|

วันศุกร์อีกแล้ว วันนี้ผมมีหนังดีๆ เพิ่งออกโรงไม่นาน ... ไม่เก่าเกินไปนัก หยิบมาคุยกัน เสียงประโยคแรกจากหนังเรื่องนี้คือ "ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง" (หมู่นี้เอาหนังที่ทำจากเรื่องจริงมาเขียนถึงแยะนะฮ่าๆ) 
พระเอกของเรื่อง คือ วิลสมิธ จากเรื่อง BadBoys (คนทางซ้ายนะไม่ใช่ทางขวา)

Pursuit of Happyness ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้ เริ่มเรื่อง วิล สมิธ เฉลยคำตอบที่ผมเอะใจตั้งแต่ดูปกแผ่นหนังเรื่องนี้ ทำไม Happynessไม่สะกดด้วยตัว i ? ( Happiness ) 
หนังเรื่องนี้ออกแนว Family ครับ เนื้อหาแทนที่จะดูสบายๆ ผมกลับดูแล้วรู้สึกเครียด เครียดเพราะสภาวะการณ์ของพระเอกและลูก ซึ่งเป็นตัวแสดงเอกในหนัง ช่างเหมือนกันกับแบบจำลองคนที่ปากกัดตีนถีบในสังคมไทย คงเคยได้ยินข่าว..แม่ขโมยของในห้างเพราะไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกกิน ล่าสุดก็ที่ต่างจังหวัดแม่ลูกสาม ขโมยตัด"ใบตอง"จนถูกจับขังคุก ตำรวจสงสารต้องเรี่ยไรเงินหาซื้อนมให้ลูก !!! 
ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ในสังคมจริงๆ ในภาวะที่ไม่มีเงินติดกระเป๋า ข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจบีบรัด ลงทุนลงไป ขายของไม่ออก เงินไม่มีเมียก็จะเลิกเพราะทำงานหนัก เครียดจนทนไม่ไหว แต่ยอมตัดใจให้ลูกอยู่กับพ่อ... 
วิล สมิธ เล่าในหนังว่าเขาเจอพ่อเขาตอนอายุ 28 ปี และบอกกับตัวเองว่า ถ้าเขาจะมีลูกเขาต้องให้ลูกรู้จักเขาตั้งแต่เกิด และเขาก็ทำได้ !! ไม่ว่าจะลำบากยากแค้นแสนสาหัส เพียงใด เขาก็ยังอยู่กัดฟัน อยู่กับลูกรัก ชนิดที่เรียกว่ากอดคอกันเผชิญชะตากรรม 
ในเรื่อง...มีของเล่นชิ้นหนึ่ง ที่ฮิตในสมัยก่อน QBIC BOX คิวบิก บ๊อกซ์ เป็นตัวผูกโยงเหมือนกุญแจของเรื่อง คนที่เครียดมากๆมักทำอะไรผิดพลาด เช่น ช่วงโง่ของพระเอก ที่ฝากเครื่องมือแพทย์ไว้กับฮิปปี้สาว วณิพกริมถนน หล่อนเชิดสินค้าของเขาไป แต่เขาก็โชคดีเอาคืนได้ในที่สุด 
หลังจากพระเอกเริ่มรู้ตัวว่าเครื่องมือแพทย์ที่ตนเองเซ็นสัญญาเป็นตัวแทนขาย รายเดียวในเมืองนั้น ไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะทุ่มเทสุดชีวิตแล้ว เขาพยายามผันตัวเองไปเป็นโบรคเกอร์หุ้น ด้วยความต้องการหารายได้ มาจุนเจือครอบครัว จ่ายค่าเช่าห้อง, ค่าภาษีและอื่นๆ 
วิล สมิธแสดงความเป็นอัจฉริยะในตัวเขา ให้"ผู้แนะนำ"คนหนึ่งเห็น ขณะนั่งแท็กซี่ไปด้วยกันว่า..เขา หมุน คิวบิค บ๊อกซ์ ได้ภายในไม่กี่นาที 
แต่หลังจากนั้น เขาต้องวิ่งหนีแท็กซี่เพราะไม่มีเงินจ่าย !! เขาเสียเครื่องมือแพทย์ที่หิ้วไป 1 เครื่องเพราะเหตุดังกล่าว ยิ่งกว่านั้น เขากำลังจะเสียเมีย เพราะไร้งาน... 
ถ้าคุณฝืนใจชมต่อไปได้..โดยไม่ร้องไห้หรือหลั่งน้ำตาออกมาเสียก่อน คุณจะเห็นชะตาชีวิตของ 2 พ่อลูก ที่กัดฟันต่อสู้ ..พยายามอย่างไร..ก็ไร้ผล ความทุกข์เศร้าโหมเข้าใส่ผู้ชายคนนี้ โดยมีลูกชายตัวเล็กๆอายุ 5 ขวบผจญกรรมด้วย 
ภาพของพ่อผู้กอดลูกน้อยไว้ในอ้อมกอด พลางหลั่งน้ำตาอย่างเงียบงัน ทั้งสองนอนในห้องน้ำของชานชาลาสถานีรถไฟ เพราะไม่มีที่ซุกหัวนอน !! 
ยังไม่หนำใจครับ พระเอกของเราต้องจูงลูกไปต่อคิวทุก 5 โมงเย็น เพื่อจะได้มีห้องพักฟรี ซุกหัวนอน... แย่กว่านั้น เงินที่เหลือติดกระเป๋าเพียงน้อยนิดยังถูกเจ้านายในอนาคตยืมไปเสียอีก คุณลองคิดว่าเป็นคุณไม่มีเงินติดตัวจะทำยังไง? วิล สมิธ ต้องไปขายเลือด เพื่อแลกเงินยังชีพ 
เด็กทุกคนอยากได้อยากมีของเล่น แต่เด็กคนนี้ เริ่มเข้าใจ ความแตกต่างของคำ "เป็นไปได้" กับ "บางที"

คุณจะต้องลุ้นสุดตัวไปกับผม ในวันสุดท้ายของการ "อบรมงาน " ของพระเอก ว่าพระเจ้าจะให้คำตอบอย่างไร กับ ความอดทนบากบั่น เป็นลูกกะโล่ให้เจ้านายใช้ไปซื้อของ ช่วยเลื่อนรถ, จ่ายค่าใบสั่งแทน ในช่วงของการ "ทดลองงานแบบไม่มีเงินเดือน"ที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.... ความสำเร็จไม่ได้มาโดยง่ายดาย และ ผู้ที่ต่อสู้เท่านั้นพระเจ้าจึงทรงเมตตา 
ขอปิดท้ายด้วยคำพูดบางประโยคที่พ่อสอนลูกในหนังเรื่องนี้ "เมื่อคุณมีความฝัน คุณต้องปกป้องมัน
ถ้าคุณต้องการอะไร จงเอามันมาให้ได้ !!"
|