พิมพ์หน้านี้
|
.....ผมแบ่งการเดินทางท่องเที่ยวออกเป็นสองแบบ คือ การเดินทางแบบตะกร้า และการเดินทางแบบขนนก... แบบตะกร้าคงเคยเห็นกันนะครับ ไปเที่ยวเพื่อซื้อของลูกเดียว โดยเฉพาะเวลาไปต่างประเทศ ก็จะขนสินค้าแบรนด์เนมกันจนล้นตะกร้า... อีกแบบคือแบบขนนก นกนั้นเวลามันบินไปที่ไหนๆ ก็มักจะมีของที่ระลึกจากที่ต่างๆ ติดมาตามขนของมัน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นตุๆ ของป่าชายเลน ละอองเกสร ฝุ่นดินลูกรัง หรือแม้แต่ความชื้นในแต่ละท้องที่ ผมว่าการเดินทางแบบนี้แหล่ะครับ น่าสนใจกว่าเยอะ...
เมื่อเราเดินทาง สิ่งที่จะติดตัวเรากลับมาอย่างที่ละอองเกสร หรือความชื้นติดมากับขนนกก็คือ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่นที่เราเข้าไปพบเห็น ความนึกคิดของผู้คนที่เราเข้าไปเรียนรู้... เมื่อเราพูดถึงการเดินทาง สิ่งแรกที่คุณนึกถึงคืออะไร "จุดหมาย" ใช่ไหมครับ... "การเดินทางอย่างแท้จริง" ในความหมายของผม "จุดหมาย" ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด จุดหมายไม่ใช่หัวข้อแรกที่จะอยู่ในสมุดบันทึก แก่นแท้ของการเดินทางอย่างนี้อยู่ที่ "ระหว่างทาง" มากกว่า เรียกว่า "มรรค" สำคัญไม่น้อยกว่า "ผล" ว่าอย่างนั้นเถอะ....
เมื่อปี พ.ศ.2519 ช่วงปิดเทอม ผมซึ่งตอนนั้นเป็นนักเรียนม.ศ.4 (เทียบกับปัจจุบันก็คือ ม.5 นั่นเอง) ได้ดันพูดกับเพื่อนคนหนึ่งไปเล่นๆ ว่า จะไปหามันตอนปิดเทอมที่มหาชัย พูดไปทั้งๆ ที่ไม่ได้จดเลขที่บ้านหรือแผนที่บ้านมาเลย เพราะคิดเอาว่าแค่พูดเล่นๆ คงไม่ได้จะไปจริงๆ สมัยนั้นเรื่องโทรศัพท์ไปถามไปไถ่คงไม่ต้องพูดถึง ต้องคนมีตังค์นั่นแหล่ะถึงจะมี... แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งผมก็อยากไปขึ้นมาเสียอย่างนั้น...
เช้าตรู่ของวันเสาร์ ผมพับกระดาษที่เขียนชื่อพ่อของเพื่อน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านที่บางนกแขวกใส่กระเป๋ากางเกง กระโดดขึ้นรถสองแถวไปลงที่ตัวเมืองชลบุรี แล้วก็โบกรถบรรทุกจากชลบุรีเข้ากรุงเทพฯ เพื่อตีตั๋วรถ บ.ข.ส.ไปมหาชัย ถึงมหาชัยก็เที่ยงเสียแล้ว เพราะผมเสียเวลาไปกับการโบกรถบรรทุกนานไปหน่อย มันน่าจะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงถ้าเป็นปัจจุบันนี้ แต่ผมใช้เวลาไปแค่ไหนรู้ไหมครับ... โน่นแน่ะ ข้ามไปถึงตอนเย็นของอีกวันหนึ่ง!!
ผมเจอเพื่อนผมในตอนเย็นของวันอาทิตย์ หลังจากอาบน้ำคลองจนชุ่มใจ ก็มาล้อมวงกินข้าวกับครอบครัวของเพื่อน แล้วก็เข้านอน ตอนเช้าเพื่อนมันก็พาผมไปส่งที่ท่ารถสองแถว เพื่อจะต่อรถกลับบ้าน เพราะผมบอกกับแม่ผมไว้ว่าจะมาหาเพื่อนแค่ 2 วัน ไม่อยากให้ท่านเป็นห่วงมาก... การเดินทางครั้งนี้ของผม ใช้เวลาอยู่ที่ "จุดหมาย" เพียงแค่แผล็บเดียว ถ้าเทียบกับเวลาของการเดินทาง ผมใช้เวลา "ระหว่างทาง" มากมาย และผมก็ได้อะไรจากตรงนั้นด้วย... ตอนที่ถึงมหาชัยนั้น ผมลืมบอกไปว่า อันที่จริงแล้ว ผมมาผิดทาง คนที่มหาชัยเขาบอกให้ฟังว่า ถ้าจะไปบางนกแขวก ไม่จำเป็นต้องอ้อมมาทางนี้หรอก มีทางไปใกล้กว่านี้เยอะ ไอ้ผมก็เห็นว่าไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว น่าจะได้เดินเล่นเสียหน่อย เดี๋ยวค่อยต่อเรือไปที่บางนกแขวกก็ได้....
แล้วผมก็เดินเล่นเสียหน่อย จนผมพลาดเรือที่จะไปบางนกแขวกจนได้ ก็กว่าผมจะมาถึงที่ท่าเรือก็ปาไปเกือบสามทุ่มแล้ว จะไปหาเรือที่ไหนได้ ผมหาวัดนอนไม่ยากเลยที่มหาชัย ก่อนนอนยังได้ชวนเด็กวัดเข้าไปดูหนังในโรงหนังชั้นสองที่นั่น สองเรื่องควบเสียด้วยครับ ผมยังจำได้เลยว่า หนังเรื่องที่สองนั้นผมต้องถอดเสื้อดู เพราะพัดลมในโรงหนังมันเสีย... ผมมีโอกาสได้คุยกับหลวงพี่และเด็กวัดที่ให้ผมนอนพักอย่างสนุก ผมยังจำความอารีของป้าที่ขายบัวลอยไข่หวานหน้าโรงหนังที่แถมให้ผมอีกหนึ่งถ้วย และก็ไม่เคยลืมหมาแม่ลูกอ่อนที่วิ่งไล่ผมที่แถวหน้าร้านกาแฟข้างๆ ท่าเรือที่จะไปบางนกแขวก... ผมไม่เคยลืมความสุข และการเรียนรู้ในการเดินทางอย่างแท้จริงครั้งแรกของผม ครั้งนี้เลย....
จากวันนั้นผมก็ยังได้ทำอย่างนั้นอีกหลายๆ ครั้ง ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย แต่คราวนี้ผมสามารถเดินทางครั้งหนึ่งใช้เวลาร่วมเดือน ได้ด้วยวุฒิภาวะที่สูงขึ้น ผมนั่งตัวงอๆ อยู่บนแพเล็กๆ ล่องแก่งไปเชียงรายและนอนที่นั่นอยู่เป็นอาทิตย์ โดยไม่มีจุดหมายเลยว่าจะไปดูอะไร ผมเข้าไปนอนกับพวกป่าไม้แถบทุ่งใหญ่โดยลืมวันกลับ เพราะพลาดกระโดดขึ้นรถไปรับน้องกับพวกนักศึกษาคณะวนศาสตร์.... ผมกอดอยู่กับป่า เกลือกอยู่กับทะเล จนคลอดเพลง "เที่ยวละไม" หรือที่ใครๆ ชอบเรียกว่า เพลงเอาตูดแช่น้ำนั่นแหล่ะออกมา... ผมยังได้เดินทางแบบ "จุดหมายเป็นเรื่องรอง" อีกหลายๆ ครั้งจนกระทั่งผมแต่งงานและมีลูก โอกาสแบบนั้นจึงน้อยลง
และเมื่อผมคิดถึงชีวิต ผมก็มักจะคิดไปว่า นี่ก็คือการเดินทางอย่างหนึ่ง ชีวิตครอบครัวก็คือการเดินทางร่วมกับคนที่เรารัก จุดหมายของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป แม้ว่าผมจะตั้งเป้าหมายอะไรไว้อยู่บ้าง แต่ผมก็จะไม่ลืมที่จะให้ "มรรค" เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด บางทีผมก็คิดว่า ตัว "มรรค" นั่นแหล่ะคือ "ผล" นั่นเอง ผมชอบค่ายอาสาตรงที่ได้ออกไปสู่ชนบท ได้เรียนรู้ชีวิตของคนชนบทเป็นเวลานานๆ กินอยู่เหมือนชาวบ้าน ได้เรียนรู้ธรรมชาติของพื้นที่และคนในประเทศของเรา แต่ผมไม่ชอบการล้อมวงรอบกองไฟของชาวค่าย เพื่อมานั่งถกเถียงว่า สังคมนิยมกับประชาธิปไตย อันไหนดีกว่ากัน แล้วตอนเช้าก็เลยไม่มองหน้ากัน การออกไปสร้างโรงเรียน หรือสอนหนังสือเด็กๆ ในการออกค่าย ผมก็มองว่าเป็นเรื่องรอง เป็น "ผล" ที่ผมกำลังพูดถึงนั่นเอง
ออกเดินทางเลยครับ ถ้าคุณเป็นขนนก ขออนุญาตผู้ปกครองให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียก่อน และที่สำคัญอย่าลืมเอาวุฒิภาวะของตัวเองติดไปด้วย ยามฉุกเฉินจะได้งัดออกมาควบคุมแรงขับทางเพศที่มันจะปรากฏออกมา เพราะคนหนุ่มสาวนั้น ฮอร์โมนมันฉีดแรงนัก... "เอาตูดแช่น้ำแล้วเดินต่อไป" สักครั้งหนึ่งในชีวิตก็ไม่เลวนะครับ บางทีเราอาจจะได้เจอใครบางคนที่แสนจะคุ้นเคย แต่เราได้ลืมเขาไปแล้ว.... :::คัดย่อจากเรื่อง "เที่ยวละไม" ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมภ์ "คุยกับประภาส" หนังสือพิมพ์มติชน หน้า 14 ฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน 2543:::
หลายสิบชั่วโมงในรถตู้ หอบผู้สูงอายุใจดี (ยกเว้นมุกกี้ ใจดีอย่างเดียว ไม่สูงอายุ!!) สิบชีวิต เป็นคณะตัวแทนนำน้ำใจไมตรี ที่รวบรวมได้จากชุมชนโอเคเนชั่นของพวกเรา ส่งมอบต่อยังจุดหมายปลายทางคือน้องๆ จากโรงเรียนบ้านพรุชิง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา.... พร้อมด้วยกิจกรรมสันทนาการที่ทางพี่พี่บล็อกเกอร์คณะตัวแทนได้เตรียมลงไป.... การเดินทางในครั้งนี้ นอกจากภาระกิจที่ทางคณะได้รับมอบหมายมา จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แบบชุ่มฉ่ำใจพร้อมสายฝนแล้วนั้น ยังได้บังเกิดความประทับใจรายทาง ติดขนของพวกเรากลับมาอย่างมากมายอีกด้วย....
พี่เป๊บซี่ ท่านนายตรวจศุลกากร 6 ประจำด่านสะเดา พร้อมกับพี่หมู คู่ชีวิตแสนน่ารัก ร่วมให้พลังใจ และพลังงานแก่พวกเรา ด้วยอาหารรสเลิศมื้อแรก ทันทีที่พวกเราเดินทางมาถึง หลังจากที่หลังขด ขาแข็ง มากว่าสิบชั่วโมง.... หลังเสร็จกิจกรรม ชาวคณะเปียกมะล่อกมะแล่กกันไปตามๆ พร้อมรอยยิ้มอำลาของน้องๆ บ้านพรุชิง พี่บล็อกเกอร์คนสวย ได้ร่วมมอบพลังใจ ให้กับพวกเราทั้งๆ ที่ไม่เคยแม้แต่จะรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน เป็นอาหารเย็นที่สุดแสนจะอร่อย ช่วยเรียกให้พลังงานของพวกเรากลับคืนมาอย่างมากมาย....
นี่คือน้ำใจไมตรีของผู้คน ในชุมชนโอเคเนชั่น ผู้คนดีดีที่เห็นว่าสิ่งที่เราร่วมกันทำ จะนำพาประโยชน์และความสุขสู่สังคม บังเกิดแก่ทั้งผู้ให้และผู้รับ....
คนเรา "มี" ไม่เท่ากัน.... บางคนมีเพียง "แรงกาย" บางคนมีเพียง "แรงใจ" บางคนมีเพียง "แรงเงิน" ความแตกต่างของสิ่งที่ "มี" ไม่ใช่เครื่องชี้วัดว่าใครดีไปกว่าใคร ใครอยู่เหนือใคร.... และไม่ใช่ว่าข้อจำกัดในสิ่งที่มี จะเป็นเครื่องปิดกั้นความตั้งใจดี ที่จะทำสิ่งที่ดีร่วมกัน หากแต่ละความแตกต่างนั้น ได้ร่วมสนับสนุนซึ่งกันและกัน...
คืนหนึ่งที่อุทยานแห่งชาติเขาสก ในขณะที่นอกห้องพัก ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ตกได้ตกดี จนหนาวเย็น แต่ภายในห้องพักขนาดไม่กี่ตารางเมตร ที่เราเช่าไว้เพียงหลังเดียวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ได้บรรจุคนจิตใจเดียวกันสิบชีวิต แออัด จนอบอุ่น สรรหากิจกรรมมาเล่นเย้ยฟ้าท้าฝนมันซะงั้น....
เกมส์ต่อเพลงถูกงัดออกมาเล่น นำเสนอโดยคนปัญญาอ่อนชื่อมุกกี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่า ขณะที่พวกเรากำลังเล่นเกมส์นี้ อะไรมากมายในตัวมุกกี้มันหายไป...จ้อยยยย.... วัย...หาย อัตตา....หาย อคติ...หาย ความขุ่นข้องหมองใจในปัญหาต่างๆ ...หาย และอีกมากมาย...หาย คาดว่าท่านอื่นๆ อาจจะรู้สึกคล้ายๆ มุกกี้ ไม่อยากจะเชื่อว่า เกมส์นี้จะทำให้พวกเราสนุกกันได้ขนาดนี้ เป็นอีกความประทับใจนึง ที่ชาตินี้คงไม่มีวันลืม มุกกี้รักทุกคนที่สละเวลาร่วมเดินทางด้วยกันมากๆ เลยอ่ะครับ...
วันสุดท้ายที่เดินทางกลับ พี่มะอึกหัวหน้าคณะ ได้พาพวกเราแวะที่สวนโมกข์ มุกกี้เข้าไปสัมผัสกับความสงบ ร่มเย็น ของสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากได้แต่เพียงอ่าน เพียงฟัง จากท่านอื่นๆ มาตั้งนาน เมื่อได้สัมผัสความสงบร่มเย็น ร่ำๆ จะไม่กลับกับชาวคณะ ว่าจะอยู่ต่อและบวชไม่สึกไปเลย!! แต่ให้เกรงว่าจะมีหมวยหัวจุก ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล มาวุ่นวายให้ผ้าเหลืองร้อน!!! เลยตัดสินใจกลับกับชาวคณะก็ได้... เช๊อะ...
กิจกรรมจบไปแล้ว...ด้วยดี แต่วิถีชีวิตในบล็อกยังไม่จบ และมุกกี้ก็ยังเลือกที่จะดำเนินต่อไป กิจกรรมนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้อะไรได้อีกหลายอย่าง มากมาย ผู้คนดีดีที่ผ่านเข้ามาเราต้องรักษาเค๊าไว้ให้มั่น รักษาทั้ง "น้ำคำ" รักษาทั้ง "น้ำใจ" เราสามารถ "เลือก" และ "ไม่เลือก" อะไรก็ได้ในชุมชนแห่งนี้ อิสระยังเป็นของพวกเราทุกคน....
แต่สิ่งที่เราเผลอเป็น แล้วเค๊าบังเอิญได้มาเห็น มันอาจจะอยู่ในความทรงจำของเค๊าตลอดไป.... ฉะนั้นจงระมัดระวัง ที่จะแสดงในสิ่งที่เรา "เผลอเป็น" ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น....
ปล.กราบขอบพระคุณ ป๋าโด่ง เณรรูณ ครูพันธกานต์ เจ้าของพื้นที่ ที่ให้การดูแลต้อนรับ ประสานงานรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีครับ.... ปล.ต่อมา ขอกราบขอบพระคุณเป็นการส่วนตัว สำหรับบอสของมุกกี้ที่รักยิ่ง ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนแรงเงินส่วนหนึ่ง สำหรับการเดินทางให้กับคณะของพวกเราครับผม มุกกี้ขอสัญญาว่า จะตั้งหน้าตั้งตา ตั้งอกตั้งใจทำงาน ไม่เกียจคร้านครับผม.... รักบอสน้าคร๊าบบ จุ๊บ ๆ ๆ
ปล.อีกที เอาเรื่องพี่จิกมาหากินหลายครั้งแล้ว ขอประชาสัมพันธ์โค้งสุดท้ายอีกครั้ง ใครเป็นแฟนพี่จิกตัวจริง เสียงจริง อย่าลืมไปดูคอนเสิร์ต "เพลงแบบประภาส" กันนะครับ เลื่อนการจองบัตรเป็นวันศุกร์ที่ 30 พ.ค. นี้ ช้า หมด อด โสน้าหน้า น้าคร๊าบบ คลิกดูรายละเอียด "เพลงแบบประภาส" ได้เลยครับผม.... . ของฝากจากสวนโมกข์
อ่านเรียงบรรทัด สลับคอลัมภ์ซ้ายขวา
|