พิมพ์หน้านี้
|
นายเอริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าววานนี้ (12 พ.ค.) แสดงความขอบคุณประเทศไทย โดยเฉพาะกองทัพอากาศที่เป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือไปยังรัฐบาลสหภาพพม่า เพื่อเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถนำสิ่งของเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ไปมอบให้กับรัฐบาลพม่าได้เป็นครั้งแรก หลังจากที่ทางการสหรัฐฯ ได้พยายามที่จะขอเข้าไปช่วยเหลือประชาชนชาวพม่าที่ประสบภัยพิบัติพายุไซโคลนนาร์กีส แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ โดยกองทัพอากาศได้นำเครื่องบินซี 130 บรรทุกเครื่องอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นต่อการยังชีพกว่า 10 ตัน ออกเดินทางจากท่าอากาศยานกองบิน 6 กองทัพอากาศ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ของทางการสหรัฐฯ ยังมีโอกาสได้เข้าพบกับผู้นำระดับสูงของทางการพม่า ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันของทั้งสองประเทศ ทางการพม่าได้อนุญาตให้สหรัฐฯ นำเพียงสิ่งของมาช่วยเหลือเท่านั้น และให้เดินทางมาในลักษณะมาเพียงแค่วันต่อวัน ไม่อนุญาตให้ค้างคืน อีกทั้งไม่อนุญาตให้หน่วยบรรเทาทุกข์ของสหรัฐฯ เข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด นายเอริค จี จอห์น กล่าวว่า เพียงแค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการให้ความช่วยเหลือชาวพม่าที่ได้รับความเดือดร้อนแล้ว ด้านพลเรือเอกธิโมธี คีธติ้ง ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือทางการพม่าอย่างเต็มที่ ขณะนี้ได้เตรียมหน่วยนาวิกโยธินกว่า 4,000 นาย พร้อมด้วยเครื่องบินซี 130 จำนวน 16 ลำ เฮลิคอปเตอร์ และเรือ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือทันที หากได้รับการร้องขอจากทางการพม่าและในวันนี้ (13 พ.ค.) ทางสหรัฐฯ จะนำสิ่งของเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ไปมอบให้กับทางการพม่าอีกครั้ง
ส่วนนางเฮนริคต้า โฟร์ ผู้อำนวยการองค์การเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศ กล่าวว่า การนำสิ่งของจากสนามบินอู่ตะเภา หรือกองการบินทหารเรือ ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ไปช่วยเหลือสหภาพพม่าในครั้งนี้ถือว่า เป็นครั้งแรก และน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะขณะนี้องค์การเพื่อพัฒนาฯ ได้รับอนุมัติเงินช่วยเหลือสหภาพพม่าถึง 3.25 ล้านดอลลาร์ สามารถลำเลียงสิ่งของไปช่วยเหลือได้ 2 ล้านปอนด์ต่อวัน ช่วยคนได้ 6 แสนคนต่อวัน ถ้ารัฐบาลพม่าอนุมัติให้เข้าไปช่วยเหลือก็จะบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้อย่างมาก สิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อไปก็คือ ประชาชนจะเจ็บป่วย จนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่าง ๆ ตามมาอย่างแน่นอน ขณะที่นพ.บัญชา พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารเครือข่ายความร่วมมือฟื้นฟูชุมชนชายฝั่งอันดามัน ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 60 องค์กรในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จจากการช่วยเหลือชุมชนผู้ประสบภัยเหตุการณ์สึนามิ กล่าวถึงแนวทางการจัดการภัยพิบัติในประเทศพม่าว่า รัฐบาลพม่าควรประเมินสถานการณ์ภายในประเทศอย่างเร่งด่วน รวมทั้งส่งเสริมให้คนพม่าเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ และเปิดรับความช่วยเหลือจากมิตรประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงการรอรับเงินและของบริจาคเท่านั้น นพ.บัญชา กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญสุด คือเปิดรับทีมช่วยเหลือที่มีศักยภาพทั้งในรูปแบบของทีมบรรเทาทุกข์ และทีมพัฒนาผู้ประสบภัยเพื่อให้ผู้ประสบภัยมีส่วนร่วมฟื้นฟูชุมชนของตนเอง ซึ่งในการสรุปบทเรียนครบรอบ 3 ปีเหตุการณ์สึนามิในไทย โดยโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม สำนัก 6 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า การช่วยเหลือผู้รอดชีวิตควรจะใช้เวลาประมาณ 15 วันในการหยิบยื่นสิ่งของและจัดการสิ่งต่างๆ ให้ หลังจากนั้นต้องรีบเปลี่ยนโปรแกรม ช่วยให้ผู้ประสบภัยรวมตัวกันและพร้อมที่จะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของเค้าเอง จัดการตัวเอง เพราะการที่รอรับตลอดเวลาจะทำให้ชาวบ้านไม่พร้อมที่จะเดินหน้าต่อไป ฝ่ายช่วยก็จะเหนื่อยมาก สุดท้ายก็ไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองไม่ได้ สำหรับในส่วนของความช่วยเหลือจากประเทศไทย น.พ.บัญชา กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยมีประสบการณ์จากภัยพิบัติ เคยได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูชุมชนของผู้ประสบภัย นอกเหนือจากเงินทองและสิ่งของบริจาค รัฐบาลไทยควรจัดทีมงานผู้มีประสบการณ์ นำเอาความรู้ และทักษะที่มีลงไปความช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัย ใช้โอกาสนี้รวมพลังไปช่วยเพื่อนบ้าน ที่มา : www.thairath.co.th |
| รถพยาบาล | ||
ภาพรถพยาบาลโรงพยาบาล ( ALS ) , ภาพรถพยาบาลมูลนิธิ ( BLS ) |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |