พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องเล่านี้ เป็นประสบการณ์ของผมเมื่อไปปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาจิต ปลายปี 2548 เป็นความคิดเห็น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเอง อาจจะเห็นถูก หรือไม่ถูก ขอให้ผู้อ่านโปรดพิจารณา และชี้แนะ เมื่อประมาณปลายปี 2548 ผมได้รับจดหมายข่าวจากราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ที่ส่งมาให้กับสมาชิก เพื่อประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ข่าวสารกิจกรรมของราชวิทยาลัยเป็นประจำ เชิญชวนให้สมาชิกเข้าร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาจิต ซึ่งจัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2548 โดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 7 วัน เนื่องจากผมเองมีความสนใจทางด้านนี้อยู่บ้างแล้ว อ่านหนังสือธรรมะมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้ปฏิบัติจริงๆ จังๆ มาก่อนเลย เมื่อได้ตรวจสอบช่วงเวลา และภาระงานแล้ว เห็นว่า พอจะปลีกตัวไปได้ จึงไม่รีรอที่จะตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จากนั้นก็ได้สับเปลี่ยน แลกเวร ภาระงานต่างๆ จนเรียบร้อยทุกอย่าง ผมเลือกที่จะเดินทางไปเอง เพราะคิดว่า น่าจะสะดวกกว่าเข้ากรุงเทพฯ เมื่อได้เตรียมตัวทุกอย่างพร้อมแล้ว ในวันเดินทาง ได้โทรสอบถามเส้นทาง ทราบว่า สถานที่ปฏิบัติธรรม อยู่บริเวณวัดค่าย ทางไปอำเภอบางปะหัน จังหวัดอยุธยา ในการเดินทางไปนั้นก็สอบถามเส้นทางได้ไม่ยากนัก ผมไปถึงที่นั่นช้ากว่าทีมที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เมื่อเข้าห้องปฏิบัติก็ได้รับความกรุณาจาก ศ.เกียรติคุณ พญ.วัณเพ็ญ บุญประกอบเรื่องเอกสารและหนังสือสวดมนต์ หลังจากที่มีการปฐมนิเทศและพิธีรับกรรมฐานเรียบร้อยแล้ว ก็ไปจัดการเรื่องที่พัก ซึ่งเป็นห้องพักรวมอยู่ชั้นล่าง บรรยากาศดี สงบ ร่มรื่น เมื่อเข้าที่พักและจัดการภารกิจส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลาเราก็เริ่มปฏิบัติกันเลย โดยมีพระอาจารย์สมภาร สมภาโร จากวัดมหาธาตุ และ ศ.เกียรติคุณ นพ.จำลอง ดิษยวณิช แนะนำเรื่องแนวทางในการปฏิบัติ ในการปฏิบัติจะใช้การเดินจงกรมและนั่งกรรมฐาน โดยเริ่มต้นสำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ จะเดินจงกรม 30 นาที และนั่งกรรมฐานอีก 30 นาที รวมแล้วเรียกว่า 1 บัลลังก์ จากนั้น ในวันต่อๆ มา ระยะเวลาจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างละ 40 นาที 45 นาที และในวันสุดท้ายเป็น 1 ชั่วโมง วิธีปฏิบัติวิปัสนา ใช้แนวทางการพิจารณา พองหนอ ยุบหนอ โดยจะเริ่มตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง สวดมนต์เช้า แล้วก็เริ่มปฏิบัติไปตลอดทั้งวันไม่เว้นแม้เวลาพักรับประทานอาหาร และพักปฏิบัติกิจส่วนตัว ที่สมาชิกจะพิจารณาอิริยาบทย่อยต่างๆ ไปจนถึงสามทุ่ม จึงเข้านอน ด้วยอารมณ์กรรมฐาน ประสบการณ์ที่ได้รับในวันแรกๆ จะพบว่าในช่วงที่นั่งกรรมฐานนั้น เมื่อนั่งไปได้สักพัก จะรู้สึกมีอาการปวดเมื่อยอย่างมาก อาจารย์ได้แนะนำให้พิจารณากำหนดที่ความรู้สึกปวด เราก็พยายามพิจารณา แต่ก็สุดที่จะทนได้ ต้องเปลี่ยนอิริยาบทบ่อย บางครั้งพยายามที่จะทนดูอาการปวดนั้น จนนำตาแทบจะไหล สุดท้ายก็ทนไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ นี่คือทุกข์ (ทุกขอริยสัจ) แม้รูปนั่ง ก็เป็นทุกข์ (ทุกข์คือสภาพที่ทนอยู่อย่างนั้นไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น) ได้ยินท่านอาจารย์กล่าวคำว่า อิริยาบท บดบังทุกข์ ทำให้เข้าใจความหมายว่าการที่เราเปลี่ยนท่านั่ง (อิริยาบท) ทำให้ทุกข์บรรเทาเบาบางลงไปนั่นเอง ในการสอบอารมณ์ เมื่อสมาชิกที่เข้าร่วมปฏิบัติ (เรียกว่าโยคี) ได้ปฏิบัติไปแล้วระยะหนึ่ง จะมีการสอบอารมณ์ โดยจะแบ่งเป็นสองกลุ่มสลับกันสอบอารมณ์กับ ศ.เกียรติคุณ นพ.จำลอง และพระอาจารย์สมภาร ท่านอาจารย์จะสอบถามถึงภาวะต่างๆ ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติ และให้คำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับโยคีแต่ละท่าน ในช่วงนั้น มี ศ.พญ.สุมาลี นิมมานนิตย์ และ อาจารย์ พญ.อมรา มลิลา มาร่วมบรรยายธรรมและประสบการณ์ต่างๆ ในการปฏิบัติธรรม เมื่อปฏิบัติพ้นไปได้สามวัน อาการปวดเหล่านั้น ก็จะเริ่มคลี่คลาย ผมเข้าใจว่า คงคล้ายๆ กับการออกกำลัง เช่นวิ่งจ๊อกกิ้ง ในช่วงแรกๆ จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่วันต่อๆ ไปอาการปวดจะดีขึ้น ในการเดินจงกรมนั้น ผมเองไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ แต่พอถึงตอนนั่งสมาธิ เมื่อเริ่มปวดน้อยลง ก็เริ่มมีอาการวูบ หลับ เป็นช่วงๆ พอรู้สึกตัว ก็โอนเอนเกือบหน้าคว่ำไปก็มี ยังคิดสงสัยในใจว่า ทำไมเราทำไม่ได้นั่งทีไร ก็หลับทุกที ปฏิบัติไปวันที่สี่เริ่มเห็นโยคีบางท่าน มีอาการโอนเอนตัวไปมา มีปฏิกิริยาแปลกๆ ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นอาการง่วง (เหมือนเรา) แต่ดูๆ ไป ก็ไม่เหมือน อาจารย์บอกว่านั่นเป็นอาการของปีติ เดินจงกรมวันนี้ เริ่มมีความรู้สึกเบื่อ แต่พอกำหนดลงไปที่ความรู้สึกนั้น ก็หายไป สามารถปฏิบัติต่อได้ (เราสามารถทำให้ความรู้สึกต่างๆ หายไป ได้ โดยเฉพาะนิวรณ์ ถ้าเรากำหนดให้อยู่ในปัจจุบันอารมณ์ มีสติ-สัมปชัญญะขึ้นมา) ได้ยินอาจารย์บอกว่า ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ให้เห็นรูป นาม โยคีบางท่าน ยังไม่เข้าใจในเรื่องขันธ์ 5 ตรงนี้ ก็อาจจะทำให้การเห็นรูป นาม ยากขึ้น อาจารย์ก็ได้กรุณาอธิบายให้ฟัง ในคืนวันที่ 5 ช่วงปฏิบัติตอนค่ำ ประมาณ 1 ทุ่ม ผมเริ่มรู้สึกผิดปกติในตัวเอง ขณะที่นั่งสมาธิอยู่ ก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะลอยขึ้น ใบหน้า เริ่มมี automatic movement แรกๆ รู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ก็พิจารณากำหนดตามมันไป เริ่มหันหน้าไปเองโดยอัตโนมัติ ส่วนมากจะหันไปทางด้านขวา จนคางเกือบชนไหล่ขวา แล้วก็หันกลับ บางครั้งมีก้มคอลงไปบ้าง ตาที่ปิดอยู่ เริ่มขยิบน้อยๆ แล้วมีน้ำตาปริ่มๆ ออกมา หลังจากนั้นกำหนดต่อไปอีกสักพัก รู้สึกนิ่งมาก กำหนดพิจารณาแขนขา เหมือนไม่รู้สึกว่ามีอยู่ รุ่งขึ้นได้สอบอารมณ์กับอาจารย์จำลอง อาจารย์บอกว่า เป็นลักษณะของปิติ ได้กล่าวถึง วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกคตา ซึ่งเป็นแนวทางสมถะกรรมฐาน ส่วนวิปัสสนา ไม่ต้องการสมถะมาก และวันนี้ ทั้งวัน ก็มีอาการมึนๆ (เหมือนเมายา) เหมือนมีอะไรครอบที่หัวตลอด และเวลานั่งสมาธิ อาการเคลื่อนไหวนั้น ก็เป็นง่ายขึ้น เริ่มไม่แปลกใจแล้ว กลับมาคิดว่า เคยอ่านในหนังสือ ที่กล่าวถึงสภาวะที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติ แต่ก่อนผมคิดว่า คงเป็นเพียงแค่สิ่งที่เล่ากันต่อๆ มา ปัจจุบันนี้ คงมีแต่ในตำราเท่านั้น ไม่นึกว่า เพียงแค่มาปฏิบัติ 7 วัน (ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน) สภาวะเหล่านี้ ก็เกิดได้ อีกอย่าง นี่เป็นการปฏิบัติเข้ม โยคีแต่ละท่าน พยายามรักษาอารมณ์ของกรรมฐานให้มีอยู่ตลอด แม้เวลานอน ทำให้สภาวะต่างๆ สุกงอมได้ง่าย เหมือนช่างตีเหล็ก เมื่อเผาไฟให้ร้อนได้ระยะเวลาหนึ่ง จะทำให้ตีเหล็กเปลี่ยนรูปร่างได้ง่ายกว่า การเผาทีละเล็กทีละน้อย ในการปฏิบัติวันสุดท้าย รู้สึกคล่องตัวมาก การเดินจงกรมเป็นชั่วโมง ทำได้สบายๆ นั่งสมาธิได้ดีขึ้น จิตที่วอกแวก มีสติ รู้ตัวได้ดีขึ้น กำหนดรูปนามได้มากขึ้น ในตอนนี้ ผมเองเข้าใจว่าคงเป็นภาวนามยปัญญาแล้ว แต่ภายหลัง เมื่อกลับมาปฏิบัติต่อที่บ้าน ได้รับประสบการณ์ใหม่ ทำให้รู้ว่า เดิมที่เข้าใจนั้น จริงๆ เป็นเพียงแค่ จินตามยปัญญาเท่านั้น หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว เนื่องจากเป็นวันสุดท้าย ก็มีการแสดงความคิดเห็นและพิธีปิดการอบรม พระอาจารย์สมภาร กล่าวว่า กรรมฐานที่รับไปแล้วนั้น ไม่รับคืน ให้เอาติดตัวกลับไปบ้านด้วย อาจารย์จำลองบอกว่า หนังสือสวดมนต์ทำวัตร นำมาจากเชียงใหม่ หากโยคีต้องการ สามารถนำกลับบ้านได้ (ซึ่งผมก็นำกลับมาปฏิบัติต่อที่บ้าน) หลังจากนั้นอาจารย์วัณเพ็ญ ได้แจกหนังสือธรรมมะให้กับผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรม แล้วก็แยกย้ายกันเดินทางกลับ ผมกลับมาปฏิบัติต่อที่บ้าน แม้จะไม่ได้เข้มเหมือนที่ไปฝึกอบรมกันมา แต่ก็หาเวลาปฏิบัติช่วงเช้าๆ และกำหนดอิริยาบท ในการทำงานประจำวัน เท่าที่โอกาสจะอำนวย จนได้เกิดประสบการณ์ใหม่ เกิดสภาวะรู้แบบใหม่ ที่แว่บเข้ามาในความรู้สึก ในอิริยาบทที่เราไม่ได้ตั้งใจที่จะแยกรูปนามด้วยซ้ำ รู้ด้วยตนเอง ไม่ได้คิดเอา และอธิบายได้ยาก ภาวะแว่บรู้นี้ นานๆ จะเกิดสักครั้งหนึ่ง แต่ชัดเจน แจ่มใสมาก โดยสรุป ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ที่สำคัญคือจะทำให้เกิดสติ ได้ง่ายขึ้น รับรู้สภาวะอารมณ์ของตนเองได้รวดเร็วขึ้น ผลที่เกิดขึ้นย่อมเกิดแก่การดำเนินชีวิตประจำวัน กิจการงาน แม้ในการตรวจคนไข้ โดยเฉพาะในแง่ของจิตเวช ในการทำจิตบำบัด สติทำให้เราสามารถแยกตัวเองออกจากเรื่องราวต่างๆ ของผู้ป่วยได้ชัดเจนขึ้น ในแง่ของการทำงาน กับเพื่อนร่วมงาน กับครอบครัว ทำให้เราสามารถควบคุม action - reaction ในการสื่อสารต่างๆ ได้ดีขึ้นมาก สุดท้ายนี้ ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านที่ได้จุดเทียนนำแสงสว่างส่องทางให้กับผม พระอาจารย์สมภาร สมภาโร, ศ.เกียรติคุณ นพ.จำลอง ดิษยวณิช, ศ.เกียรติคุณ พญ.วัณเพ็ญ บุญประกอบ ที่ได้จัดโครงการดีๆ แบบนี้, ศ.เกียรติคุณ ดร.พริ้มเพรา ดิษยวณิช ที่ช่วยดูแลโยคีทั้งหลายในระหว่างการปฏิบัติ, อาจารย์ พี่ๆ น้องๆ โยคีทั้งหลาย ที่ได้ร่วมปฏิบัติด้วยกันมา ขอให้ผู้อ่าน และทุกท่าน เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปครับ |
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||