟระ !! ทำไมเมิงลืมปรับเบาะมา มันต่ำไปนะเนี่ยเห็นมั๊ย !! ขี่แล้วมันปวดหลัง ปวดขานะเฟร้ย ! ทำไมเมิงไม่ติดไฟหน้า ไฟท้าย ถูกสิบล้อสอยลงข้างทางไปจะเป็นงัย...? @#%&*?#&*? #%$ ความเหน็ดเหนื่อยมันบ่นอย่างนั้น...
ไปเดี่ยว ๆ แบบนี้หล่ะ... วันที่สองหลังจากพาเค๊าไปจัดการกะไอ้ปัญหาทั้งหลายแหล่ ที่ประสบในวันแรกเสร็จสรรพ ก็ เกือบจะไม่ได้ปั่น เพราะดันไปกินขนมตอนบ่ายสี่ ห้าโมงถึงเวลาต้องไป เหตุผล ของคนอ่อนแอ และงอแง มันก็ประดังกันเข้ามา แต่ยังอุตส่าห์เอาชนะมันมาได้ ออกสตาร์ทไปก็ยังรู้สึกคล้าย ๆ ไม่ต่างกับวันแรกเท่าไหร่นัก ฝืนไป อดทนไป ปั่นด้วยจิตใจไม่ค่อยเป็นสุข สับสนอลหม่าน... วันทีสาม พี่หอมฉุย (ฅนผ่านทาง) ส่งเพลงเพราะ ที่ไม่เคยรู้จักมาให้เยอะเรยย โหลดลงเอ็มพีหมด เลยมีความกระตือรืนร้นที่จะฟัง ปั่นไปด้วยเกียร์เดิมชักจารู้สึก ว่ามันเบาไปนิด อ่ะนะ... ปรับให้หนักขึ้นอีกหน่อย ก็ยังสามารถ มีสมาธิกับเพลงใหม่ ๆ ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน ท้องทุ่งท้องนาสองข้างทาง และพระอาทิตย์ที่กำลังจะลา ทำไมแสงมันสวยแท้น้า มันต้องเป็นดวงใหม่ ไม่ ใช่ไอ้ดวงเมื่อวานแหง๋ม ๆ อ่ะนะ กลมบ๊อกๆ แดงแจ๊ดๆ เยิ้มๆ เหมือนไข่แดงของ ไข่เค็มไชยาเรยยย...
วิบากขนาดนี้ ก๊ะไม่เคย... ขี่แต่ทางเรียบอย่างเดียว...ก๊ะลิ้นห้อยแย้ว... กลับมาอาบน้ำเย็น ๆ ใจ หยิบหนังสือมานอนอ่าน เลือกเรื่อง มะเฟือง รอฝาน ของพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งเป็นหนังสือเล่มหนึ่งในหลาย ๆ เล่ม ที่รวบรวมจากคอลัมภ์ คุย กับประภาส ของหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์.... หยิบมาอ่านอีกรอบ หลังจากที่รู้สึกว่าชีวิตต้องการพลังงาน.... หากถามว่านักเขียนในดวงใจของมุกกี้คือใคร ชื่อ ประภาส ชลศรานนท์ ต้องอยู่ระดับท็อปทรี รวมบทความคุยกับประภาส ไล่ตามกลับไปซื้อจนครบทุกเล่ม อ่านมากกว่าหนึ่งรอบ บางเรื่อง บางเล่ม อ่านจนไม่อาจนับรอบได้ ตอนที่พี่เค๊าเขียนที่มติชนไม่เคยได้อ่านเลยสักครั้ง มาอ่านก็เมื่อรวมเล่มแล้ว...
คาดว่าหลายคนที่เป็นนักอ่านตัวยง ต้องเคยสัมผัสงานของพี่เค๊า ส่วนใหญ่เป็นการตอบจดหมายแฟนๆ คอลัมภ์ ที่เขียนเข้ามาถามปัญหาร้อยแปดพันประการ มีทุกเพศทุกวัย แต่เสน่ห์ของเรื่องราวคือ วิธีการตอบจดหมาย พี่เค๊าไม่เหมือนใคร นอกจากจะหยิบยกอะไร ๆ รอบ ๆ ตัว ที่เรามองข้ามไป หรือสรรหาความรู้ ความคิดเก่าๆ ที่ลืมไปแล้ว หรือใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยรู้ มาตอบ มาสอน หรือแม้ กระทั่งเรื่องใกล้ ๆ ตัวในครอบครัวของแก ก็ยังเปรียบเทียบ บอกกล่าว บอกเล่า ให้ได้เป็นประสบการณ์...แล้วนั้น ส่วนสำคัญคือ เทคนิคพิเศษของแกที่ชอบมาก... ::: แกตอบคำถาม ด้วยคำถาม ::: อยากขออนุญาตหยิบยกตอนนึง ของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งอ่านหลายครั้งแล้ว แต่พอลืม ๆ เลือน ๆ ต้องเอากลับมากระตุ้นต่อมความรู้สึกตัวเองอีกซักหน่อย ชื่อ ตอนว่า แรงเฉื่อย ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรก ในคอลัมภ์ คุยกับประภาส หนังสือพิมพ์มติชน หน้า 14 ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2544 ขออนุญาต ตัดทอนบางส่วน เพื่อให้เนื้อหากระชับนะครับ พี่จิกครับผม...
มุกกี้ม๊ะด้ายแต่งตัว full option แบบนี้หรอกนะ เสื้อตัว เกงตัว รองเท้าคู่ ก็ปายด้าย แระ... ........................................................................... ....... เคยได้ยินเรื่อง แรงเฉื่อย ไหมครับ ใครเป็นคนคิดคำแปลคำนี้ขึ้นมาก็ไม่รู้ ผมว่ามันฟังดูขี้เกียจ ๆ อย่างไร พิกล ทั้ง ๆ ที่เป็นคำวิทยาศาสตร์แท้ ๆ คนที่เคยเข็นรถจะนึกออก ในชั้นแรกของการเข็นนั้น ผู้เข็นจะต้องออกแรงมาก เป็นพิเศษ แต่หลังจากที่รถเคลื่อนที่ไปแล้ว แม้ผู้เข็นจะไม่ได้ออกแรงต่อเนื่อง รถก็ยังคงเคลื่อนต่อไป และในชั้นต่อมานี้ ผู้เข็นก็เพียงออกแรงไม่ต้องมากนัก รถก็จะเคลื่อนได้โดยง่าย เนื่องจาก แรงเฉื่อย ที่ กระทำที่ตัวรถยังมีอยู่
แรงเฉื่อย นี่สำคัญมากนะครับ เพราะมันเป็นแรงที่ใช้ขับเคลื่อนยานอวกาศให้ เดินทางในอวกาศได้ เวลาที่เราเข็น รถจนรถเคลื่อนที่ด้วยแรงเฉื่อยไปแล้ว แรงเฉื่อยจะค่อย ๆ ลดน้อยลงไป เพราะมีแรงอีกแรงหนึ่งมาต้านไว้ ฝรั่งเรียกแรงที่ต้านนี้ว่า friction คนไทยแปลว่า แรงเสียดทาน แรงเสียดทานนี่จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ เอามาทำล้อ และก็ขึ้นอยู่กับผิวของวัสดุที่รถเข็นจะวิ่งผ่านไป ยิ่งขรุขระก็ยิ่งมีแรงเสียดทานมาก หรือที่ลุงแช่มป้าแม้นแกเรียกว่า มันฝืดนั่นเอง
ภาพนี้...คล้ายเส้นทางประจำวันของมุกกี้เรยยย .... ในอวกาศนั้นไม่มีถนนให้ยานอวกาศได้ฝืด ไม่มีแม้แต่อากาศจะให้ยานได้ เสียดทานได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงอาศัยใช้แรงเฉื่อยจากการขับเคลื่อนครั้งแรก ให้ยานพ้นจากบรรยากาศของโลกซึ่งก็ถือว่ามีแรงเสียดทาน รวมไปถึงแรงโน้มถ่วงที่จะดึงดูดยานอวกาศไว้ด้วย และ เมื่อพ้นบรรยากาศและแรงดึงดูดของโลกแล้ว ยานอวกาศก็เริ่ม เคลื่อนที่ต่อด้วยแรงเฉื่อยเอง ผมเล่า ให้คนบางคนฟัง มีหลายคนเลยครับที่ยังไม่เชื่อว่ายานอวกาศที่เหาะไปดวงจันทร์ ไปดาวอังคารนี่ เขาไปด้วยเกียร์ว่าง เราจึงสมควรทำความเข้าใจและอาศัยประโยชน์จากเ กียร์ ว่าง หรือ แรงเฉื่อย กันดูบ้าง
เคยอ่านหนังสือแล้วติดพันจนไม่ยอมวางบ้างไหมครับ บางทีติดพันถึงขนาด เวลาอาหารแล้วก็ไม่ยอมไปกินข้าวกินปลา เดือดร้อนพ่อแม่ต้องมาตาม ดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมก็เหมือนกัน จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนเป็นแรงเฉื่อยครับ ที่พอเริ่มแล้วมักหยุดไม่ได้ (เหมือนติดบล็อกด้วยงัย อันนี้มุกกี้ เติมเอง !!) หนังสือหลายเล่มนี่ พอเรา เห็นความหนาของมันแล้ว แทบจะไม่อยากอ่านเลย บางเล่มนั้นทั้งความหนาบวกความขี้เกียจ กลายเป็นแรงเสียดทานอันมหึมา พอ ๆ กับแรงโน้มถ่วงของโลกนั่นทีเดียว จะต้องใช้เชื่อเพลิงแรง ๆ ขับเคลื่อน ในตอนแรกก่อน จริงไหมครับ
อย่างไรก็ขอให้ได้เริ่มก่อนเชื่อผมเถิด แล้วแรงเฉื่อยในตัวเราจะขับเคลื่อนต่อเอง หนังสือสนุก ๆ อย่างผู้ชนะสิบทิศของยาขอบนี่ เจ็ดแปดเล่มหนา ๆ ผมโดนแรงเฉื่อยของตัวเองอ่านไม่วางเลยครับ ไม่ถึงอาทิตย์ก็อ่านจบหมดแล้ว ตอนนี้ให้อ่านอีกรอบหนึ่งก็คงยากในตอนเริ่มนั่นแหล่ะ แต่หลังจากเริ่มไปแล้ว ก็คงเข้าเกียร์ว่างให้มันวิ่งไปเองเรื่อย ๆ ได้ แต่ผมก็สุขใจทุกครั้งที่เข้าเกียร์หนึ่งได้ ท่องคาถานี้เอาไว้ครับ ขอเพียงแต่ได้เริ่ม ผมมองว่าความคิดในใจเรานั่นแหล่ะ คือ "แรงเสียดทาน" ความกังวลนิด ๆ หน่อย ๆ บางทีก็พาลทำให้แรงเฉื่อยที่ขับเคลื่อนอยู่หยุดชะงักเร็วเกินไป การงานหรือการบ้านก็ขับเคลื่อนไปไม่ทันได้เป็นชิ้นเป็นอันก็ต้องหยุดเสียกลางคัน คนที่ในใจมีแต่ความสับสน ก็ไม่แตกต่างอะไรกับถนนลูกรัง กะแค่จะขับรถให้ตรงทาง ก็ยากเหลือเกินแล้ว และเมื่องานเสร็จ จิตใจที่สับสนยังทิ้งร่องรอยไม่เรียบร้อยอีกมากมายด้วย เหมือนฝุ่นฟุ้งของลูกรังนั่นอย่างไร
พุทธสุภาษิตบทหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิด น่าจะมาจากสวนโมกข์ ซึ่งก็น่าจะแปลมา จากพุทธทางสายเซนอีกที กล่าวไว้ว่า จงทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง จิตว่าง กับ ห้วงอวกาศอันไร้สภาวะอากาศ คล้ายกันฉันใด จรวจที่วิ่งผ่านไป ด้วยแรงเฉื่อย กับการงานที่ทำไปด้วยความสบายใจก็คงไม่ผิดกันฉันนั้น นึกถึงตอนที่นักดนตรีเขาเดี่ยวเครื่องดนตรีชิ้นเดียวแบบด้น (improvise) สิครับ ผมว่าตอนนั้นก็ถือเป็นการทำงานด้วย จิตที่ค่อนข้างว่าง หรือไม่ก็ลองนึกถึงนักฟุตบอลที่กำลังเลี้ยง ลูกผ่านกองหลังฝ่ายตรงข้าสักสามสี่คนดูก็ได้ ผมพูดได้เลยว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่จิตว่าง หรือถ้าไม่ถึงขนาดว่าง นักฟุตบอลคนนั้นก็คงคิดอยู่เพียงเรื่องเดียวคือเรื่องการทำประตู ขึ้นชื่อว่านักกีฬา ขืนมัวคิด แต่เรื่องส่งแชร์ เรื่องท่อน้ำตัน คงไม่มีทางเล่นได้ดีหรอกครับ...
อนาคต.... นักปั่นจักรยาน....ทีมชาติไทย.... ไปโอลิมปิค.... เวลาที่ผมทำงานใช้ความคิดมาก ๆ แล้วความเครียดมันมาทับท้ายทอย ผมมัก จะหันไปพักผ่อนกับกีฬาและศิลปะ ผมรู้สึกเอาเองว่า เวลาที่อยู่ใกล้สองอย่างนี้ ผมจะใช้ความคิดน้อยลง แต่จะใช้สัญชาติญาณมากขึ้น... จะเรียกว่า ศิลปะ และกีฬา ทำให้คนเราจิตว่างมากขึ้นก็ไม่ผิด นักจิตวิทยาสายที่พูดถึงเรื่องจิตใต้สำนึก เขาบอกไว้ว่า ตอนที่คนเรามีสมาธิมาก ๆ หรือผ่อนคลายมาก ๆ นี่ จิตใต้สำนึกจะส่งแรงอันมากมายมหาศาลที่มนุษย์นึกไม่ถึงออกมาได้ นักจิตวิทยาสายนี้จึงส่งเสริมให้คนเราฝึกใช้พลังจิตว่าง โดยการฝึกการผ่อน คลาย คำแนะนำในฐานะเคย ขี้เกียจ อาบน้ำร้อนมาก่อน ลองหาทางเริ่ม สตาร์ทเครื่องให้ได้ ดีไหมครับ รถที่ไม่ค่อยวิ่ง เครื่องมันก็ฝืดไปหน่อยทั้งนั้นแหล่ะ บางทีไอ้ความขี้เกียจกับไอ้ความสับสนที่คุณว่า มันอาจเป็นเพียงแค่ตะกรันในหม้อน้ำเท่านั้นเอง รถที่ออกวิ่งบ่อย ๆ จะไม่ติดขัด แล้วทำเล่นไปนะครับ เผลอ ๆ ทางที่เราเจอใหม่นั้น ราดยางมะตอยอย่างดีด้วย รถเราจะได้วิ่งได้อย่างสบายขึ้น ถึงตอน นั้นไอ้ความสับสนก็คงจะเบาบางลง ค่าที่คล่องกับเส้นทางเสีย แล้ว............ ...........................................................................
....เมื่อคืนเขียนค้างไว้แค่นั้น.... ส่วนวันนี้ วันที่สี่ ที่จริงเมื่อคืนคาดว่า คงจะผลอยหลับไปประมาณใกล้สว่าง นั่ง ๆ ยืน ๆ เดิน ๆ ทำ บ้าอะไรอยู่ก็ไม่รู้ จิตใจไม่สงบ ไม่ชอบภาวะของตัวเองแบบนี้เลย.... รู้ว่าต้องสามารถผ่านมันไปได้อยู่แล้ว ช้าหรือเร็วแค่นั้น แต่ตอนต้องต่อสู้กับมันก็เอาการอยู่ เช้าตาลีตาเหลือกไปทำงาน (วันอาทิตย์ก็ทำงาน ครับ บอสไม่ได้ใช้แรงงานโหดหรอก ลักษณะงานมันเป็นอย่างงั้นเอง...) พอสี่ โมงกว่า ๆ เหตุผลเริ่มถาโถม โหมกระหน่ำ กันเข้ามา แต่โชคดีที่ได้พลังงานจากตัวหนังสือของพี่จิกไว้เป็นพลังงานสำรอง... ออก ไปปั่นจักรยานพร้อมติดกล้องถ่ายรูปไปเก็บบรรยากาศสองข้างทาง มาประกอบเอนทรี่นี้ด้วย... (อย่างที่จั่วหัวไว้ เจ้ากรรมจริงๆ ที่กล้องเจ๊ง เคยไปซ่อมมาครั้งนึงแล้ว นึกว่าหาย เพิ่งจะเอามาใช้ตอนนี้ มานเป็น อาการเดิม...เซ็ง... หารูปอื่น ๆ จากเนตมาใส่ไว้พอให้อ่านสบายตาก่อนน้า เด๋ วกล้องซ่อมเสร็จกลับมา แล้วจามาเปลี่ยนรูปให้อีกที...ถ้าไม่ขี้เกียจ!!)
หนังสือของพี่จิก แทบทุกเล่ม เสมือนเป็นปั๊มน้ำมัน เวลาร่ำ ๆ พลังงานหดหาย ต้องได้วกกลับมา เติมใหม่ เสมอไป... กลับมาอ่านอีกครั้ง เพื่อเพิ่มแรงเฉื่อย หรือลดแรงเสียดทาน ให้กับตัวเอง แรงเสียดทานอาจจะเกิดมาจากความคิด เกิดมาจากตัวเราเองเป็นสำคัญ อย่างที่พี่จิกว่าไว้ และคนรอบข้างก็น่าจะมีส่วนสร้างแรงเสียดทานได้ น่าจะไม่น้อยเหมือน กัน.... เช่น เวลาเราปฏิสัมพันธ์กับใคร แล้วเจอคำพูดหรือ การกระทำเสียดทานบางอย่าง ที่อาจทำให้แรงเฉื่อยหดหาย.... เราก็ต้องมาปรับตัว ปรับใจ แก้ไขจัดการ ชีวิตเราเอง เพราะแรงเสียดทานที่เกิดโดยคนอื่นแล้วส่งมาถึงเรา ส่วนใหญ่เราควบคุมไม่ได้ แต่เราต้องผ่านมันไปให้ได้ ด้วย พลังงานที่เรามี....
ลองเริ่มกันดูนะครับ อะไรที่คิดๆ ที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำ และเป็นสิ่งดีดีกับตนเองหรือผู้อื่น ลองเริ่มต้นดู อย่ารี อย่ารอ รวบรวมพลังงานเชื้อเพลิงออคเทนสูง ๆ ให้กับตัวเอง (พลังงาน ออคเทนสูง ๆ นี่เฉพาะใช้ขับเคลื่อนยานชีวิตเท่านั้นนะฮะ ยานพาหนะอย่าไปใช้ มันทำร้ายสิ่งแวดล้อม) สตาร์ทฉิวออกตัวแบบเครื่องเบนซิน แล้วให้แรงเฉื่อย ส่งเราให้ถึงสิ่งดีดีที่หวังและตั้งใจ แต่ใครออกตัวเนิบ ๆ แบบ เครื่องดีเซลก๊ะด้าย ไปแรงตีนปลายให้ถึงจุดหมายก็ไม่ต่างกัน แรงเสียดทานที่ควบคุมได้ จัดการมันซะ อย่าให้มันเป็นภาระกับชีวิต แรงเสียดทานที่ควบคุมไม่ได้ ปล่อยวาง ขว้างทิ้งมันไปให้ไกล ๆ สาย ตา... พี่จิกบอกว่า คิดเสียว่า เค๊าถ่าย วาจา และ กิริยา อาจม ออกมา อย่าไปเปิดตะกร้าหัวใจรับเก็บไว้ ถ้าเค๊าถ่ายออกมาแล้วเค๊าสบายใจ ให้เค๊าถ่าย ให้เค๊าระบายกันไปเถอะครับ ถือว่าเราก็ได้บุญด้วย ที่ทำให้เค๊าได้ระบายออก แต่ถ้าเราไปเก็บวาจาอาจม ของเค๊ามาไว้ในตะกร้าหัวใจของเรานะฮะ มันจะเน่าเหม็น แห้งแข็ง เกรอะกรัง ติด ชีวิต ติดใจเราไป ไม่มีประโยชน์เลยฮะ หวังว่าทุก ๆ ท่าน คงมีพลังงานในการจะทำอะไรดีดี ให้ตัวเองในเดือนฤกษ์ดี... เดือนแห่งความรัก (ตัวเอง) นี้นะฮะ รักตัวเองให้เป็น ก่อนที่จะไปรักคนอื่น... เป็นกำลังใจให้กันและกัน ด้วยนะครับ...
ปล. เพลงนี้ไปรื้อ ไปค้น ไปหามาฟังเมื่อคืน จากกะละมังซีดีเก่าเก็บ หลังจาก หงุดหงิด งุ่นง่าน เดินพล่าน ไปทั่ว ปวดหัว มวนท้อง จิตใจไม่สงบ... เกือบลืมไปซะแล้วเพลงนี้ ไม่ ได้ฟังมานาน แต่ชอบมาตั้งนาน ขอบคุณแรงเสียดทานเมื่อคืน ที่ทำให้ได้กลับมาพบกับเพลงเพราะๆ ความหมายดีๆ สำหรับการปั่นจักรยานเพิ่ม.... ขอบคุณนะ... ขอบพระคุณสำหรับพลังงานดีดี จากพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ครับ แล้ว โอกาสหน้าจะขออนุญาตนำบางเรื่องมาแบ่งปันอีกนะครับ เป็นพลังงานให้กับท่านอื่นๆ ที่อาจยังไม่เคยอ่านงานพี่จิก หรืออ่านแล้วลางเลือนไปตามกาลเวลา หยิบนำกลับมากระตุ้นกันใหม่ หวังว่าพี่จิกคงเมตตา ครับ... ขอบพระคุณเพลง คล้าย ๆ ว่าใช่
อ้าว... ซร้างั้น... ท่าทางจะฉะบายดี...น้า.... :::คล้าย ๆ ว่าใช่::: บ่อย บ่อย ที่เจอเรื่องราวมากมาย บ่อย บ่อย เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น เมื่อไหร่ที่มองเห็นเมฆสีดำ ก็ต้องมีฝนร่วงพรำใช่ไหม คล้ายคล้ายว่าใช่ในเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ตลอด มา บางคนก็ดูเหมือนเป็นบางสิ่ง ที่ในความจริงไม่เป็นอย่างนั้น กับสิ่งที่ดูเหมือนเคยเข้าใจ ก็กลับ มางง ง่ายดายเสมอ สิ่งที่ผ่านมาได้พบได้เจอ ไม่รู้ความจริงสักที...... ปล.(อีกที) ส่วนใหญ่ชอบเพลงที่พี่แอมแต่งอยู่แล้ว แต่ เพลงเนื้อหาแบบนี้....โคตร....ชอบ..... ใช้ชีวิตเรียบง่าย มีความสุขกับสรรพสิ่งรายรอบตัวครับ สวัสดีครับ....
|