|
สงครามโลกครั้งที่ 2 (ตอนที่ 1)
ก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศมหาอำนาจในยุโรปต่างพยายามที่ขยายลัทธิการปกครองและดินแดนของตน ออกไป - ในรัสเซียนับจากปี ค.ศ. 1927 อยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการคอมมิวนิสต์นำโดย โจเซฟ สตาลิน ( Jeseph Stalin ) และเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ (The Communist Party ) - ในอิตาลีนับจากปี ค.ศ. 1922 อยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการฟาสซีส ( Fascist ) นำโดย เบนิโต มุสโสลินี ( Benito Mussolini ) และเป็นหัวหน้าพรรคฟาสซีส ( The Fascism ) - ในเยอรมนีนับจากปี ค.ศ. 1934 อยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการนาซี ( Nazi ) นำโดย อดอลฟ ฮิตเลอร์ ( Adolf Hitler ) และเป็นหัวหน้าพรรคนาซี ( The Nazi Party or The National Socialist Party ) ตุลาคม ค.ศ. 1936 เยอรมนีและอิตาลีร่วมลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารร่วมกันและเรียกตนเองว่า "ฝ่ายอักษะ " ( The Axis Power ) ต่อมา 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1936 ญี่ปุ่นร่วมลงนามกับเยอรมนีเป็นพันธมิตรกันด้าน กองกำลังทหารระหว่างญี่ปุ่นกับฝ่ายอักษะ
สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 ก่อนที่เยอรมนีจะบุกโปแลนด์วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1939 กองกำลังเยอรมนีข้ามพรมแดนทางตะวันออกบุกเข้ายึดเชคโกสโลวาเกีย ต่อมาในวันที่ 22 มีนาคม กองกำลังเยอรมนีบุกยึดเมืองท่าเมเมล ( Mamel ) ของลิทัวเนีย ( Lithuania ) บนชายฝั่งทะเลบอลติกและในวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1939 เยอรมนีเรียกร้องยึดครองโปแลน์และดานซิก ( Danzing ) ดานซิกเป็นแคว้นอิสระจัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงสนธิสัญญา แวร์ซายส์ ปี 1919 ตั้งอยู่บนอ่าวดานซิกทางตอนเหนือของโปแลนด์ จากการเรียกร้องของเยอรมนี เป็นผลให้ในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1939 อังกฤษและฝรั่งเศสได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่โปแลนด์หากถูกเยอรมนีรุกราน
เมื่อมีการรุกรานอธิปไตยของประเทศต่างๆในยุโรปอังกฤษและฝรั่งเศสเห็นความจำเป็นต้องชักชวนรัสเซียเข้าเป็นพวกเพื่อการถ่วงดุลย์อำนาจทางยุโรป แต่ทางด้าน เยอรมนีเกรงว่าจะถูกโจมตีสองด้านเพราะเยอรมนีอยู่ระหว่างรัสเซียและฝรั่งเศสเยอรมนีจึงรีบดำเนินการทางการทูตกับรัสเซียตัดหน้าอังกฤษและฝรั่งเศส เป็นผลให้ใน วันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1939 เยอรมนีและรัสเซียร่วมลงนามในข้อตกลงไม่รุกรานกัน ปี 1939 ( The Nazi - Soviet Pact or The Nonaggression Pact of 1939 ) กำหนดไม่รุกรานกันหรือวางตนเป็นกลางขณะพันธมิตรรุกรานประเทศอื่น ต่อมาในวันที่ 1 กันยายน 1939 กองกำลังเยอรมนีข้ามพรมแดนตะวันออกบุกโจมตีรุกรานดินแดนทางด้านตะวันตกของโปแลนด์อย่างรวดเร็ว ถือเป็นการเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2
ฝ่ายอักษะ คือ กลุ่มชาติผู้ก้าวร้าวนำโดย เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น
ฝ่ายสัมพันธมิตร ( The Allied Power or The Allies ) คือ กลุ่มชาติที่ทำการต่อต้านการก้าวร้าวนำโดย อังกฤษ ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสซึ่งมีพรมแดนทางตะวันออกติดเยอรมันเตรียมกองกำลังตั้งรับการบุกของเยอรมัน เยอรมันเคลื่อนกองกำลังรุกรานระหว่าง วันที่ 9 เมษายน - 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 มีชัยชนะเหนือเดนมาร์ค นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก และมุ่งเคลื่อนกองกำลังมายังดินแดนทางตอนเหนือของฝรั่งเศสแทนการเข้าฝรั่งเศสตามแนวชายแดนตะวันออก จากการรุกรานอย่างรวดเร็วของกองกำลังเยอรมนีเป็นผลให้ เนวิล แชมเบอร์แลน ( Neville Chamberlain ) ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษแทน ในวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 กองกำลังอังกฤษพร้อมอาวุธทันสมัยร่วมกับกองกำลังฝรั่งเศสตั้งรับการบุกของกองกำลังเยอรมนีที่ดันเคริก ( Dunkirk ) เมืองท่าตอนเหนือของฝรั่งเศสบนช่องแคบโดเวอร์ ( Strait of Dover ) จากการบุกโจมตีอย่างหนักของกองกำลังเยอรมนีเป็นผลให้ในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 กองกำลังอังกฤษต้องทิ้งอาวุธทันสมัยไว้ที่ดันเคริก และถอนกองกำลังอังกฤษข้ามช่องแคบอังกฤษกลับอังกฤษทิ้งให้กองกำลังฝรั่งเศสรับการบุกของเยอรมนี
อิตาลีเฝ้าติดตามการรบอย่างใกล้ชิด มั่นใจว่าเยอรมนีต้องมีชัยชนะในอนาคต เป็นผลให้ในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1940 อิตาลี ประกาศสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศส เมื่อไม่สามารถต้านกองกำลังเยอรมนีได้ ในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ฝรั่งเศสลงนาม ยอมแพ้ต่อเยอรมนี เยอรมนีสนับสนุนให้ นายพล เปแตง ( Marshal Petain ) จัดตั้งรัฐบาลฝรั่งเศสภายใต้การควบคุมของ เยอรมนี (รัฐบาลวิกชี) ที่เมืองวิกชี (Vichy) ในดินแดนตอนกลางของฝรั่งเศส จากการพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1940 เป็นผลให้อังกฤษต้องหยัดยืนโดยลำพังต่อสู้กับกองกำลังเยอรมนีผู้มีแผนครองโลก การบุกยึดหมู่เกาะอังกฤษเป็นงานหลักที่เยอรมนีจะทำต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรักษาช่องแคบอังกฤษจากการถูกกองกำลังเยอรมนียึดครองหรือใช้เป็นทางเข้าสู่หมู่เกาะอังกฤษ และในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1940 สหรัฐอเมริกาจัดส่งเรือพิฆาต 50 ลำ เข้าร่วมกับกองกำลังทัพเรืออังกฤษเพื่อช่วยกันต่อต้าน การบุกโจมตีของกองกำลังเยอรมนี อังกฤษตอบแทนความช่วยเหลือรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยการให้สิทธิสหรัฐฯเช่าพื้นที่ในเขตยึดครองของอังกฤษมีระยะเวลา 99 ปี ที่นิวฟาวแลนด์ (Newfoundland) เบอร์มิวดา (Bernuda) บาฮามาส (Bahamas) จาไมก้า (Jamaica) แอนติกัว (Antigua) เซนต์ลูเซีย (St.Lucia) ทรินิแดด (Trinidad) ล้วนเป็นหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียนและบริทิชกิอานา (British Guiana) ในอเมริกาใต้เพื่อตั้งฐานทัพเรือและฐานทัพ อากาศทางด้านญี่ปุ่น ในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1940 ญี่ปุ่นลงนามให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธยุทธปัจจัยแก่เยอรมนีและอิตาลี ทั้งให้สัญญาว่าจะโจมตีสหรัฐอเมริกาถ้าสหรัฐอเมริกาเข้ายุ่งเกี่ยวในสงครามทางยุโรป
ญี่ปุ่นร่วมลงนามในข้อตกลงลดอาวุธที่กรุงวอชิงตัน ปี ค.ศ. 1922 เข้าร่วมลงนามประฌาม การใช้สงครามเป็นเครื่องมือตัดสินกรณีพิพาทระหว่างประเทศปี ค.ศ. 1927 และร่วมลงนามในข้อตกลงควบคุมแสนยานุภาพทางเรือที่กรุงลอนดอนในปี ค.ศ. 1930 ดูเสมือนว่าญี่ปุ่นใฝ่หาสันติภาพ แต่ในทางปฏิบัติได้กระทำการก้าวร้าวบุกยึดแมนจูเรียจากจีน (ดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน) จากรายงานการรุกรานของญี่ปุ่นในแมนจูเรียโดยคณะกรรมการผู้ตรวจสอบของสันนิบาตชาติ เป็นผลให้สันนิบาตชาติสั่งให้ญี่ปุ่นถอนกองกำลังทหารออกจากแมนจูเรีย ในทางปฏิบัติญี่ปุ่นคงยึดครองแมนจูเรียและนำญี่ปุ่นออกจากการเป็นสมาชิกสันนิบาติชาติ ญี่ปุ่นปฏิบัติการก้าวร้าวบุกยึดแมนจูเรียในปี ค.ศ. 1931 ต่อมาในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1936 ญี่ปุ่นยืนยันการเสริมสร้างแสนยานุภาพกองทัพเรือ ให้ประสิทธิภาพทัดเทียมสหรัฐอเมริกาและอังกฤษด้วยการประกาศถอนญี่ปุ่นออกจากการร่วมลงนามในสนธิสัญญาลดอาวุธที่วอชิงตัน ปี ค.ศ. 1922 ในปี ค.ศ. 1938 กองกำลังญี่ปุ่นบุกโจมตีรุกรานจีนด้วยกองกำลังทั้งทางบก เรือและอากาศ เริ่มจากชายฝั่งจีนเป็นผลให้ชาวจีนต้องอพยพหลบหนีการรุกรานเข้าไปในดินแดนตอนในของจีน ญี่ปุ่นพยายามที่จะขยายอาณาเขตในทวีปเอเชีย จากการที่ญี่ปุ่นรุกรานและยึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศสได้สำเร็จในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1941 สหรัฐอเมริกาตอบโต้ทางเศรษฐกิจการค้าและการเงินทันทีต่อการก้าวร้าวของญี่ปุ่นด้วยการยึดทรัพย์สินและอายัดเงินของชาวญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกา หยุดทำการ ค้ากับญี่ปุ่นโดยสั่งห้ามเรือขนสินค้านำสินค้าส่งญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันเครื่องยนต์ เครื่องจักรและเหล็กออกจากท่าเรืออเมริกา (ญี่ปุ่นตอบโต้สหรัฐฯทันทีใน ทำนองเช่นเดียวกัน) ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1941 สหรัฐฯเสนอความช่วยเหลือด้านอาวุธและยุทธปัจจัยในรูปให้ยืม-ให้เช่าแก่จีนเพื่อใช้ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นในจีนสร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ญี่ปุ่น ในวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1941 ประธานาธิบดีรูสเวลท์ เรียกกองกำลังฟิลิปปินส์เข้าประจำการในกองกำลังอเมริกา ภายใต้การบังคับบัญชาของ นายพลโท ดักลาส แมคอาเธอร์ (Lieutenant General Douglas MacArthur) และประกาศแต่งตั้งให้นายพลโท ดักลาส แมคอาเธอร์เป็นผู้บัญชาการกองกำลังอเมริกาและกองกำลังฟิลิปปินส์ สงครามโลกครั้งที่ 2 (ตอนที่ 2) ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงปี ค.ศ. 1933-1945 อยู่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีแฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลท์ จากการแสดงความก้าวร้าวรุกรานประเทศต่างๆในทวีปยุโรปของเยอรมนีในปี ค.ศ. 1940 สหรัฐอเมริกาเตรียมการป้องกันการก้าวร้าวใดๆซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ด้วยความพยายามที่จะป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกาประธานาธิบดี แฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลท์ได้เรียกร้องให้รัฐสภาสหรัฐฯให้การสนับสนุนทางด้านงบประมาณเพื่อการป้องกันประเทศ เน้นใช้งบประมาณจำนวนนี้เสริมสร้างแสนยานุภาพทางด้านอากาศ มีการออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อเป็นการป้องกันดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แต่เดิมสหรัฐฯวางตนเป็นกลางยึดมั่นในนโยบายโดดเดี่ยวแยกสหรัฐฯออกจากเข้ามีส่วนร่วมในเหตุการณ์นี้ แต่จำต้องเปลี่ยนท่าทีที่วางเฉยไม่เข้าร่วมกับการแก้ไขปัญหานี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์เรือพาเนย์ ค.ศ. 1937 ( The Panay Incident of 1937 ) พาเนย์เป็นเรืออเมริกันปฏิบัติการให้การคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันอเมริกัน 3 ลำในขณะแล่นในแม่น้ำแยงซีเกียงของจีน ในวันที่ 12 ธันวาคม ถูกฝูงบินญี่ปุ่นโจมตี เรือรบพาเนย์จมลูกเรือตาย 2 คน บาดเจ็บ 30 คน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯคือ คอร์เดล ฮัล ( Cordell Hull ) ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้ญี่ปุ่นขอโทษต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ จ่ายค่าทดแทนความเสียหายและให้ญี่ปุ่นสัญญาว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ญี่ปุ่นได้ปฏิบัติ ตามคำร้องขอของสหรัฐฯ ทุกประการ แต่ต่อมา ในปี ค.ศ. 1941 สหรัฐอเมริกาถูกกองกำลังทางอากาศของญี่ปุ่นโจมตีท่าเรือเพิร์ลในเช้าวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 เวลา 7.55 น. ฝูงบินญี่ปุ่นบุกโจมตีทิ้งระเบิดท่าเรือเพิร์ลในหมู่เกาะฮาวาย มีผลให้เรือรบ 8 ลำ เรือพิฆาต 3 ลำ และเรือลาดตระเวน 8 ลำ จมและเสียหายเครื่องบิน 140 ลำถูกทำลาย ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2300 บาดเจ็บ 1200 เครื่องบินญี่ปุ่นตก 29 ลำ และเรือดำน้ำญี่ปุ่นถูกทำลาย 5 ลำ ช่วงวันที่ 8 - 25 ธันวาคม กองกำลังญี่ปุ่นเข้ารุกรานไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาะมิดเวย์และเข้ายึดครองเกาะเวค เกาะกวม และฮ่องกง ด้วยสาเหตุจากการถูกโจมตีอ่าวเพิร์ล สหรัฐอเมริกาประกาศเข้าร่วมสงครามในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 อังกฤษประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในวันที่ 8 ธันวาคมเช่นกัน และในวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1941 เยอรมนีและอิตาลีพันธมิตรญี่ปุ่นประกาศสงครามกับสหรัฐฯทันที สหรัฐฯตอบโต้โดยการประกาศสงครามกับเยอรมนีและอิตาลีทันทีรวมทั้งประกาศสงครามกับชาติบริวารของเยอรมนี คือ บัลกาเรีย ฮังการี และรูมาเนีย จากการประกาศสงครามกับญี่ปุ่นเท่ากับเป็นการเปิดฉากการทำสงครามกับญี่ปุ่นทางเอเชียและแปซิฟิกอย่างเป็นทางการ ในยุโรปมีเพียง 5 ประเทศเท่านั้นที่สามารถวางตนเป็นกลางได้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ สวีเดน ไอซแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ สเปน และโปรตุเกส
สัมพันธมิตรเริ่มมีชัยชนะในยุโรปเริ่มด้วยกองกำลังสัมพันธมิตรทางอากาศเริ่มบุกโจมตีเยอรมนีช่วงเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 1942 สร้างความเสียหายอย่างมากแก่เยอรมนี สัมพันธมิตรมีชัยในแอฟริกาเริ่มด้วยในเดือน ตุลาคม ค.ศ. 1942 มีชัยในการปะทะที่เอล อะลาเมน (The Battle of El Alamein of 1942) เอล อะลาเมน เป็นชื่อหมู่บ้านอยู่ ทางตอนเหนือของอียิปต์บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเขตยึดครองของฝ่ายอักษะ การปะทะมีขึ้นระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 กองกำลังอังกฤษภายใต้การนำของ นายพล เบอร์นาร์ด ลอ มอนท์โกเมอรี (Bernard Law Montgomery) มีชัยเหนือกองกำลังอักษะ (เยอรมนีและอิตาลี) ภายใต้การนำของนายพลเออวิน รอมเมล กองกำลังอักษะต้องถอยไปตั้งมั่นที่ตูนีเซียและแอลจีเรียเป็นผลให้วันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 กองกำลังรวมอังกฤษ แคนาดาและสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของนายพล ดิไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower )ยกพลขึ้นบกได้ที่ชายฝั่งโมรอคโคในแอฟริกาเหนือ สัมพันธมิตรเริ่มมีชัยในรัสเซียเพราะรัสเซียยึดอำนาจของเยอรมนีในยุโรปตะวันออกเป็นผลให้เยอรมนีประกาศเป็นศัตรูกับรัสเซีย เริ่มในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 โดยเคลื่อนทหารเยอรมนีเข้ารุกรานดินแดนเขตอำนาจทางตะวันตกของรัสเซียและมุ่งปราบปรามรัสเซียให้พ่ายแพ้ จากการที่กองกำลังเยอรมนีรุกไล่กองกำลังรัสเซียเข้าไปในดินแดนรัสเซียกองกำลังรัสเซียเริ่มตอบโต้รุกกลับช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1942 - มีนาคม ค.ศ. 1943 ผลคือ กองกำลังเยอรมนีพ่ายแพ้ที่สตาลินกราด การปะทะที่สตาลินกราดกองกำลังเยอรมนีต้องเผชิญหน้ากับอากาศที่หนาวเย็นและขาดแคลนเสบียงอาหาร การยอมจำนนต่อกองกำลังรัสเซียเริ่มในวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 การรบระหว่างรัสเซียกับเยอรมนีจากการที่เยอรมนียอมแพ้ที่สตาลินกราดอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1943 ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 1943 - มกราคม 1944 กองกำลังรัสเซียรุกไล่ผลักดันกองกำลังเยอรมนีออกจากรัสเซียและติดตามรุกไล่กองกำลังเยอรมนีเข้าไปในโปแลนด์ ต้นปี ค.ศ. 1944 ด้วยการบุกโจมตีทิ้งระเบิดเยอรมนีเพื่อให้เยอรมนีเสียหายก่อนเข้าช่วยฝรั่งเศส โดยกองกำลังทางอากาศฝ่ายสัมพันธมิตรจากอังกฤษนับจากวันที่ 11 มกราคม 1944 เริ่มบินทิ้งระเบิดทำลายย่านอุตสาหกรรมผลิตอาวุธปัจจัยในเยอรมนี ในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1944 เบอร์ลินถูกเครื่องบินอเมริกันทิ้งระเบิดเป็นครั้งแรก ช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม ค.ศ. 1944 เยอรมนีถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ปฏิบัติการยกพลขึ้นบกของกองกำลัางสัมพันธมิตรเพื่อช่วยฝรั่งเศส มีขึ้นในเวลาเช้าตรู่ ของวันที่ 6 มิถุนายน 1944 บริเวณชายฝั่งมีความยาว 60 ไมล์ของคาบสมุทรโคเทนทิน (Citentin Peninsula) ที่นอร์มังดีเป็นพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสในช่องแคบอังกฤษ การยกพลขึ้นบกของกองกำลังของสัมพันธมิตร 175000 นาย ใช้เรือปฏิบัติการขนส่ง 4000 ลำ เรือรบคุ้มกัน 600 ลำ และเครื่องบิน คุ้มกัน 11000 ลำ เยอรมนีตอบโต้ทันทีในวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1944 เป้าหมายคือกรุงลอนดอน ด้วยฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดสร้างความเสียหายอย่างมากแก่อังกฤษ จากการปฏิบัติการรบของกองกำลังเยอรมนียึดครองกรุงปารีส นับจากเดือนกันยายน ค.ศ. 1944 กองกำลังสัมพันธมิตรพยายามผลักดันกองกำลังเยอรมนีออกจากฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก และมุ่งติดตามรุกไล่เข้าไปในดินแดนเยอรมนีได้ไกลถึงแม่น้ำไรน์ นับตั้งแต่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1944 กรุงปารีสเป็นอิสระพ้นจากการยึดครองของ เยอรมนี เบลเยี่ยม และลักเซมเบิร์กได้รับการปลดปล่อย กองกำลังสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายรุกกองกำลังเยอรมนีเป็นฝ่ายถอย
การรบในยุโรป กองกำลังสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายบุกเข้าโจมตีเยอรมนี เริ่มจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1945 เป็นต้นไป และข้ามแม่น้ำไรน์เข้าสู่เยอรมนีได้ในวันที่ 7 มีนาคม 1945 มุ่งเดินทัพ เข้ากรุงเบอร์ลินทางตะวันตก ในช่วงเวลาเดียวกันนี้รัสเซียมีชัยชนะสามารถผลักดันกองกำลังเยอรมนีออกจากยูเครน รูมาเนีย บัลกาเรีย ฮังการี และโปแลนด์ มุ่งเดอนทัพเข้ากรุงเบอร์ลินตะวันออกที่กรุงเบอร์ลิน ฮิตเลอร์มั่นใจว่าเยอรมนีต้องพ่ายแพ้เป็นแน่ กองกำลังสัมพันธมิตรกำลังเคลื่อนเข้าสู่กรุงเบอร์ลินและเกรงต้องรับโทษขั้นรุนแรงในฐานะอาชญากรสงครามจึงฆ่าตัวตายในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1945 กองกำลังสัมพันธมิตรยึดกรุงเบอร์ลินได้ในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 เป็นผลให้กองกำลังเยอรมนีในออสเตรีย เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์และอิตาลี ยอมจำนนฝ่ายมุสโสลินีถูกพรรคพวกจับได้และถูกฆ่าตาย ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 รัฐบาลใหม่ของ เยอรมนียอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขต่อผู้บังคับบัญชากองกำลังสัมพันธมิตร คือ นายพล ดีไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 ถือว่าเป็นวันสิ้นสุดการรบในยุโรป
การยุติการรบในเอเชียและแปซิกฟิก การรบในเอเชียยุติในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข ต้นปี ค.ศ. 1945 เป็นไปอย่างดุเดือดเมื่อกองกำลังสัมพันธมิตรคลื่อนเข้าใกล้หมู่เกาะญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้ทำการต่อต้านอย่างแข็งกร้าวดุดันด้วยหน่วยพลีชีพ ปรากฎเด่นชัดในเดือน มีนาคม ค.ศ. 1945 เมื่อกองกำลังสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่เกาะโอกินาวา ทหารอเมริกันบาดเจ็บและเสียชีวิตแปดหมื่นคน
สหรัฐฯยุติการทำสงครามในภาคพื้นทวีปเอเชียโดยการใช้ระเบิดปรมาณูกับญี่ปุ่นเนื่องมาจากสงครามในเอเชียและแปซิฟิกยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1941 - 6 สิงหาคม 1945 ทั้งญี่ปุ่นเองยังคงยืนยันอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 ว่าจะคงทำสงครามต่อไปจนกว่าจะชนะ และต้องการรักษาชีวิตของทหารอเมริกันซึ่งเป็นกองกำลังหลักต้านทานการรบด้วยหน่วยพลีชีพของญี่ปุ่นสร้างความเสียหายอย่างมากต่อกองกำลังอเมริกันการใช้ระเบิดปรมาณูจะช่วยรักษาชีวิตทหารอเมริกันได้ถึง 250000 คน และคณะนายทหารอเมริกันนำโดยรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม คือ เฮนรี เอล.สตีมสัน ให้การสนับสนุนเห็นสมควรใช้ระเบิดปรมาณูเพื่อปราบปรามญี่ปุ่นขั้นทำลายล้างเด็ดขาดเพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข เช้าวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เวลา 8.15 น. ระเบิดปรมาณู ลูกแรกถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมาบนเกาะฮอนชูแรงระเบิดสร้างความเสียหายครอบคลุมพื้นที่สี่ตารางไมล์ คนบาดเจ็บและ ตายกว่า 135000 คน ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1945 รัสเซียประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและเคลื่อนกองกำลังรัสเซียเข้าแมนจูเรียภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น ทำลายขวัญและกำลังใจของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เพื่อบีบบังคับให้ญี่ปุ่นยอมจำนนยุติสงครามประธานาธิบดี ทรูแมน (ประธานาธิบดี รูสเวลท์เสียชีวิตในวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1945 มีผลให้รองประธานาธิบดี คือ ฮาร์รี เอส. ทรูแมน Harry S. Truman เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีลำดับที่ 33 ของสหรัฐอเมริกา) ตัดสินใจสั่งทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ที่เมืองนางาซากิบนเกาะคิวชูสร้างความเสียหายอย่างมากเป็นครั้งที่สองแก่ องค์จักรพรรดิฮิโรฮิโตเรียกร้องให้คณะรัฐบาลญี่ปุ่นยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อรักษาชาติพันธุ์ญี่ปุ่น เป็นผลให้ในวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เป็นวันยุติการรบในเอเชียแปซิฟิก การลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 บนดาดฟ้าเรือรบ มิสซูรี ในอ่าวโตเกียว เป็นการเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2
สงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้สมรภูมิรบสามทวีปสองมหาสมุทรคือ ในทวีปยุโรปและมหาสมุทรแอตแลนติก เริ่มการรบในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 ยุติในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 ในทวีปแอฟริกาเริ่มการรบในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1940 ยุติในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1943 ในทวีปเอเชียและมหาสมุทรแปซิฟิก เริ่มการรบในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1941 ยุติในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945 โดยฝ่ายสัมพันธมิตร 57 ชาติเป็นผู้มีชัยชนะ ฝ่ายอักษะ นำโดย เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ผลของสงครามประชากรโลกเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก กล่าวคือทหารอเมริกันเสียชีวิต 4 แสนนาย ทหารรัสเซียเสียชีวิต 20 ล้านนาย ทหารโปแลนด์เสียชีวิต 5.8 ล้านนาย ทหารเยอรมนีเสียชีวิต 4.5 ล้านนาย ทหารญี่ปุ่นเสียชีวิต 2 ล้านนาย ทหารในกลุ่มประเทศยุโรปรวมเสียชีวิต 35 ล้านนาย
สงครามก่อให้เกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากสงครามประเทศต่างๆต้องหันกลับมาพัฒนาประเทศของตนให้กลับสู่สภาพเดิม และสร้างความมั่นคงให้กับ ประเทศถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเทศต่างๆ พยายามที่จะหลีกเลี่ยงสงครามแต่ก็จะหันมาแข่งขันพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ให้มีความทันสมัยเหนือนานาประเทศ
เรียบเรียงโดย : โบกอร์
|