พิมพ์หน้านี้
|
คำเตือน : บทความนี้มีการเฉลยตัวหนังซึ่งอาจทำให้อรรถรสในการชมเสียหาย
คำเตือนครั้งสุดท้าย : เพื่อถนอมความสุขในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้ที่ยังไม่ชมกรุณาเปลี่ยนความสนใจไปอ่านเรื่องอื่น โต้ง เด็กชาย ม.6 หน้าตาดีมีแฟนสาวสวยชื่อ โดนัท แต่ความรักของทั้งคู่เริ่มจะจืดจาง เพราะโต้งเริ่มตีห่างเพื่อหาคำตอบให้ตัวเอง ข้อมูลเนื้อเรื่องที่เราได้รับข้างต้น คนที่ได้ดูหนังแล้วคงมองเห็นถึงสิ่งที่หายไประหว่างบรรทัด แต่ที่อนุมานผิดพลาดนั่นคือ เรื่องของความรักเพศเดียวกันไม่ได้มีหน้าที่แค่เติมเต็มคำว่า รักแห่งสยาม ซึ่งน่าจะแปลได้ว่าความรักหลากหลายรูปแบบที่พบได้ในสังคมของวัยรุ่น คนที่คาดหวังจะไปดูหนังรักกุ๊กกิ๊กของชายหญิงหน้าตาแนวเซ็นเตอร์พอยท์ แบบว่าคนนี้รักคนนั้น คนนั้นแอบชอบคนโน้น อย่างที่สื่อไว้ในโปสเตอร์ที่ใช้ ไอพอด เครื่องประดับของวัยรุ่นยุคใหม่ เชื่อมโยงคนทั้งสี่ไว้ด้วยกัน อาจจะผิดหวังเมื่อเข้าไปดูแล้วมันกลายเป็นหนังคนละเรื่อง (แต่ถ้าสังเกตดีๆ หูฟังไอพอดมีแค่โต้งกับมิวเท่านั้นที่ได้ฟัง ส่วนผู้หญิงสองคนนั้น เรียกว่า อ้อมหัว มากกว่า อะจึ๋ยๆ) ที่สำคัญอาจจะต้องผิดหวังอย่างรุนแรงเมื่อหนึ่งในนักแสดงหญิงที่อยู่ในโปสเตอร์ได้ออกมาเพียงแค่ไม่เกิน 4 ฉาก พูดประมาณ 10 ประโยค และหลายคนต้องสะอึก เมื่อรู้ที่มาของเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เปิดกระหน่ำตามคลื่นวิทยุและทุกคนพากันร้องตาม ไม่ใช่เพลงที่มิวแต่งให้หญิงอย่างที่หนังตัวอย่างพยายามบอก โต้งและมิวมีความรู้สึกที่ดีต่อกันในวัยเด็ก ได้ให้ของขวัญกัน สนิทสนมและรักกัน(ระบุไม่ได้ชัดเจนว่าเป็นความรักเกินเพื่อน) จากนั้นก็แยกจากกัน แล้วมาพบกันและรักกันใหม่ (คราวนี้เกินเพื่อนแล้วล่ะ) โดยความรักของทั้งคู่ถูกให้รายละเอียด ขับเน้นให้โดดเด่นออกมาจากพล็อตรองและตัวละครอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องความรักแบบชาย-หญิงที่กลายเป็นเพียงความรักเพ้อฝัน (หญิงแอบชอบมิวเหมือนคลั่งไคล้ดาราคนนึง, พฤติกรรมไสยศาสตร์ต๊องๆแบบการ์ตูนญี่ปุ่น) หรือกลายเป็นความรักแบบริมทาง (โดนัทสามารถหาคู่ควงคนใหม่ได้ตลอดเวลา ทั้งๆที่หนังสามารถเรียกร้องความน่าสงสารให้โดนัทได้ แต่กลับเลือกที่จะให้โดนัทเป็นสาวประเภทสวยเลือกได้ เพื่อให้ความรักของโต้งและมิวดูเหมาะสมและมีน้ำหนักยิ่งขึ้น)รวมถึงผลกระทบทางอารมณ์ของโต้งที่มีต่อการหายไปของพี่สาว ดูจะน้อยกว่าการลาจากมิวในวัยเด็ก จนไม่แน่ใจว่าที่โต้งโตขึ้นเป็นคนเงียบขรึมเป็นเพราะสภาพครอบครัวที่แย่ลง หรือการไม่มีมิว สำหรับคนที่ไม่อินกับเรื่องของมิวและโต้งก็จะให้น้ำหนักความซึ้งไปที่เรื่องของครอบครัวของโต้งเป็นหลัก โดยมีสุนีย์เป็นศูนย์กลาง (เพื่อนผู้หญิงที่ไปดูด้วยกันร้องไห้กับสุนีย์ แต่พอฉากถัดมาผู้ชายหล่อๆสองคนทำซึ้งใส่กันทำให้เธอถึงกับหันมาบ่นว่าเสียอารมณ์...แต่ผมว่าเธอเสียดายมากกว่า อิอิ) เราจะได้เห็นความรัก หลากหลาย มากกว่าในสยามสแควร์ ความรักของแม่ที่เหลือลูกชายเพียงคนเดียว ความรักปนหน่ายที่ภรรยามีต่อสามีขี้แพ้ ความรักของแม่ต่อลูกสาวที่หายตัวไปซึ่งต้องเก็บกดมันไว้เพื่อจะก้าวมาเป็นเสาหลักที่เข้มแข็ง ฉากที่คุณสินจัยเล่นหลายฉากกลายเป็นฉากที่น่าจดจำและติดตา รักแห่งสยาม มีการเดินเรื่องแบบช้าๆ ไม่มีจุดหมายให้เดินไปอย่างรีบร้อน แต่เน้นเก็บรายละเอียดของตัวละครแต่ละตัว (ดูได้จาก กว่าชื่อเรื่องจะขึ้นก็ปาไป 20 กว่านาทีได้) ค่อยๆหยอด ค่อยๆเก็บไป ทำให้รู้สึกเหมือนเข้าไปวนเวียนอยู่ในวังวนของความสัมพันธ์ในตัวละครเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ความรักเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน แต่การแสดงออกซึ่งความรักของแต่ละคนย่อมต่างกันไป สุนีย์แสดงความรักต่อลูกด้วยการเข้มงวด บิดเบือนความรักที่มีต่อกรด้วยการทำเป็นปั้นปึ่ง ส่วนกรแสดงความรักความอาลัยที่มีต่อแตงโดยการละทิ้งความรักตัวเองและคนอื่น การเข้ามาของจูน ทำให้ทุกคนรับรู้ว่าเธอไม่ใช่ จิ๊กซอว์ ที่หายไปของครอบครัวสุนีย์ แต่เธอสอนให้ครอบครัวนี้ เปิดเผย รักที่แท้จริงแก่คนที่ยังอยู่ ก่อนที่จะสายไปเหมือนชีวิตของเธอ รูปถ่ายที่ไม่มีแตงนั้น แท้จริงแตงอยู่ด้วยเสมอ แต่เป็นเพียงการอยู่หลังกล้องคอยมองทั้งสามคนตลอดเวลา ไม่เคยจากไปไหน หากกรและสุนีย์ได้เรียนรู้ถึงการแสดงออกถึงความรักที่แท้จริง และเติมเต็มจิ๊กซอว์ที่เหลืออยู่ โต้งและมิวกลายเป็นตัวละครที่พยายามแสดงออกอย่างซื่อสัตย์ในความรู้สึกภายในของตน แต่โลกของผู้ใหญ่ที่กำลังจะก้าวไปนั้น กลับทำให้ทั้งคู่จำเป็นต้องอำพรางมันไว้ ฉากที่โต้งเลือกตุ๊กตาประดับต้นคริสมาสต์นั้น น่าจะหมายถึงการเลือกสิ่งที่ตัวเองจะเป็น(ชาย) มากกว่าหมายถึงการเลือกสิ่งที่ตนเองจะรัก(ชาย) ตุ๊กตาไม้ที่โต้งให้มิวแม้จะได้รับการเติมเต็มส่วนที่หาย แต่สิ่งที่อยู่ในใจกลับยังต้องเก็บและกดเอาไว้ บางทีอาจต้องผ่านชีวิต การเรียนรู้ การหาคำตอบมากมาย จึงจะสมารถเปิดเผยความรักที่มีอีกครั้ง รักแห่งสยาม อาจไม่ใช่หนังกุ๊กกิ๊กวัยรุ่นเหมือนชื่อเรื่อง อาจไม่มีความหลากหลายของความรักหนุ่มสาวแบบ Love Actually แต่มันก็พูดถึงความรักที่มันมีในโลก มีอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิต และมาในหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่เรื่องรักหนุ่มสาวหรือเรื่องความใคร่ ในทางพุทธศาสนาความรัก(เมตตา)ถูกแยกออกจากความใคร่อย่างชัดเจน และในทางคริสตศาสนา คำสอนที่ว่า จงรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง ก็คงบอกในทางเดียวกัน นั่นอาจเพราะศาสนาเชื่อว่าความรักจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ แต่การแสดงออกซึ่งความรักเป็นเรื่องที่มนุษย์แต่ละคนต้องรู้จักเรียนรู้ด้วยตัวเอง การอำพราง หรือ การบิดเบือน ความรักที่แท้จริงภายใน อาจทำร้ายคนที่เรารักโดยไม่รู้ตัว เหมือนกับความรักใน รักแห่งสยาม ที่ถูก บิดเบือนอำพรางด้วยเหตุผลในแง่ธุรกิจ อยู่ที่ว่าเมื่อได้ชมและรับรู้เนื้อในของมันแล้ว จะเปิดใจยอมรับมันหรือไม่... ...สำหรับผม นี่คือหนังที่ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของปี 2550... |