พิมพ์หน้านี้
|
สืบเนื่องมาจากการชงของคุณ madman (ขออ้างอิงหน่อยนะ) ให้เล่าเรื่องที่ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตอนแรกกะว่าจะไม่เขียน..ไหนๆก็ไหนๆแล้ว...ก็เลยมานั่งเขียนภาค 2 ต่อ แต่ไม่รู้ว่าจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้ทำอะไรดีดีได้รึเปล่านะคะ 555 ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก็เลยเป็นจุดเริ่มความสนใจในการศึกษาค่ะ คงต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นผู้รู้ลึกซึ้งแต่อย่างใด ก็ยังคงเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆที่นั่งบ่นทุกครั้งเวลารถติด เพียงแต่ต้องการแบ่งประสบการณ์ที่มี (เท่าหางอึ่งน้อย) ให้เพื่อนๆฟัง หากมีข้อผิดพลาดในจุดไหน ประการใด หรือมีส่วนไหนที่ไม่เหมาะสม ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ส่วนตัวแล้วเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น โดยทันตแพทย์สม สุจีรา ซึ่งอย่างที่เคยบอกไปแล้วค่ะว่าหนังสือเล่มนี้ตอบคำถามในใจได้เกือบทุกเรื่อง เป็นการนำศาสนาและวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกันอย่างลงตัว เนื่องจากคนรุ่นใหม่อย่างเรา เอะอะก็อิงวิทยาศาสตร์ไว้ก่อน อะไรที่พิสูจน์ได้ถึงจะเชื่อ หนังสือเล่มนี้ได้กระตุ้นต่อมความคิดบางอย่างให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะที่ว่า อะไรที่เราไม่เห็น ใช่ว่ามันจะไม่มี เหมือนกับมดที่เดินในสองมิติ ย่อมไม่รู้จักมิติที่สามว่าเป็นอย่างไร...แล้วเราซึ่งเป็นมนุษย์จะรู้ได้ยังไงว่าไม่มีมิติอื่นๆอีกมากมาย รวมถึงเรื่องราวต่างๆอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจึงเป็นจุดเริ่มให้อ่านหนังสืออีกหลายๆเล่มตามมา และเริ่มสนใจที่จะเดินจงกรมและนั่งสมาธิด้วยตัวเอง (เหมือนๆจะฟิต แต่ก็นั่งได้ไม่กี่วันหรอกค่ะ 555) ด้วยความที่ไม่มีใครสอน ก็เดาเอางูๆปลาๆ ไปตามเรื่อง ซึ่งตรงนี้ไม่แนะนำนะคะ อย่างน้อยถ้าจะเริ่ม ก็ควรหาอาจารย์ที่แนะนำสั่งสอนได้อย่างถูกวิธี...เหตุผลจะบอกตามมาค่ะ หลังจากคิดได้ว่าควรจะหาคนสอนวิปัสสนาอย่างจริงจัง ก็ได้มีโอกาสไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับมูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ (http://www.vipassanacm.com) ...ต้องขอขอบคุณคุณแม่ที่แนะนำค่ะ...เล่าถึงบรรยากาศซักเล็กน้อย ที่นี่จัดเป็นคอร์ส 7 คืน 8 วัน เป็นหลักสูตรของคุณแม่สิริ กรินชัย โดยการสอนของ อ.ศิริพร กรรณกุลสุนทร ผู้ที่มาปฏิบัติที่นี่จะถูกเรียกว่า โยคี .... ที่นี่มีกฎค่ะ... ..มือถือจะถูกเก็บทันทีที่มาถึง เพียงแค่นี้ก็เกิดปัญหาแล้วค่ะ ^^ มีเพื่อนโยคีของเราคนนึงถึงกับแจ้งตำรวจมาจับอาจารย์...ประมาณว่าจำกัดสิทธิ เคยไปที่อื่นไม่เห็นมีอย่างงี้เลย ..อะไรประมาณเนี้ยค่ะ... อาจารย์ก็ถึงกับอึ้ง...สอนมา 20 กว่าปีไม่เคยเจอ..สุดท้ายคนนั้นก็กลับบ้านไป...ตำรวจ(ที่มาด้วยความจำใจ)ก็กลับไปเช่นกัน...โยคีที่เหลือก็ปฏิบัติกันต่อไป เหตุการณ์นี้คงจะสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง..ไม่ขอพูดถึงละกันค่ะ แต่รับประกันว่าเป็นรุ่นที่อาจารย์คงจดจำไปอีกนาน 555 เคยได้ยินคนเล่ามาว่าปกติ 3 วันแรกของการปฏิบัติจะลำบากลำบนที่สุด เรียกว่าเป็นช่วงปรับตัวก็คงได้ ทั้งปวดเมื่อย ทั้งฟุ้งซ่าน ด้วยความที่เดินจงกรมและนั่งสมาธิตลอดวัน ที่โหดกว่านั้นคือช่วง 3 วันแรกอากาศที่เชียงใหม่ดันหนาวขึ้นมาผิดปกติ โอ้โห ช่างเป็นบทพิสูจน์แท้ๆ ยิ่งตื่นตอนตี 4 โยคีทั้งหลายถึงกับขนผ้าห่มเข้าไปนั่งสมาธิกันทีเดียว...ก็มันหนาวหนอๆ ส่วนตัวแล้วสิ่งที่เป็นกำลังใจได้อย่างดีใน 3 วันแรกก็คือคุณลุงแก่ๆคนนึงค่ะ อายุแกก็คง 70 กว่าแล้ว เวลาเดินจงกรมแกต้องใช้ไม้เท้าเดินด๊อกแด๊กๆ เห็นแล้วมีกำลังใจอย่างแรง เพราะเราแข็งแรงกว่าแกตั้งมากมาย จะยอมแพ้ลุงได้ไงเนี่ย... สุดท้ายทุกคนก็สามารถผ่าน 3 วันอันตรายมาได้ค่ะ เข้าวันที่ 4 จิตก็จะเริ่มสงบขึ้น กำหนดได้ดีขึ้น ที่นี่ใช้การกำหนดแบบ ยุบ-พอง สำหรับการทำวิปัสสนาค่ะ โดยปกติแล้วแต่ละสำนักอาจจะมีการบริกรรมต่างกันไป อันนี้แล้วแต่สะดวกค่ะ สุดท้ายเชื่อว่าจุดมุ่งหมายก็คือที่เดียวกัน เหมือนเราจะไปที่ไหนซักที่ คนนึงอาจจะสะดวกไปทางรถ อีกคนอาจจะไปทางเรือ หรือ เครื่องบิน แต่ในที่สุดเราก็จะถึงที่หมายที่เดียวกัน ช่วงที่ไป..โชคดีจริงๆ... เป็นช่วงของวันมาฆบูชาพอดี ได้ฝึกสมาธิกันเต็มที่ เพราะวัดที่อยู่ใกล้ๆมีเทศน์มหาชาติตลอดทั้งวันทั้งคืน ^^ เทศน์เฉยๆคงไม่เป็นไร มีช่วงเบรคที่เค้าจะเล่าเรื่องชูชกแบบตลกๆ เป็นภาษาเหนือให้ชาวบ้านฟัง เพื่อนโยคีเราบางคนนั่งสมาธิอยู่ถึงกับยิ้มอย่างเปิดเผย..หัวเราะได้คงหัวเราะไปแล้ว (อันนี้ขอยืมรูปถ่ายมายืนยัน 555) สมาธิถึงกับแตกซ่าน... แต่ถือว่าเป็นวันที่ทุกคนคงจะอิ่มอกอิ่มใจและอิ่มบุญกันถ้วนหน้า เพราะได้เวียนเทียนและนั่งสมาธิร่วมกัน
คืนสุดท้ายอาจารย์ใจดีแจกมือถือคืน รวมทั้งให้โยคีพูดจากันได้ โอ้โห นกกระจอกแตกรังมันเป็นหยั่งงี้นี่เอง จริงๆเป็นช่วงที่ดีนะคะ เพราะทำให้เรามีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์รวมทั้งความในใจที่เก็บมา 7 วัน บางคนมาปฏิบัติเพราะผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาก็มี...ปวดขากันมากมายแค่ไหนก็มาบ่นกันตอนนี้ล่ะค่ะ บางคนก็มาสารภาพว่าผมเข้าใจว่าวัฏสงสารมันเป็นยังไง ก็ตอนเดินจงกรมเนี่ยละครับ มันเดินไม่สิ้นสุดซักกะที อิๆๆ ผลที่ได้จากการปฏิบัติ...นอกจากความสงบทางใจแล้ว การที่เราได้อยู่กับตัวเอง ก็ทำให้ได้คิดและปลงอะไรหลายๆอย่างได้เหมือนกัน แม้จะไม่ถึงนิพพาน แต่สิ่งสำคัญที่ได้รับก็คือการเจริญสติ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เวลาตาเราเห็นอะไร หูได้ยินอะไร เกิดความรู้สึกอย่างไร ก็สักแต่ว่า เห็นหนอ ยินหนอ รู้หนอ ทีนี้ที่เคยบอกไว้ว่า ถ้าจะเริ่มปฏิบัติ ก็ควรหาอาจารย์ที่แนะนำสั่งสอนได้อย่างถูกวิธี เหตุผล (ที่คิดเอาเอง) มันก็มีอยู่ว่าเวลาที่เราทำวิปัสสนากรรมฐานนั้น อาจเกิด กิเลสที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติวิปัสสนา ที่เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งอาจทำให้การปฏิบัติของเราไขว้เขวไป ถ้าไม่รู้และไม่แก้ไขแล้วก็จะติดอยู่ที่นี่ทําให้ไม่สามารถเข้าไปถึงญาณชั้นสูงได้ ขอยกคำอธิบายจากเว็บลานธรรมค่ะ <http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001479.htm> วิปัสสนูปกิเลส คือ อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ๑๐ อย่าง ซึ่งจะเกิดแก่ผู้ได้วิปัสสนาญาณอ่อนๆ ภาวะทั้งสิบนี้ เป็นสิ่งที่น่าชื้นชมอย่างยิ่ง และไม่เคยเกิดมี ไม่เคยประสบมาก่อน จึงชวนให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจผิดว่า ตนได้บรรลุมรรคผลแล้ว ถ้าเข้าใจอย่างนั้น ก็เป็นอันคลาดออกนอกวิปัสสนาวิถี คือ พลาดทางวิปัสสนา แล้วก็จะทิ้งกรรมฐานเสีย นั่งชื่นชมอุปกิเลสของวิปัสสนาอยู่นั่นเอง วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ ให้รู้เท่าทันเมื่อมันเกิดขึ้น ก็ให้กำหนดพิจารณาด้วยปัญญา มีสติสัมปชัญญะก็แก้ไขได้ อาจารย์เล่าให้ฟังว่าแม้แต่พระซึ่งฝึกปฏิบัติ ท่านมีสมาธิแรงกล้าจึงเกิดภาพนิมิตขึ้น(มีแต่สมาธิแต่กำลังสติน้อย) ตอนแรกก็เห็นเป็นเพียงแสง อาจารย์ก็แนะนำให้กำหนดเห็นหนอๆ เพื่อดึงสติกลับมา แต่ท่านไม่ได้กำหนดเพราะติดในภาพ มีอยู่วันนึงนั่งอยู่ดีๆ ท่านกระโดดลอยขึ้นไป 2 เมตร แล้วก็ร้องโวยวายว่า เสือๆๆ กว่าจะสงบได้ถึงกับเหงื่อตกกันเลยทีเดียว ตอนหลังหลวงพี่เล่าให้ฟังว่า ไอ้แสงที่เห็นตอนแรกมันรวมตัวกันเป็นจุดดำๆ ท่านก็ส่งจิตตามไป ปรากฏว่ากลายเป็นเสือกระโดดสวนออกมา ช็อคสิท่าน แล้วภาพพวกนี้จะเหมือนจริงมากๆค่ะ หลวงพี่เล่าว่าท่านเห็นชัดถึงขนาดเห็นเงาตัวเองในตาเสือ...มิน่าล่ะ กระโดดตัวลอยซะขนาดนั้น... เรื่องวิปัสสนูปกิเลสนี้มีอีกหลายตัวอย่างเลยค่ะที่อาจารย์เล่าให้ฟัง...แต่เนื่องจากเขียนมายาวพอสมควรแล้ว เกรงว่าจะเบื่อกันซะก่อน เลยขอจบประสบการณ์ปฏิบัติธรรมเพียงเท่านี้ค่ะ ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ ^^ สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณ อ.ศิริพร กรรณกุลสุนทร ผู้ชี้แนวทางแห่งความสุขอีกครั้งค่ะ ขอขอบคุณ: |