• บินมูซา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-03-21
  • จำนวนเรื่อง : 98
  • จำนวนผู้ชม : 22341
  • จำนวนผู้โหวต : 27
  • ส่ง msg :
อ่านคัมภีร์ อัลกุรอ่าน

โดยนายอามีน ศรีสมบัติ โรงเรียนเฮดายาตุลอิสลามบ้านฮ่อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ รอมดอน กันยายน 2551

View All
<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม 2551
ทำไมอิสลามห้ามกินหมู
Posted by บินมูซา , ผู้อ่าน : 243 , 22:38:43 น.   | หมวดหมู่ : ทำไมอิสลามห้ามกินหมู  
พิมพ์หน้านี้


ทำไมอิสลามจึงไม่กินหมู?  นี่คือคำตอบยอดฮิตที่ต่างศาสนิกมักจะถามมุสลิมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  และเชื่อว่าจะถามกันยันถึงอนาคตแต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่ไม่มีใครถามว่า  “ ทำไมคนคริสเตียนจึงกินหมู? ” ทั้งๆ  ที่คัมภีร์ไบเบิลสั่งห้ามไว้ก่อนหน้าอิสลามเสียด้วยซ้ำคำสั่งห้ามกินเนื้อหมูเป็บบัญชาของพระเจ้าครับ  ดังนั้นใครศรัทธาในพระเจ้า  คนนั้นก็ปฏิบัติตามคำสั้งของพระองค์  เพราะผู้ศรัทธาในพระเจ้ารู้ว่าคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ของพระเจ้านั้นล้วนมีวัตถุประสงค์ที่ดีต่อผู้ปฏิบัติตามทั้งสิ้น  ดังนั้นผู้ศรัทธาจึงไม่มีคำถามในเรื่องนี้และไม่ต้องการเหตุผลใดๆ  ทั้งสิ้น

แต่เมื่อวิทยาการเจริญก้าวหน้า  มนุษย์ก็เริ่มมีความอยากรู้อยากเห็นที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น  คำถาม  “หมูๆ”นี้จึงเกิดขึ้นมา เมื่อผู้คนอยากจะรู้  ก็เลยมีการทดลองพิสูจน์ว่าเนื้อหมูมันต่างไปจากเนื้อสัตว์อื่นตรงไหน การทดลองทางกายภาพเกิดขึ้นครั้งแรกในตอนที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้า  โดยการตักเอาเนื้อหมู  เนื้อแพะ  และเนื้อวัวที่เชือดพร้อมกันและน้ำหนักเท่ากันมาทิ้งไว้กลางแจ้งเพื่อดูปฏิกิริยา  ผลปรากฏว่าเนื้อหมูเน่าก่อน

เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า  มีการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเนื้อสัตว์ก็พบว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพยาธิตัวเล็กๆ  ที่ตามนุษย์มองไม่เห็นอยู่มากน้อยต่างกันไป  แต่ในเนื้อหมู  พยาธิบางชนิดมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมูห่อหุ้มมันอยู่ซึ่งความร้อนต่ำไม่สามารถทำลายมันได้  พยาธิที่รอดตายจากความร้อนเหล่านี้เองที่เข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป

นอกจากพยาธิมหาภัยที่มีตัวตนแล้ว  เนื้อหมูยังมีภยันตรายที่มองไม่เห็นเป็นตัวเป็นตนอีก  นั่นคือ  ไขมันที่ทำให้เกิดโรคอ้วนโรคเส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม  เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวมาก็อาจไม่พอเพียงสำหรับคนที่นับถือ “วิทยาศาสตร์”
เป็นศาสนา  เพราะคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าจะหาคำตถามมาโต้แย้งต่างๆ  นานาว่า
“เดี๋ยวนี้หมูได้รับการพัฒนาให้มีเนื้อมากกว่าไขมันแล้ว”
“การเลี้ยงก็สะอาดไม่สกปรกเหมืนแต่ก่อน”
“ผมกินเนื้อหมูมาตั้งแต่เด็กจนป่านนี้ยังไม่เห็นเป็นอะไร”

และอื่นๆ  อีกสารพัด  หมูพัฒนาแล้ว  แต่คนยังไม่พัฒนาครับ  ดังนั้น  ทุกศาสนาจึงต้องพัฒนามนุษย์  ด้วยการออกคำสั่งห้ามกินอาหารบางอย่างเพื่อเป็นการเตือนใจให้มนุษย์อยู่ในขอบเขตของศาสนาไงครับ  สัตว์ต่างๆ  ยังมีเขตในการกินเช่นกัน  ถ้ามนุษย์ละเมิดขอบเขตการกินที่พระเจ้ากำหนดไว้  มนุษย์ก็สามารถละเมิดขอบเขตอื่นๆ  ได้และถ้าเป็นเช่นนั้น  มนุษย์ก็จะกินทุกอย่างไปจนกระทั่งกินบ้านกินเมืองกินยี่งกว่ากินหมูอีกครับ


ที่มาของข้อมูลหนังสือ "อิสลาม กับคำถามที่ต้องตอบ" 
ข้อมูลเพิ่มเติม  http://www.mureed.com/mr_talk/bview.asp?id=3500

             


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
คนทำงาน วันที่ : 28/03/2008 เวลา : 15.21 น.
http://www.oknation.net/blog/kunlek
ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่ตัวของเราเอง


ความคิดเห็นที่ 3
จิตราภรณ์ วันที่ : 28/03/2008 เวลา : 10.15 น.
http://www.oknation.net/blog/jitrapon

เคยอ่านหนังสือ"แม่วาดเมียบียอร์น" ตอน "ใครคือคนไทยอิสลาม" เจ้าของเรื่องตั้งกระทู้ในพันทิป ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น
ใครคือคนไทยอิสลาม
ทำไมแขกไม่กินหมู
อนุญาตให้มีเมียได้สี่คน
ผู้ชายต้องขริบ
ทำไมต้องฝังศพภายใน 24 ชม.
การถือศีลอด
แล้วรวบรวมคำตอบที่มีผู้โพสเข้ามา นำมารวมเล่ม....
โดยส่วนตัวคิดว่าการตั้งคำถามในกระทู้ล่อแหลมมาก
เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน...
ความรัก...ความเชื่อ....ความศรัทธา....
บางครั้งไม่ต้องการเหตผล...
ไม่อยากแตะต้อง....
ไม่มีมาตรใด ๆวัดได้ว่า...มากน้อย...
เท่าใดจึงจะพอเหมะ...พอควร....
คุณให้ความรู้แบบนี้ชัดเจนลงไปเลยดีแล้วค่ะ....
คนใคร่รู้จะได้หายสงสัย....
ทุกข้อห้ามต้องมีเหตุผล....
เหมือนยาย....ห้ามนั่งบันได....
ทำไมยาย....มันบ่าดี.....
ห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืน....
ทำไมล่ะยาย.....มันบ่าดี.....
จะไปฮ้องเพลงตอนยะกับข้าว....
ยะหยังอี่แม่....(บางทีก็เรียกยายว่าอี่แม่)....มันบ่าดี....
ตอนอยู่เดือนหลังคลอด...ยายนั่งเฝ้าประตูไว้.....
ห้ามออกนอกห้อง...ยะหยังแถมเมาะ....มันบ่าดี.....
มึงใคร่เป็นผีบ้าก้า.....
......ข้อห้าม......บัญญัติ.....ล้วนแล้วแต่มาจากความรัก....ความปรารถนาดี......
.....ก็เมืองเราคือเมืองไมตรี......ไงคะ....อยู่ด้วยกันได้อย่างเป็นสุข.....
เขียนอีกนะคะ.....อยากอ่านอีก....
ความคิดเห็นที่ 2
ปรัตยา วันที่ : 28/03/2008 เวลา : 09.01 น.
http://www.oknation.net/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

สมัยเด็ก ๆ ผมเคยแกล้งเพื่อน (ขออนุญาตใช้คำว่าแขกนะครับ) เพื่อนคนนี้เค้าเป็นแขก แขกจริง ๆ เลย คือพ่อเค้าเป็นคนอินเดีย ผมเอาน้ำมันกระเทียมเจียวในซองมาม่าไปป้ายแขนเค้า ปรากฏว่าเค้าร้องไห้เลยครับ ผมทำไปก็เพราะตอนนั้นยังเด็ก คิดว่าคนที่นับถือศาสนาอิสลามกลัวหมู มารู้เอาตอนโตนี่แหละว่า เพื่อนคนนั้นเค้าไม่ใช่มุสลิม แต่เป็นแขกซิกส์ และน้ำมันกระเทียมเจียวเป็นน้ำมันปาล์ม ที่เพื่อนมันร้องไห้ก็เพราะมันไม่ชอบถูกแกล้ง ไม่เกี่ยวกับหมูหรือไม่แต่อย่างใด (ฮา)

จะว่าไปแล้วสื่อในสมัยก่อน ทำให้เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสนาอิสลามเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นละครทีวี หรือภาพยนต์ แม้กระทั่งนิยายอย่าง สามเกลอ (พล นิกร กิมหงวน) คงเป็นเพราะสมัยนั้นความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามในหมู่คนไทยมีน้อยมาก

ปัจจุบันผมมีเพื่อนเป็นคนนับถือศาสนาอิสลามหลายคน เข้าใจวิถีชีวิตของมุสลิมมากขึ้น ผมพบว่ามุสลิมเป็นคนที่อ่อนโยน รักสันติ ไม่ต่างจากคนที่นับถือศาสนาคริตส์ พุทธ และศาสนาอื่น เรื่องวุ่น ๆ ล้วนเกิดจากคนทั้งสิ้น ไม่ว่าศาสนาใดก็ตามล้วนมีเรื่องวุ่น ๆ และสาเหตุหลักก็มาจากคน คนมันจะเลวจะนับถือศาสนาอะไรกันก็เลวทั้งนั้น

น่าเสียดายที่การก่อการร้ายทำให้ภาพพจน์ของมุสลิมต้องมัวหมอง เพราะคนเหล่านั้นแอบอ้างพระวัจนะของพระศาสดาในการกระทำผิดไปตามใจตัวเอง ทำให้สังคมต้องหวาดระแวงคนมุสลิม

ผมชอบบล็อคนี้นะครับ เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับมุสลิมได้ดี อ่านเข้าใจง่าย จะว่าไปผมเห็นหลายบล็อคพยายามที่จะเผยแพร่ความดีงามของอิสลาม แต่ผมคิดว่าบล็อคนี้น่าอ่านที่สุด

ความคิดเห็นที่ 1
Sigree วันที่ : 27/03/2008 เวลา : 23.08 น.
http://www.oknation.net/blog/sigree
ขอกรุณาแห่งพระเจ้า อำนวยพรแด่ท่านทั้งหลาย

ยาซากัลลอฮฺ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน