พิมพ์หน้านี้
|
จากไอพอดมาจนถึงระบบปฏิบัติการที่ใช้ภายในเครื่อง แต่วันนี้ มันกลายเป็นอุปกรณ์ไฮเทคที่มาแรงที่สุดแห่งปี ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของนักฟังเพลงทั่วโลก แต่แล้วก็มีปรากฏการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น เมื่อผู้บริโภคบางส่วนที่ซื้อไอพอด ได้ของแถมมาจากโรงงานผู้ผลิตด้วย มันคือไวรัสที่ยังไม่ได้ติดตั้งตัวเอง ซึ่งจะขโมยรหัสผ่าน และเปิดประตูให้แฮคเกอร์เข้ามาล้วงข้อมูลในไอพอดเครื่องโปรดของคุณไปได้ บรรดาผู้ใช้คอมพิวเตอร์ได้รับการเตือนล่วงหน้ามาหลายปีเกี่ยวกับไวรัสซึ่งมากับอีเมลในรูปแบบของไฟล์แนบต่างๆ แต่วันนี้ ไวรัสเหล่านี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายเพียงแค่เสียบอุปกรณ์ไฮเทคของคุณเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้วเปิดสวิทช์ เท่านั้น สำนักข่าวเอพีได้รายงานกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุด กับไอพอด ที่วางจำหน่ายในทาร์เก็ต เบสท์บาย และ ทอม ทอม ร้านขายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดังในสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่ สาเหตุมักจะมาจากเครื่องที่ผลิตในประเทศจีน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า จีนมักจะเป็นผู้ผลิตที่กดต้นทุนให้ราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ปัญหาการแทรกซึมของไวรัสเข้าสู่ระบบของอุปกรณ์ต่างๆ นั้นเกิดจากการขาดการควบคุมคุณภาพของสินค้า ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากพนักงานฝ่ายตรวจสอบที่ไม่ระมัดระวัง และทำการต่อเชื่อมอุปกรณ์ต่างๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบการทำงาน โดยเฉพาะบรรดาเครื่องเล่นเพลง ซึ่งรายงานระบุว่า ปัญหาความมักง่ายเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าการที่แฮกเกอร์เข้าระบบของบริษัทเพื่อตั้งข้อมูลการแพร่กระจายของไวรัสเสียอีก จีนค่อนข้างบอบช้ำจากคำวิจารณ์จากนานาชาติในเรื่องของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ประเทศแห่งนี้เป็นผู้รับจ้างผลิต และล่าสุดก็เป็นเรื่องของอุปกรณ์ไอทีที่มาตรฐานต่ำกว่าเกณฑ์ หลังจากที่ ของเด็กเล่น ยาสีฟัน อาหารสัตว์ ที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนกลายเป็นประเด็นหน้าหนึ่งของสื่อทั่วโลกมาแล้ว กรณีของไวรัสกับ อุปกรณ์ไอทีนั้น ได้มีข้อสันนิษฐานไปต่างๆ นานา อาทิเช่น ถ้าหากไวรัสได้ถูกโหลดเข้าเครื่องในกระบวนการการผลิต อันเนื่องมาจากความทุจริตของพนักงานในการอัพโหลดซอฟต์แวร์เข้าสู่อุปกรณ์ หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่า ปัญหาอาจลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านี้ เพราะไม่มีใครนับได้ว่า มีอุปกรณ์ไฮเทคที่ผลิตจากจีนวางจำหน่ายไปแล้วกี่ร้อยล้านเครื่อง และการตามย้อนรอยหาไวรัสในอุปกรณ์แต่ละตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะบริษัทเจ้าของแบรนด์เองก็มักจะเก็บข้อมูลการจ้างบริษัทผู้ผลิตในจีนเอาไว้เป็นความลับ แต่หากพิจารณาถึงธรรมชาติของการผลิตในปริมาณที่มหาศาลแล้ว คาดกันว่า ตัวเลขของอุปกรณ์ติดเชื้อเหล่านี้ น่าจะมากมายเอาการอยู่ทีเดียว เจอรี่ แอสคริว ที่ปรึกษาด้านคอมพิวเตอร์ในลอสแองเจลิส ซื้อกรอบรูปดิจิทัลยี่ห้อ Uniek เป็นของขวัญวันเกิดให้กับคุณแม่วัย 81 ปี ของเขา แต่ปรากฏว่า เมื่อเขาต้องการโหลดรูปสมาชิกในครอบครัวเข้าไป กลับโหลดภาพได้เพียงไม่กี่รูปเท่านั้น และเมื่อเขาต่อเชื่อมกรอบรูปของเขาเข้ากับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบวินโดวส์ โปรแกรมแอนตี้ไวรัสในเครื่องของเขาก็ทำงานทันที เพื่อให้เขาทำการกำจัดไวรัส เขากล่าวว่า เขาซื้อกรอบรูปไฮเทคนี้มาในราคา 50 ดอลล่าร์สหรัฐ ที่ห้างทาร์เก็ต เมื่อพลิกดูข้างหลังก็พบว่า มันผลิตในประเทศจีน และเมื่อตรวจสอบชนิดของไวรัสก็พบทั้งหมด 4 ตัว รวมทั้งไวรัสที่ขโมยรหัสผ่านของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย แน่นอนว่า ตอนที่เราตัดสินใจซื้อเราย่อมคาดหวังการควบคุมคุณภาพที่ดีจากผู้ผลิตเหล่านี้ แอสคริว วัย 42 ปี กล่าว และบอกว่า เราไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น นักวิจัยด้านความปลอดภัยกล่าวว่า ซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายเหล่านี้มักจะถูกโหลดเข้าเครื่องในช่วงขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิต เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว อุปกรณ์เหล่านี้จะต้องถูกต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบก่อนทำการบรรจุหีบห่อ และเป็นการทดสอบว่ามันสามารถทำงานได้ ถ้าหากกระบวนการทดสอบกับคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัส นั่นอาจจะมาจากการที่คนงานใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของตัวเองที่มีการติดไวรัสมาก่อน บรรดาเชื้อโรคดิจิทัลเหล่านี้จึงสามารถถ่ายเทตัวเองสู่อุปกรณ์อื่นๆ ต่อไปได้ ประเด็นถัดมา คือเรื่องการแพร่เชื้อไวรัสที่อาจมีสาเหตุมาจากบรรดาแฮกเกอร์ เราเห็นตัวเลขของปัญหาดังกล่าวนี้เพิ่มมากขึ้น ซุลฟิลก้า รามซาน นักวิจัยด้านความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ของบริษัทไซเมนเทคกล่าว และบอกว่า แฮคเกอร์อาจเจาะเข้าไปในกระบวนการทดสอบอุปกรณ์ขั้นสุดท้ายของบริษัทผู้ผลิต ในปัจจุบัน หลายฝ่ายกำลังพยายามหาทางปิดช่องโหว่ของระบบนี้อยู่ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นประเมินไม่ได้เลยทีเดียว โชคร้ายของเจ้าของคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้อัพเดทโปรแกรมแอนตี้ไวรัสของตัวเองบ่อยครั้งนัก อาจโดนไวรัสจากอุปกรณ์เหล่านี้แพร่เข้าสู่คอมพิวเตอร์ส่วนตัวด้วยโดยที่ไม่รู้ตัว และการอัพเดทซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสบ่อยๆ ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะการันตีได้ว่า คอมพิวเตอร์ของคุณจะไม่ติดไวรัส และอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นกับ กรอบรูปดิจิทัลอีกเช่นกัน แต่ที่ร้านแซม คลับ ซึ่งติดไวรัสที่ทราบกันว่าจะขโมยรหัสผ่านของเกมออนไลน์ และยังทำให้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสในคอมพิวเตอร์ไม่ทำงานอีกด้วย มันก็เหมือนกับว่า ถ้าหากเราหยิบปืนที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เวลาที่จะเหนี่ยวไกปืน เราอาจไม่แน่ใจว่าจะมีกระสุนบรรจุอยู่หรือเปล่า โจ เทลาฟิซิ รองประธานบริหารของบริษัทแมกอาฟี ผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสชื่อดังกล่าว เหมือนเปรียบเทียบแล้วไม่ค่อยเห็นภาพเท่าไหร่นัก แต่ไอเดียมันคล้ายๆ กัน เราน่าจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกสัก 30 วินาทีก่อนจะเปิดอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ ตรวจสอบไวรัสให้แน่ใจเสียก่อนที่จะใช้วินโดวส์ทำการโยกย้ายไฟล์เข้าสู่เครื่องมือใหม่ๆ ผู้บริโภคสามารถป้องกันตัวเอง และคอมพิวเตอร์จากการติดไวรัสจากอุปกรณ์ไฮเทคชิ้นใหม่ได้โดยการใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสในเครื่องตรวจสอบ และต้องหมั่นอัพเดทโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอด้วย ข้อมูลอีกหนึ่งทางซึ่งนักพัฒนาไอทีได้เขียนเอาไว้ในวารสารเล่มหนึ่งระบุว่า กรอบรูปไฮเทคที่เขาซื้อมาได้ติดไวรัสตัวที่ ผมไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิตการทำงานด้านไอทีเกือบสองทศวรรษ และในที่สุด ฮาร์ดดิสก์ที่ต่อเชื่อมภายนอกของเขาก็ไม่ทำงาน เพราะไวรัสตัวดังกล่าวได้ขโมยพาสเวิร์ดของเขาไป การเข้าไปตรวจสอบต้นตอยังแหล่งผลิตเป็นอะไรที่ทำได้ยาก และต้องใช้ต้นทุนสูง โดยเรื่องนี้จะต้องมีการกระตุ้นจากบริษัทผู้จ้างซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์จากสหรัฐอเมริกาในการย้ำเตือน และหมั่นตรวจสอบมาตรฐานของระบบการผลิตในประเทศจีน โยชิ เชฟฟรี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเอ็มไอทีกล่าวว่า ทั้งหมดนี้มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการติดไวรัสของอุปกรณ์ไอที เรื่องสารตะกั่วในยาสีฟัน หรือของเล่น มันก็คือเรื่องมาตรฐานของการผลิตที่ขาดการควบคุมคุณภาพทั้งนั้น เขายังบอกอีกว่า การเข้าแทรกแซงการทำงานของผู้ผลิตในจีนนั้น เป็นเรื่องที่บริษัทเจ้าของแบรนด์ไม่ค่อยจะทำ แต่สิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้คือการพยายามสร้างการแข่งขันด้านคุณภาพให้กับตัวแทนผลิต เพื่อเป็นการการันตีด้านคุณภาพของสินค้า ส่วนใหญ่แล้วบริษัทที่กันมาใช้นโยบายเช่นนี้มักจะบอกว่าได้ผล เขากล่าว และบอกอีกว่า บรรดาผู้ผลิตในจีนมักจะมีเหตุผลร้อยแปดมาอ้างว่าตัวเองพยายามทำตัวเป็นผู้ผลิตที่ดี และพวกเขาต้องพิสูจน์ให้ได้ ว่าจะทำเช่นนั้น เพราะพวกเขาต้องการงานในระยะยาว สำนักข่าวเอพีได้ติดต่อไปยังบริษัทผู้ผลิตในจีนรายใหญ่เพื่อขอความเห็นในกรณีดังกล่าว และเพื่อสอบถามวิธีการตรวจสอบ และการันตีมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ไอที โดยบริษัท ฮงไห่ พรีซีชั่น ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในไต้หวัน และเป็นผู้ผลิตไอพอดรายใหญ่ในประเทศจีน และบริษัท เฟล็กโทรนิกส์ อินเตอร์นเชั่นแนล ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวสิงคโปร์ และบริษัท ควานต้า คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นของไต้หวัน และสุดท้าย อาซุสเท็ค คอมพิวเตอร์ ทั้งหมดไม่ยอมให้ความเห็น และตอบคำถามใดๆ ส่วนบริษัทที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดปฏิเสธที่จะตอบคำถามของสำนักข่าวเอพีเช่นกัน แต่บริษัทบางแห่งบอกว่าได้ทำการแก้ไขปัญหาด้านการติดไวรัสนั้นไปจนหมดแล้ว ส่วนแอ๊ปเปิ้ลเองก็ปิดข้อมูลทั้งหมด โดยกล่าวแต่สั้นๆ ว่าไวรัสที่ติดในอุปกรณ์อย่างไอพอดนั้นเป็นไวรัสของปี 2006 และมาจากเครื่องพีซีที่ทำการตรวจสอบซอฟต์แวร์ของไอพอดในขั้นตอนสุดท้ายจริง บรรดาที่ปรึกษาด้านไอทีกล่าวว่า การติดไวรัสของอุปกรณ์ไอทีจากโรงงานจะเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหม่ที่น่าปวดหัวสำหรับบรรดาเจ้าของร้านค้าปลีก และบริษัทเจ้าของแบรนด์ หากผู้บริโภคสามารถพิสูจน์ได้จริงว่า คอมพิวเตอร์ของพวกเขาติดไวรัสมาจากสินค้าที่เพิ่งซื้อมา ยังโชคดีว่าไวรัสตัวที่มีปัญหาในกรณีนี้ยังไม่ใช่ไวรัสที่ทำอันตรายให้กับระบบมากนัก แต่ปัญหาจะหนักกว่านี้ในอนาคตหากไวรัสอันตรายมากกว่านี้ ซึ่งไม่มีอะไรการันตีได้นอกจากจะต้องทำการแก้ไขเสียตั้งแต่วันนี้ นักวิเคราะห์กล่าว ที่มาจาก : http://www.bangkokbizweek.com/20080303/itfor/index.php?news=column_25957934.html |
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||