พิมพ์หน้านี้
|
ชาวบ้านท่าสะท้อนร่างหลักสูตรสอนให้ลูกหลานเรียนรู้วิถีชุมชน
ขหนำกลางป่าพรุสถานที่บ่มเพราะภูมิปัญญา เมื่อเร็วนี้ชาวบ้านชุมชนท่าสะท้อน อ.ชะอวด จ .นครศรีธรรมราชร่วมกันร่างหลักสูตรของโรงเรียนชุดสาระท้องถิ่นเพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับลูกหลาน โดยใช้ขนำลุงเหลิมซึ่งตั้งอยู่ในป่าพรุกุมแป ริมคลองบางกลม สายน้ำสำคัญของชุมชนที่เชื่อมต่อกับคลองชะอวดไหลไปลงแม่น้ำปากพนังและออกทะเลที่แหลมตะลุมพุก อ .ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช การใช้พื้นที่ป่าพรุเพื่อร่วมกันร่างหลักสูตรของชุมชนในครั้งนี้เพื่อเป็นฐานคิดว่าชุมชนแห่งนี้แนบชิตกับป่าพรุ เนื่องจากชุมชนท่าสะท้อนตั้งอยู่บนพื้นที่ชุมน้ำหรือที่รู้จักในชื่อป่าพรุ วิถีชีวิตของชาวชุมชนจึงแนบชิดอยู่กับป่าพรุตั้งแต่เกิดจนตายซึ่งเป็นการให้เกียรติและแสดงความนอบน้อมแหล่งชุบเลี้ยงชีวิตของคนในชุมชน
เด็กกับสายน้ำที่อุดมสมบูรณ์ หลักสูตรสาระท้องถิ่นโรงเรียนวัดท่าสะท้อนเกิดขึ้นจากการที่โรงเรียนถูกปิดไปนาน 2 ปี สืบเนื่องจากไม่มีครูมาจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กนักเรียน ผู้ปกครองจำเป็นที่จะต้องกลับมาเปิดโรงเรียนอีกครั้งเมื่อวันที่ 9 ก ค. ที่ผ่านมา การเปิดโรงเรียนครั้งนี้ชุมชนได้ร่วมกันร่างหลักสูตรการเรียนการสอนตามพรบ.การศึกษาปี 42 โดยชุมชนกำหนดให้นักเรียนได้เรียนวิชาสาระท้องถิ่น 30 เปอร์เซ็น วิชาแกนหลัก 70 เปอร์เซ็น
ใช่ว่าจะเชยอย่างที่คิดแม้อยู่กลางป่าพรุ พวกเค้ายังติดต่อกับเพื่อนร่วมโลกได้ผ่านการสื่อสารไร้สาย ครูเอียด นายอรุณ สงค์แก้ว อายุ 39 ปี ครูผู้เชี่ยวชาญการทำประมงพื้นบ้านในป่าพรุเป็นหนึ่งในทีมที่ร่วมกันร่างหลักสูตรครั้งนี้ กล่าวว่าการที่ชุมชนได้ลุกขึ้นมาจัดทำหลักสูตรเพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับลูกหลานโรงเรียนวัดท่าสะท้อนไม่ได้เกิดขึ้นเองอย่างไม่มีเหตุผลแต่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน เริ่มจากครูและผู้บริหารโรงเรียนวัดท่าสะท้อนไม่ยอมมาสอนเด็กเป็นเวลานาน 2 ปีกว่า
นั่งระดมความคิดอย่างมีชีวิชีวา ชุมชนพยายามเรียกร้องกับทางเขตการศึกษา 3 นครศรีธรรมราชเพื่อให้โรงเรียนกลับมาเปิดการเรียนการสอนเหมือนเดิม เพราะผู้ปกครองและนักเรียนเดือดร้อนทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเด็กต้องเดินทางไปเรียนโรงเรียนนอกหมู่บ้าน ผู้ปกครองกังวลความปลอดภัยของเด็กเพราะต้องเดินทางผ่านป่าพรุในช่วงฤดูน้ำหลาก ตลอด 2 ปี ที่เกิดปัญหาทางเขตฯ ก็เมินเฉย
เรียนเรื่องระบบนิเวศป่าพรุก็ต้องลุยป่าพรุถึงจะรู้จริงเห็นแจ้ง ครูผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความจำเป็นที่ชุมชนต้องตัดสินใจแก้ไขปัญหา เมื่อเป็นเช่นนั้นวันที่ 9 ก ค.50 ที่ผ่านมาชุมชนจำเป็นที่จะต้องเปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง เนื่องจากจะรอเขตฯ ซึ่งไม่มีความรับผิดชอบต่ออนาคตของลูกหลานเราไม่ได้อีกต่อไป เพราะทางเขตฯ ไม่มีหลักประกันใดๆ ให้ชุมชนว่าจะจัดการแก้ไขปัญหาอย่างไร การที่ชุมชนกลับมาเปิดโรงเรียนและจัดการเรียนการสอนครั้งนี้ชุมชนได้ร่วมกันร่างหลักสูตรการเรียนการสอนกันเองเพื่อต้องการให้ลูกหลานได้เรียนรู้เนื้อหาที่เกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตสามารถปฏิบัติได้จริงและได้เรียนวิชาแกนหลัก คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศและภาษาท้องถิ่น โดยคาดหวังว่าหลักสูตรที่คนธรรมดาช่วยกันร่างจะทำให้ลูกหลานมีคุณภาพ เข้าใจเพื่อนมนุษย์เข้าใจสิ่งแวดล้อม ด้านครูรุ่ง นาย รื่น เพชรล้าน อายุ 54 ปี เป็นอีกหนึ่งคนที่มีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตรฉบับชุมชนกล่าวว่า การที่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการเรียนการสอนให้ลูกหลานกันเองครั้งนี้นับเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะชาวบ้านธรรมดาที่ผ่านมายุ่งแต่เรื่องทำมาหากิน ฝากการเรียนการสอน ไว้กับคนที่มีการศึกษา เมื่อถึงเวลาที่ชุมชนเองต้องลุกขึ้นมาจัดการศึกษา ต้องรวบรวมความกล้ากันพอสมควรเนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ของชุมชนที่เข้ามาจัดการศึกษา ชาวบ้านธรรมดามีความเชื่อว่าการศึกษาต้องเป็นเรื่องของครูหรือนักการศึกษาเท่านั้น แต่ 2 ปีที่ผ่านมาชุมชนได้ข้อสรุปแล้วว่าจะฝากความหวังไว้กับครูหรือนักการศึกษาที่ไม่มีความรับผิดชอบต่ออนาคตของลูกหลานเราไม่ได้อีกต่อไป ตรงนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ชุมชนลุกขึ้นมาและผ่านความกลัวว่าเป็นคนไม่มีความรู้มาได้ หากไม่มีความเจ็บปวดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อาจจะไม่สามารถเดินทางมาได้จนถึงวันนี้ ส่วนเนื้อหาที่จัดให้เด็กได้เรียน คิดว่ายังต้องปรับปรุง ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่ก็ภูมิใจที่ได้มีส่วนในการทำสิ่งที่ดีเพื่อชุมชนของเรา พระอาจารย์ทวีศักดิ์ จิรธัมโม เป็นพระรูปหนึ่งที่ร่วมกันร่างหลักสูตรและเป็นครูผู้เชี่ยวชาญ สอนวิชาพุทธศาสนา กล่าวว่าการที่ชุมชนใช้วิชาความรู้ที่มีอยู่ในตัวทำให้เป็นความรู้ร่วมของหมู่บ้าน เป็นแนวทางที่น่าสนใจ สิ่งเหล่านี้มิใช่หรือคือสิ่งที่ทำให้คนที่นี่อยู่ได้อย่างมีความสุข วันนี้เรากำลังยืนยันในความรู้ที่เรามี สิ่งเหล่านี้สำคัญกับลูกหลานของเรา
เด็กแสดงละครล้อเรียนเขตฯที่ไม่ยอมส่งครูมาสอนพวกเค้าเปรียบเหมือนผีที่มาหลอกมาหลอนจนต้องแผ่ส่วนบุญไปให้ เมื่อมีการจัดการหลักสูตรที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้ โดยเชื่อมโยงตัวเอง กับพ่อแม่ ลูกหลาน คนเฒ่าคนแก่ วันก่อน อาตมาได้สอนทำนาโดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งเป็นองค์ความรู้เดิมของชุมชน ได้เหยียบลงไปในนาที่เป็นดินโคลน เท้าเด็กได้สัมผัสดินนุ่มๆ สอนร่วมกับครูชีพ การทำนาทำให้มีรายได้ ได้เงินด้วย และเป็นการประกอบอาชีพที่เป็นมิตรกับสัตว์และเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกละเลยมานาน วันนี้เด็กๆ ที่นี่ได้เรียนรู้ ในวิชาทำนา เด็กได้เรียนรู้เรื่องสายพันธุ์ข้าวของชุมชน ได้ฝึกคำนวณว่าพื้นที่นาเท่านี้จะใช้ปริมาณข้าวกี่ถัง เด็กๆ ได้ฝึกไถนากันเอง เป็นการออกกำลังกายไปด้วย ได้ฝึกสังเกตดินนาที่นี่เป็นดินเหนียวเป็นมันเนื่องจากดินไม่ผ่านการใช้สารเคมี ซึ่งเป็นการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
การเดินทางเพื่อไปขหนำกลางป่าพรุ กระบวนการที่เราทำกันเอง เมื่อพวกเรามีปัญหาใดๆ เรามีความรู้อยู่แล้ว ก็สามารถจัดการได้ ในชุมชนมีความรู้มากมาย การที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการความรู้ ให้กับเด็ก จะเป็นความรู้แท้จริงของเด็ก และนี่ถือเป็นการสอนธรรมะที่จะเข้าถึงความรู้ได้จริง ไม่ต้องไปกังวล มันเพิ่งเริ่มต้น หวังว่าจะขยายไปเรื่อยๆ ขอให้เชื่อมั่นกับสิ่งที่ดีงามที่ทำกันมา
ห้องเรียนรร.วัดท่าสะท้อนยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลำคลองทั้งสายก็เป็นห้องเรียนของเด็กๆ เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ที่เด็กได้เรียนรู้จะทำให้หมู่บ้านยั่งยืนเข้มแข็ง ผลจากการเรียนรู้จะทำให้เขาสามารถอยู่ในพื้นที่ได้อย่างรู้สึกภาคภูมิใจ มีชีวิตรอดอยู่อย่างมีความสุข นับเป็นความงดงามของคนธรรมดาที่มีความกล้าหาญลุกขึ้นมาจัดการศึกษาให้ลูกหลาน
พักเที่ยงกินข้าวร่วมกัน ใครมีกับข้าวอหร่อยเอามาขวากเพื่อน
ลูกไทรค่ะ พวกหนูแย่งนกมากินค่ะ
เรียนอย่างมีความสุขแบบนี่หาได้ที่ไหนนอกจากรร.วัดท่าสะท้อน
เรียนเรื่องวิถีชีวิตอย่างเรื่องจับปลาไหลก็จับปลาไหลให้ได้
หลักสูตรการเรียนของลูกหลานเราต้องกำหนดเอง
ใต้ถุนขหนำพ่อแม่เด็กร่วมกันถอดบทเรียนทั้งชีวิตออกมาเป็นหลักสูตรของชุมชน
|