|
ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาหลายครั้ง แต่ก็มีอันต้องสะดุดไปทุกครั้งเลยครับ เนื่องจาก การเมืองในภาพยนตร์ไทยนั้น ไม่ค่อยมีสะท้อนออกมาในภาพยนตร์ไทยเลย
แม้ว่าประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญมาแล้วหลายๆครั้ง และภาพยนตร์ก็เหมือนเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่คนไทยมา 110 ปี แล้วทำไมหนังไทยจึงไม่เอ่ยถึงเรื่องการเมืองเลย แตกต่างจากหนังในชาติอื่นๆ ทั้งที่ประเทศไทยก็มีการปกครองแบบประชาธิปไตยมามากกว่า 75 ปี
ผมจะลองไล่เรียงมองการเมืองไทยจากภาพยนตร์ไทยดูเท่าที่ความสามารถจะมีน่ะครับ โดยจะแบ่งเป็นยุคๆ ตามความเข้าใจของผมเองน่ะครับ 1. ช่วงเริ่มแรกหนังไทย ในปี ๒๔๓๘ จนถึง ๒๔๗๕ ปฎิรูปการปกครองโดยคณะราษฎร์
ช่วงแรกหนังไทยเกิดจากทางสายวัง เช่นเดียวกับหลายสิ่งหลายอย่างในประเทศไทยครับ หลังจากที่เรารู้จัก หนังที่เรียกทับศัพย์ว่า ซีนีมาโตกราฟ จากการฉายหนังเร่เข้ามาในกรุงสยาม ในปี 2438 กดที่นี่ หนังเรื่องแรกๆ ก็ล้วนแต่เป็นพระราชกรณียกิจของ รัชกาลที่ 5
ร.6 เองก็โปรดให้จัดตั้ง ภาพยนต์สยามนิรามัย
เมื่อเปลี่ยนมาเป็นรัชสมัย ร.7 คนไทยได้สร้างภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกขึ้นมา โดย กรุงเทพภาพยนตร์บริษัท เรื่อง โชคสองชั้น ในปี 2470 กดที่นี่
และปี 2474 กฏหมายเซนเซอร์ภาพยนตร์ หรือ พรบ. ภาพยนตร์ 2473 มีผลบังคับใช้
หนังที่มาฉายส่วนใหญ่ ยังเป็นหนัง ฝรั่ง . จีน ญี่ปุ่น และ อินเดีย 
หนังฝรั่ง อยากเป็นดารา สมัยก่อนเขียน อยากเปนดารา ปี 2480 2. หลัง ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จนถึง สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มยุคหนังเสียง โดยภาพยนตร์ไทย หลงทาง ดูลิ้งกดที่นี่นายสิน สีบุญเรือง ริเริ่มการพากษ์หนังพูดต่างประเทศเป็นภาษาไทย และเปิดโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ในยุคผลัดเปลี่ยน รัชสมัย เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล 
โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงกรุง 2483 รัฐบาลเปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม มาเป็น ไทย

| นายปรีดี พนมยงค์ สร้างหนังเรื่อง พระเจ้าช้างเผือก หนังพูดภาษาอังกฤษ เพื่อร่วมงานฉลองสันติภาพ นับว่าเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่มีเรื่องราว เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ดูลิ้ง กดที่นี่
|
ในยุคนั้น เป็นรัฐบาลของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งมีนโยบายชาตินิยม ได้ซื้อโรงถ่าย ไทยฟิล์ม จัดตั้งกองภาพยนตร์ทหารอากาศ เพื่อสร้างภาพยนตร์ โฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งในยุคนั้น การสร้างภาพยนตร์โดยเอกชนอยู่ในภาวะซบเซา เนื่องจากเข้าสู่ภาวะสงคราม และฟิล์มมีราคาแพง ดูลิ้ง http://www.oknation.net/blog/moviehall/2007/07/24/entry-1
3. หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ จนถึงเปลี่ยนแปลง ๑๔ ต.ค. ๒๕๑๔ 
เข้าสู่ยุคหนัง 16 มม. หนังไทยเริ่มมีการพัฒนาการอย่างเต็มที่ และเข้าสู่ยุคทอง ของหนัง 16 มม. ผ่านสู่ยุค ดาราคู่ขวัญมิตร-เพชรา ดูลิ้ง http://www.oknation.net/blog/HOF/2007/05/24/entry-1 แต่เนื้อหาของภาพยนตร์ไทย ยังวนเวียนอยู่ในเรื่องรัก ตลก บู๊ ผี และเน้นความบันเทิงเป็นหลัก
เนื่องจากในยุคนั้น บ้านเมือง ตกอยู่ในยุคเผด็จการทางทหาร การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจากยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม สู่จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต์ ที่ได้ชื่อว่า มีการกำจัดศัตรูทางการเมืองมากมาย และถือว่าเป็นนายกที่มีความเด็ดขาด ในยุคนี้มีการลงโทษนักโทษประหารกลางสนามหลวง และมี มาตรา 17 ในการลงโทษประหารได้โดยไม่ต้องผ่านศาลยุติธรรม จึงไม่ต้องพูดถึงในทางภาพยนตร์เลย ที่คงจะไม่มีใครสร้างหนังที่เกี่ยวโยงกับระบบเผด็จการที่เฉียบขาดในยุคนั้นได้ และอีกประการหนึ่ง คงไม่สามารถผ่านระบบเซนเซอร์ที่จัดทำโดย ตำรวจได้อย่างแน่นอน หนังไทย จึงไม่เคยพูดถึงการเมืองไทยในแง่มุมของผู้มีอำนาจเลย ผ่านมาจนถึงยุค จอมพล ถนอม กิตติขจร อันยาวนาน แม้ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะคลายลงกว่ายุค จอมพล สฤษดิ์ แต่ลองสังเกตุดูหนังไทยในยุคนี้ จะพบว่า มีการฉายภาพของสังคมไทย ที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก
จากในเมือง และ ชนบท ขณะที่ในเมือง เป็นยุคสายลมแสงแดด และพยายามทำตัวให้เป็นสากล การแต่งกาย ที่มีลักษณะของสากลนิยม งานลีลาศ การเข้ามาของศิลปินจากต่างประเทศ ทั้งดนตรี ศิลปะ งานเขียน 
ในขณะที่สังคมชนบท ยังล้าหลัง ประชาชนอยู่อย่างยากลำบาก เต็มไปด้วยโจร นักเลง เจ้าพ่อ และซุ้มมือปืน ดังจะเห็นได้จากฉากการชกต่อย ในร้านกาแฟ
ในด้านการปกครอง สะท้อนผ่านตัวละคร ปลัดอำเภอ ผู้กอง หรือ นายอำเภอ ที่มักจะมาในรูปพระเอกที่ปลอมตัวมาปราบเหล่าโจรร้าย จะเห็นว่าชาวบ้าน ยังเชื่อและมีความหวังต่อภาครัฐ ในการที่จะเข้ามาขจัดทุกข์ บำรุงสุข และมองราชการเหมือนดังเจ้านาย และเป็นพระเอกเสมอ เนื่องจาก การมีชีวิตที่อยู่ห่างไกลความเจริญ และต้องเจอกับภัยต่างๆ ทั้งธรรมชาติ โรคร้าย โจรผู้ร้าย และ อิทธิพลท้องถิ่น

4. หลังยุค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ การเปลี่ยนแปลงใหญ่ของประชาชน
สิ้นสุดยุค หนัง 16 มม. ในด้านเนื้อหาของภาพยนตร์ นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเปิดกว้างมากที่สุด เนื่องจากเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากมาย
2516 เขาชื่อกานต์ หนังสะท้อนสังคม ของ ท่านมุ้ย ที่สะท้อนปัญหาคอรัปชั่นของข้าราชการไทย
2517 ตลาดพรหมจารีย์ หนังสะท้อนสังคม ความยากจน จนต้องขายลูกสาวมาเป็นโสเภณี ช่วงนั้นมีหนังเรื่องราวของโสเภณีอีกมากมาย เทพธิดาโรงแรม , รอยมลทิน http://www.oknation.net/blog/moviehall/2007/07/28/entry-1
คนไทยจึงได้ดูหนังที่มีเนื้อหาหลายหลายขึ้น รวมทั้งหนังในยุคต่อๆมาที่เริ่มมีการฉายภาพของขบวนการประชาชนในเมือง การสะท้อนสังคมชนชั้น ความไม่เท่าเทียมกัน และรวมถึงการสะท้อนปัญหาต่างๆของประชาชน อย่างเช่น
ครูสมศรี ที่สะท้อนภาพสลัม
เทพธิดาโรงงาน สะท้อนภาพกรรมกร
ทองพูน โคกโพธิ์ ราษฎรเต็มขั้น สะท้อนชีวิตคนขับแท๊กซี่ http://www.oknation.net/blog/moviehall/2007/08/11/entry-1
บ้าน ,จนตรอก สะท้อนภาพสลัมในเมือง
และหนังที่สะท้อนภาพของชนบท
ครูบ้านนอก เป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่พูดถึงครู นักต่อสู้ ในต่างจังหวัด
ข้าวนอกนา แสดงถึงผลกระทบหลังยุค ถอนฐานทัพเอมริกา เช่นเดียวกับหนังตลกอย่าง 7 ประจัญบาน
คนภูเขา สะท้อนภาพชนกลุ่มน้อย
หนังที่ไม่ได้ฉาย อย่าง ทองปาน http://www.oknation.net/blog/moviehall/2007/07/14/entry-1
ฝนแสนห่า เป็นเรื่องของนักศึกษาที่เป็นลูกชาวนาและผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อเรียนจบกลับบ้าน ได้ก่อตั้งสหกรณ์เพื่อต่อสู้กับนายทุน แต่หนังเรื่องนี้สร้างไม่เสร็จด้วยประสบปัญหาเรื่องเงินทุน
ไผ่แดง หนังที่สะท้อนการปะทะทางแนวคิด สังคมนิยม
สัญชาติญาณโหด หนังต่อต้านสงคราม
ประชาชนนอก 2524 หนังนอกกระแสของมานพ อุดมเดช
หนังที่พูดถึงผู้แทนราษฏร โดยตรง เท่าที่หาข้อมูลได้ มีเพียง 2 เรื่อง เองครับ  ผู้แทนมาแล้ว แสดงโดย สมบัติ -ลลนา เป็นการล้อเลียน การหาเสียงของผู้แทนในยุคแรกๆ ประเภท แจกปลาทู แจกรองเท้าข้างเดียว พอดีหนังค่อนข้างนาน จำรายละเอียดไม่ได้เลยครับ ใครจำได้ช่วยเล่าหน่อยครับ

อีกเรื่อง ผู้แทนนอกสภา (2526) กำกับโดย สุรสีห์ ผาธรรม นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี มีคุณบุญชู โรจนเสถียร เป็นนักแสดงรับเชิญ เป็นนายกของประเทศ สารขัณฑ์
น่าสังเกตุว่า หนังไทย แทบไม่มีการนำเอาประวัติบุคคลสำคัญมาสร้างเลย จริงๆ เคยทราบข่าวมาว่า ท่านมุ้ย เคยคิดจะสร้างเรื่อง จิตร ภูมิศักดิ์ แต่ก็ไม่เกิดโปรเจคนี้ครับ มีอันพับไป อย่างไรก็ตาม มีหนังเรื่อง 14 ตุลา สงครามประชาชน ที่เป็นหนังประวัติของ เสกสรร ประเสริฐกุล
หนังที่มีเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา แทรกอยู่ เช่น
เวลาในขวดแก้ว มีเรื่องของเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 อยู่นิดหน่อย
คู่กรรม 2 มีฉากไฮปาร์คในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ผมไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมมา ยังมีหนัง ที่ไม่ได้ฉาย เพราะเรื่องราวไปเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจอีกหลายเรื่องครับ 1. 2482 นักโทษประหาร (2531) โดยยุทธนา มุกดาสนิท เกี่ยวกับนักโทษประหาร 18 คน ที่เกี่ยวข้องกับการกบฏสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เรื่องนี้ใช้เวลาค้นคว้าและเขียนบท 1 ปีเต็ม และเตรียมนักแสดง และกำลังจะเริ่มถ่ายทำ แต่ถูกลูกหลานของจอมพล ป. คัดค้าน จึงต้องถูกยกเลิกการสร้างไป 2. จอมพล (2532 ) ของบรรจง โกศัลวัฒน์ เป็นเรื่องชีวประวัติของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ยังไม่ได้สร้าง เพราะได้รับคำเตือนจากกองเซนเซอร์ว่าอาจมีปัญหาได้ คิดดูครับ ขนาดหนัง 2 เรื่องนี้ กล่าวถึงการเมืองในอดีตที่ล่วงเลยผ่านมาแล้ว ยังไม่สามารถสร้างได้ และล่าสุด ท่านมุ้ย สร้าง สมเด็จพระสุริโยทัย และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ที่ นับว่าเป็นหนังประวัติศาสตร์การเมืองในยุคสมัย อยุธยา ที่ยอดเยี่ยม และสมบูรณ์เรื่องแรกของเมืองไทย ต้องเป็นการเมืองยุค อยุธยา โน่นเลย ถึงเอามาสร้างหนังได้ มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นหนังที่นักการเมืองให้ทุนสร้าง เพื่อด่าฝ่ายตรงข้าม ไอ้ซ่าส์ จอมเนรคุณ 2521 เป็นหนังที่ วีระมุกสิกพงศ์ อำนวยการสร้าง และกำกับ โดย ชุมพร เทพพิทักษ์ ด่านักการเมืองคนไหน ลองเดาดูเองครับ เพราะ ตัวเอกของเรื่องชื่อ สกัด สุททรีย์เวช หนังเรื่องนี้ เวลาออกกองถ่ายก็จะกลายเป็นการพาดหัวบนหน้าบันเทิงของหนังสือพิมพ์ และเป็นไปตามระเบียบครับ คือ ไม่ผ่านกองเซนเซอร์ ไม่ได้ฉาย (ปุจจบัน เป็นที่รู้ๆกันครับ ว่าผู้อำนวยการสร้าง กับ พระเอกของเรื่อง จูบปากกันเรียบร้อยแล้ว ลืมความแค้นแต่หนหลัง เสียสิ้น น่าจะนำหนังเรื่องนี้ออกมาฉายให้ได้รำลึกความทรงจำกัน น่ะครับ ) พฤษภาทมิฬ ของ ทรนง ศรีเชื้อ ว่าจะสร้างมาหลายปี แต่ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลยครับ และคุณ ทรนง ศรีเชื้อ ปัจจุบัน ก็หายไปอยู่ไร่ ต่างจังหวัด นานหลายปี ไม่มีผลงานกำกับให้ได้ชมอีกเลย ยังมีหนังในเชิงสารคดี อีก เรื่อง ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสารคดี เชิงการเมืองก็ได้ คืนไร้เงาเสรีภาพ The truth be told 2550 โดย พิมพกา โตวิระ เพิ่งฉายไปไม่นานนี้เองครับ เป็นหนังดิจิตอล เรื่องราวชีวิตของ สุภิญญา กลางณรงค์ ถ้าคอการเมืองหรือคนที่อยู่ในอาชีพ สื่อมวลชนคงไม่ต้องบอกน่ะครับ ว่าเธอคือใคร เพราะข่าวเธอขึ้นหน้าหนึ่งอยู่ช่วงหนึ่ง เรื่องนี้ติดตามถ่ายชีวิตของเธอ และมีภาพในช่วงประท้วงขับไล่นายกทักษิญอยู่ด้วย
โดยสรุป หนังไทยที่จะไปวิพากษ์ วิจารณ์ นโยบายของผู้มีอำนาจในขณะนั้นๆ ย่อมไม่มีแน่นอนครับ เพราะ
1. คงไม่มีนายทุนคนใดยอมควักเงิน ให้กับหนังที่จะไม่มีโอกาสได้ฉายสูง และเสี่ยงกับการขาดทุน
2. ระบบ เซนต์เซอร์ ที่อยู่ในการควบคุมของตำรวจ ที่มีความล้าหลัง แม้จะมีการอ้างว่ามีเพื่อการควบคุมฉากที่เรียกว่าฉากโป๊ เนื่องจากบ้านเรายังไม่มีการแบ่งเรต แต่ส่วนหนึ่ง จะเห็นว่า ไม่เคยมีหนังที่สะท้อนภาพการคอรัปชั่นของตำรวจเลยครับ และบ้านเราแทบจะไม่มีหนังตำรวจเลย ถ้ามีก็มาในรูปของการสืบสวนสอบสวน ที่มีตำรวจเป็นพระเอก ผมจะพูดถึงเรื่องเซนเซอร์ในโอกาศต่อๆไปครับ
3. อาจจะกล่าวได้ว่า คนไทยดูหนังเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก
นอกจากการเมืองที่สะท้อนโดยหนังแล้ว ดาราหนังที่ไปเล่นการเมืองในเรื่องจริง ก็มีครับ คงต้องยอมรับว่าการมีชื่อเสียงเป็นดารา และการเป็นที่รู้จัก ทำให้เข้าสู่การเมืองได้ง่ายกว่าบุคคลโดยทั่วไป แม้ว่าเมืองไทยจะยังไม่มีดาราที่ประสบความสำเร็จในทางการเมืองสูงๆ อย่างในประเทศอื่นๆ เช่น โรนัล เรแกน อดีต ประธานาธิปดีของสหรัฐอเมริกา โจเซฟ เอสตราด้า อดีต ประธานาธิปดีฟิลิปปินส์ แต่ก็มีดาราเข้าสู่การเมืองในหลายยุคหลายสมัย ไม่นับ พิธีกร คนอ่านข่าว นักร้อง และ การเมืองท้องถิ่น ก็มี รณ ฤทธิชัย , อภิชาติ หาลำเจียก , บรู๊ค-ดนุพร ปุณณกันต์ และล่าสุด คุณสมบัติ เมทะนี ล่าสุดกว่า คุณดามส์ ดัสกร ลงสมัย สส. ระบบสัดส่วนในครั้งนี้ด้วย ด้วยจริงใจผม ไม่อยากปลื้มดาราขวัญใจที่ผันตัวเองไปเป็นนักการเมืองมากเท่าไร ผมอยากจะเก็บภาพลักษณ์ และความรู้สึกดีๆ ของดาราไว้ในใจมากกว่าครับ แม้ว่าผมจะพอแยกแยะออกระหว่าง ภาพในจอกับนอกจอออก คุณเป็นแบบผมมั๊ยครับ ผม ได้รับ Tag for Democracy in Thailand มาจากนายเม็ดฝุ่น และถือว่าเป็นกิจกรรมดีๆ ที่น่าจะสนับสนุนครับ ในวาระใกล้วันเลือกตั้ง ใหม่ในเร็วๆนี้น่ะครับ ผมอยาก ขอ Tag ต่อ ดังนี้ครับ 1. คุณ Angelrous บล๊อคเกอร์หนังคุณภาพ ที่เป็นกัลยาณมิตรที่ดีที่สุดคนหนึ่งของนาย HOF ครับ 2. คุณ ศุภศรุต เป็นนักวิชาการที่น่าจะให้มุมมองที่ดีในด้าน ประชาธิปไตยครับ 3. คุณลูกเสือหมายเลข 9 เป็นบล๊อคเกอร์คนขยัน น่าจะเหมาะกับงานนี้ครับ ดูกฎ กติกา มารยาท ที่ห้องนายเม็ดฝุ่น Thaihappy http://www.oknation.net/blog/Thaihippy/2007/10/24/entry-2
|