พิมพ์หน้านี้
|
แม้ประเด็นร้อนแรง เกี่ยวกับการร่างพรบ.ภาพยนตร์ และเรื่องการตรวจพิจารณาภาพยนตร์(เซ็นเซอร์) จะโดนประเด็นอันร้อนแรง(กว่า)หลายๆประเด็นที่วนเวียนในสังคมไทย กลบ ลบ เลือน ไป จนกลายเป็นประเด็นกระจุ๊กกระจิ๊ก แทบไม่ได้มีความสำคัญกับประเทศโดยภาพรวม แต่ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งยังคงมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลดพันธนาการที่รัฐบาลใช้รัดตรึงหนังไทยไว้ ด้วยเหตุผลความเหมาะสมทางวัฒนธรรม การกลัวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เด็ก และที่สำคัญ ความไม่เห็นคุณค่าของภาพยนตร์ในแง่ความเป็นสื่อสารมวลชน
เรื่องที่น่ายินดีคือ หนังไทยได้ก้าวมาสู้ผู้ส่งออกหนังรายใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย (จากการประเมินของผู้ประกอบการ -- อันดับ 1 เกาหลีใต้, 2 จีน/ญี่ปุ่น) แต่เมื่อพิจารณาแล้ว ปัจจัยแห่งความสำเร็จนี้เกิดจากการดิ้นรนของผู้ประกอบการเองเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้มีผลมาจากนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลเป็นหลัก ผมชอบความตอนหนึ่งที่คุณวิศิษฏ์กล่าวว่า ...ณ ปัจจุบันมันเป็นเรื่องของความฟลุ้ค เราไม่ได้มีนโยบายการส่งเสริมที่เป็นจริงเป็นจัง เหมือนรอคนมีฝีมือมาจุติเอง และเป็นเช่นนี้ทุกๆวงการ เช่น วงการกีฬา อยู่ดีๆภราดรก็เกิดขึ้นมา หรือวงการหนัง ความสำเร็จของจา พนม ก็เกิดจากการดิ้นรนของเขา พอหมดจากจา พนม ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร... ความมีอิทธิพลของหนังมันมีมากมายมหาศาล จนรัฐบาลบางประเทศกำหนดเป็นนโยบายระดับชาติ ผู้กำกับ/นักวิจารณ์บางคนถึงกับบอกว่า ภาพยนตร์ของแต่ละประเทศแทบจะเปรียบได้กับเพลงชาติของประเทศนั้นๆเลยทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเรื่องการประกาศศักดาเพลงชาติฉบับภาพยนตร์ของตนก็คือ เกาหลีใต้ ทุกวันนี้เกาหลีใต้เข้ามามีบทบาทและภาพพจน์ที่ดีในเวทีโลก คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอิทธิพลมาจากภาพยนตร์เกาหลี ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงดารา หรือสถานที่ท่องเที่ยวจะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมากขึ้นแล้ว สินค้าต่างๆจากเกาหลีใต้ยังไม่ถูกมองว่าเป็นของกิ๊กก๊อกอีกต่อไปแล้วด้วย ยังไม่นับเรื่องอาหาร เรื่องภาษา วัฒนธรรมเกาหลีที่ค่อยๆแทรกซึมและกลายเป็นที่ยอมรับ จนญี่ปุ่นยังต้องเหลียวมามองตาปริบๆ คุณปรัชญากล่าวติดตลกว่า ก็รัฐเห็นว่าหนังมีอิทธิพลมากขนาดนี้ไง เขาเลยออกกฎหมายมาคุม ก็แปลกดีแทนที่จะส่งเสริมแต่คุม??? ในวันที่พม่ากำลังเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ประเทศไทยกลับกำลังควบคุมประเทศในรูปแบบเนอสเซอร์รี่ เป็นเอกบอกว่า ประเทศนี้ชอบชอบแบ่งชนชั้นปกครอง และชนชั้นถูกปกครองตลอดเวลา รัฐชอบมองคนในประเทศเป็นเด็ก 5 ขวบที่ปล่อยไม่ได้ วางไม้เรียวไม่ได้ ไม่งั้นมันจะทำอะไรแผลงๆ ซึ่งนโยบายการเซ็นเซอร์หนัง(รวมถึงรายการทีวี)เป็นตัวอย่างที่สำคัญ -- ดูดบุหรี่ห้ามเห็น เหล้าห้ามมี ปืนห้ามจ่อหัว โดยไม่มองบริบทของหนัง แพทย์ยังมีแพทยสภา ทนายก็มีสภาทนายความคอยควบคุมตรวจสอบบุคคลในวิชาชีพของตน แต่ภาพยนตร์กลับเป็นข้าราชการซึ่งไม่มีความรู้ด้านภาพยนตร์มาเป็นคนควบคุม ตัดสินว่าอะไรห้ามเห็น อะไรควรตัด ซึ่งถ้าจะต้องเป็นเช่นนั้นต่อไปจริงๆ คุณเป็นเอกก็ขอความกรุณาให้คนเหล่านั้นไปดูภาพยนตร์เยอะๆ ศึกษาศาสตร์นี้เยอะๆ เพราะเขากำลังรับเงินเดือนในฐานะผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ หากดูแค่ว่า เห็นนมตัดทิ้ง เห็นบุหรี่เซ็นเซอร์ อย่างนี้จ้างเด็ก ป.2 มาทำหน้าที่นี้ก็ได้... คุณเจ้ย อภิชาติพงศ์ได้ให้สัมภาษณ์ทิ้งท้ายรายการต่อประเด็นนี้ ความว่า เหล้า บุหรี่ ปืน นม ที่อยู่ในหนัง มันไม่ได้ทำร้ายใคร มันไม่ได้ทำให้เด็กเสียคน แต่มันทำให้เกิดกระบวนการวิเคราะห์ ปัจจุบันเด็กไทยรอแต่การป้อน จนวิเคราะห์ไม่เป็น ผมไม่อยากให้หลานผมโง่... ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ และอยากให้คนไทยรับฟัง ติดตามรายการชีพจรโลกกับสุทธิชัย หยุ่น ตอนหนังไทยบนเวทีโลก ตอนที่ 1-2 ออกอากาศวันจันทร์ที่ 1 และ 8 ตุลาคมนี้ครับ... ...ถ้าไม่โดนกระแสร้อนแรงในพม่ากลบเสียก่อนนะ... |
| x-ray Flower | ||
... |
||
|
View All |
||
| JC42 Presentation | ||
The Return of JC42 เปิดเสียงเพื่อความซึ้ง |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||