| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
ช่วงเวลาประมาณ 4 โมงกว่า ของบ่ายวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1628 กับอากาศที่สดใส เป็นช่วงที่ชาวเมืองสตอกโฮล์ม ต่างเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ที่จะได้ยลโฉมสาวงามแห่งยุค วอซา เรือรบหลวงที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในยุคศตวรรษที่ 17 ออกเดินทางเป็นครั้งแรก (Maiden voyage) หลังจากที่ใช้เวลาในต่อสร้างกว่า 3 ปี แต่แล้ว สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อ วอซา เกิดพลิกคว่ำและจมหายไปในท้องทะเลตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทางของเธอ ต่อหน้าสักขีพยานเหล่านั้น นี่คือจุดจบและจุดเริ่มต้นของตำนานการเดินทางกว่า 300 ปีของเธอ...
จุดเริ่มต้นตำนานของ วอซา โครงการต่อเรือรบขนาดยักษ์ วอซา เกิดขึ้นเมื่อกษัตริย์กุสตาฟที่ 2 อดอล์ฟ (King Gustavus II Adolphus) ได้ลงพระราชปรมาภิไธยในสัญญาต่อสร้างเรือกับบริษัทต่อเรือของ เฮนริก ไฮเบิร์ทสัน (Henrik Hybertsson) เมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ.1625 เนื่องด้วยพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะใช้เรือลำนี้ประกาศแสนยานุภาพทางทะเลของสวีเดนเหนือน่านน้ำบอลติกในการศึกสงครามของช่วงเวลานั้น การยุทธ์ทางเรือของสวีเดน เรือลำนี้ได้ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่กว่าเรือรบในยุคเดียวกัน ตัวเรือมีโครงสร้างเป็นไม้โอค และด้วยความใหญ่ของเรือจึงต้องใช้ไม้โอคจำนวนกว่า 1,000 ต้น เสากระโดงของเรือสูงถึง เรือรบหลวงวอซาจากทางด้านท้ายเรือ ประติมากรรมที่นำตกแต่งเรือทางด้านท้ายเรือ ลักษณะท้ายเรือของวอซา ลักษณะท้ายเรือที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็น หลังจากที่ใช้เวลากว่า 3 ปี ด้วยจำนวนแรงงานหลายร้อยคนในการต่อสร้าง ในที่สุด เรือรบหลวงวอซาก็พร้อมที่จะออกเดินทางสู่น่านน้ำเพื่อที่จะประกาศความยิ่งใหญ่ของสวีเดนในช่วงเวลานั้น สิ่งจำเป็นต่างๆ รวมถึงกระสุนดินดำสำหรับปืนใหญ่ 64 กระบอกได้ถูกนำขึ้นไปไว้บนเรือ ลังกระสุนดินดำที่ถูกขนขึ้นบนเรือ วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1628 เวลาที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึก สภาพอากาศที่เป็นใจมีลมพัดแผ่วเบา เรืออยู่ในสภาพที่พร้อมออกเดินทาง ลูกเรือประจำอยู่บนเรือพร้อมกับครอบครัว เนื่องด้วยเที่ยวเรือนี้เป็นเที่ยวเฉลิมฉลองเรือ ดังนั้นครอบครัวของลูกเรือจึงได้รับอนุญาตให้ขึ้นเรือไปด้วยจนกระทั่งสิ้นสุดเขตหมู่เกาะของสวีเดน การทำงานบนเรือรบหลวงวอซา บัดนี้ เรือรบหลวงวอซาพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว ในช่วง 200-300 เมตรแรกเรือต้องใช้สมอในการเลื่อนเรือจนกระทั่งมาถึงบริเวณปลายสุดของเกาะกัมลาสตัน เนื่องจากขณะนั้นลมพัดมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จึงทำให้เรือเคลื่อนตัวได้ไม่สะดวกนัก แต่เมื่อเรือเคลื่อนมาถึงปลายเกาะ นาวาเอกเซิฟริง แฮนสัน (Sofring Hansson) ผู้บังคับการเรือ ได้สั่งการให้ลูกเรือทั้งหมดช่วยกันกางใบบางส่วน (4 ในจำนวน 10 ใบเรือที่ติดตั้งอยู่ที่เสากระโดงทั้ง 3) ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ปืนใหญ่เรือกำลังทำการยิงสลุต
แผนที่แสดงเส้นทางการเดินเรือของ "วอซา" ทันใดนั้นเอง เกิดมีลมกรรโชกแรงพัดเข้ามาทางด้านกราบขวาของเรือ จึงทำให้เรือเกิดอาการโคลงไปทางด้านกราบซ้ายอย่างรุนแรง แต่เรือก็ยังสามารถกลับมาอยู่ในสภาพปกติได้หลังจากที่ลมนั้นผ่านไป หลังจากนั้นเพียงอึดใจ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดลมกรรโชกแรงพัดมาเป็นระลอกที่สอง ทำให้เรือเกิดอาการโคลงไปทางกราบซ้ายอย่างรุนแรงอีกครั้ง แต่คราวนี้ เกิดน้ำเข้าเรือทางช่องปืนกราบซ้ายด้านล่าง จึงทำให้เรือเสียการทรงตัวและพลิกคว่ำในทันที การแสดงลำดับเหตุการณ์เริ่มต้นจากเรือเริ่มโดนลมกรรโชกจนกระทั่งเรือเริ่มเอียงจนน้ำเข้าเรือ ขณะนี้ วอซา สาวน้อยผู้เลอโฉมแห่งกองทัพเรือสวีเดน ได้จมดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลที่ระดับความลึก ถึงแม้ว่าหายนะในครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่เป็นหายนะครั้งใหญ่ที่สะเทือนขวัญคนทั้งโลก แต่ด้วยสวีเดนที่กำลังขยายเขตอำนาจของตัวเอง เพื่อที่จะให้ตัวเองเป็นหนึ่งในยุโรปเหนือ นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้สถานะของสวีเดนสั่นคลอนได้ จึงเป็นเหตุให้กษัตริย์กุสตาฟที่ 2 อดอล์ฟ (King Gustavus II Adolphus) ทรงกริ้ว โดยทรงเชื่อว่า ความประมาทกับความสะเพร่า ต้องเป็นสาเหตุของหายนะในครั้งนี้ จึงทรงมีรับสั่งให้สืบสวนหาสาเหตุและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาลงโทษอย่างรวดเร็ว ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เรือจม สาเหตุการจมของวอซา ผลจากเรือจมในครั้งนั้น ทำให้ผู้บังคับการเรือ นาวาเอกเซิฟริง แฮนสัน (Sofring Hansson) ถูกจับขังคุกในทันที และการสอบสวนก็เริ่มขึ้น ซึ่งผู้บังคับการเรือมั่นใจว่าเขาได้ทำทุกอย่างถูกต้องที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผูกมัดปืนใหญ่ในระหว่างการยิงสลุตที่ทำได้อย่างมั่นคง หรือเรื่องของการกางใบเรือที่เหมาะสม ดังนั้น ผู้บังคับการเรือจึงมุ่งเป้าไปที่การออกแบบเรือที่ทำได้ไม่ดี เนื่องจากตัวเรือมีความสูงมากเกินไป ในขณะที่อัตราการกินน้ำลึกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงทำให้เรือมีความไม่มั่นคง โมเดลแสดงบริเวณอู่ต่อเรือที่ใช้ต่อสร้างเรือรบหลวงวอซา หลังจากนั้น การสืบสวนกับบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องก็เริ่มขึ้น ทั้งลูกเรือที่รอดชีวิต ผู้ควบคุมการต่อสร้างเรือ บริษัทต่อเรือ แต่ทั้งหมดก็ให้การว่าตนได้ทำหน้าที่ของตนได้อย่างดีที่สุดแล้ว และที่สำคัญแบบเรือที่นำมาต่อสร้างก็ได้รับพระบรมราชานุญาตจากกษัตริย์กุสตาฟที่ 2 อดอล์ฟ (King Gustavus II Adolphus) เรียบร้อยแล้ว ในที่สุดผลของการสอบสวนก็ออกมาว่า ไม่สามารถหาผู้กระทำผิดได้ คำตอบที่ได้มีเพียง พระเจ้าเท่านั้นที่รู้สาเหตุ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อหายนะในครั้งนี้ โมเดลแสดงการตัดแต่งไม้ที่นำมาใช้ในการประกอบตัวสร้างโครงเรือ อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานต่างๆที่ค้นพบ ทำให้นักประวัติศาสตร์ทางทะเลสามารถสันนิษฐานถึงสาเหตุของการจมได้ว่าน่าจะเกิดจากการออกแบบเรือที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากในยุคสมัยศตวรรษที่ 17 ยังไม่มีการใช้คณิตศาสตร์มาคำนวณการทรงตัวเรือได้แม่นยำเฉกเช่นในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งการออกแบบตัวเรือทั้งหมดก็ตาม นั้นเป็นเพียงแต่ความรู้ประสบการณ์ที่สั่งสมกันมา ส่งสืบทอดต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น จุดแสดงถึงวิธีการต่อสร้างเรือรบหลวงวอซา โดยเฉพาะแบบเรือที่นำมาใช้ต่อเรือลำนี้ ก็มีลักษณะคล้ายกันกับเรือลำอื่นที่ต่อขึ้นมาในยุคเดียวกัน แต่เนื่องด้วยเรือรบหลวงวอซานี้มีความแตกต่างออกไป ด้วยขนาดของเรือที่มีความใหญ่กว่าปกติ อีกทั้งจำนวนปืนใหญ่ที่มีมากขึ้น จึงทำให้สาเหตุของการจมในครั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะความใหญ่และความแข็งแรงของเรือที่มีมากเกินไป ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะการเริ่มทดลองต่อเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและแข็งแรงมากขึ้นเพื่อนำมาใช้ในการศึกสงครามในยุคนั้น แต่สุดท้ายผลของมันก็คือการล้มเหลว รูปแสดงสภาพตัวเรือที่สมบูรณ์ เมื่อ วอซา โผล่มาให้โลกได้ยลโฉม หลังเหตุการณ์ผ่านไปได้เพียง 5 วัน ความพยายามในการกอบกู้ซากเรือก็เกิดขึ้นทันที โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อชายชาวอังกฤษนาม เอียน บัลเมอร์ (Ian Bulmer) อาสาที่จะเป็นผู้ดำเนินการ โดยที่ตกลงกับทางการสวีเดนว่า หากทำไม่สำเร็จจะไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ซึ่งผลสุดท้ายการกอบกู้ซากเรือครั้งแรกก็ล้มเหลว ความพยายามครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อกองทัพเรือมีความต้องการเพียงที่จะนำเอาปืนใหญ่เรือที่ผลิตมาจากบรอนซ์ขึ้นมา แต่ความพยายามก็ต้องล้มเหลวไปอีกครั้ง ปืนใหญ่ที่ประจำอยู่บนเรือ หลังจากนั้น การกอบกู้ซากเรือถูกมุ่งเป้าไปที่ปืนใหญ่มากกว่า โดยมีผู้ให้ความสนใจที่จะเป็นผู้ดำเนินการเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ ความพยายามดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนับ 10 ปีหลังจากเหตุการณ์เรือจม จากนักล่าสมบัติ นักกอบกู้ซากเรือ และผู้สนใจทั่วไป แต่ก็ไม่มีผู้ใดประสบผลสำเร็จ จนความพยายามเริ่มเลือนรางไปในที่สุด จนกระทั่งในช่วงทศวรรษที่ 1660 ได้มีนักกอบกู้ซากเรือจำนวน 2 คน จากสวีเดนและเยอรมนี อาสาที่จะทำการนำเอาปืนใหญ่เรือขึ้นมาจากใต้ท้องน้ำ โดยใช้เครื่องมือดำน้ำพิเศษที่เรียกว่า ระฆังดำน้ำ (diving bell) ซึ่งมีลักษณะเป็นถ้วยขนาดใหญ่รูประฆังคว่ำ มีหลักการการทำงานคล้ายกับเวลาที่นำเอาแก้วคว่ำลงไปในน้ำ จะเกิดฟองอากาศขึ้นขึ้นบริเวณที่ก้นแก้ว ซึ่งฟองอากาศนี้เป็นแหล่งพักหายใจของนักดำน้ำ ทำให้การดำน้ำทำได้นานมากขึ้น สามารถอยู่ใต้น้ำได้ประมาณ 15-30 นาที การดำเนินการในครั้งนี้ ปืนใหญ่จำนวนกว่า 50 กระบอกได้ถูกลำเลียงขึ้นมาในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1664-1665 แต่ซากเรือรบหลวงวอซาก็ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผืนน้ำต่อไป
ระฆังดำน้ำ เมื่อเวลาผ่านเกือบ 300 ปี ความทรงจำของวอซาก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในปี 1956 เมื่อ วิศวกรหนุ่มวัย 38 ปี นาย หลักฐานที่ทำให้นายฟรานเซิ่นมีความสนใจในเรือรบหลวงวอซาและเชื่อว่าเรือยังคงอยู่ใต้ท้องน้ำนั้น เมื่อจุดที่เรือจมถูกระบุ การดำน้ำสำรวจเพื่อหาวิธีการนำเอาวอซาขึ้นเหนือผิวน้ำก็เกิดขึ้นทันที การสำรวจยาวนานกว่าปีครึ่ง วิธีการต่างๆถูกแนะนำอย่างมากมาย แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีการที่ประสบความสำเร็จได้ยาก จนกระทั่งบริษัท Neptun Salvaging อาสาที่จะเป็นผู้นำเอาวอซาขึ้นสู่เหนือผิวน้ำด้วยวิธีการธรรมดา โดยที่ไม่คิดราคาค่าดำเนินการใดๆทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้นได้มาจากการเรี่ยไร ช่วยเหลือกันจากมูลนิธิ Save the Vasa สายเคเบิลถูกร้อยลอดใต้ลำเรือและผูกเข้ากับโป๊ะเรือที่ใส่น้ำเอาไว้เต็ม เมื่อสายเคเบิลถูกร้อยไว้เรียบร้อย น้ำก็ถูกปล่อยออกจากเรือ จากนี้เรือรบหลวงวอซาก็กำลังขึ้นจากใต้ผิวน้ำกลับมาอวดโฉมให้ชาวโลกได้เห็นความงามอีกครั้งอย่างช้าๆ โมเดลแสดงลำดับการกอบกู้ซากเรือรบหลวงวอซา การดำเนินการเป็นไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง เนื่องจากเรือรบหลวงวอซาถูกเก็บรักษาไว้ในความมืดใต้ท้องทะเลมากว่า 300 ปี จนกระทั่งวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1961 วอซาก็โผล่พ้นผิวน้ำเป็นครั้งแรก และถูกลากไปไว้ที่อู่บนเกาะ Beckholmen ซึ่งห่างจากจุดเรือจมประมาณ 100 กว่าเมตร หลังจากนั้นขั้นตอนการบูรณะและบำรุงรักษาก็ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งการเดินทางเที่ยวสุดท้ายของวอซามาถึงในปี 1988 ซึ่งเป็นการเคลื่อนเรือไปไว้ ณ พิพิธภัณฑ์ที่ตั้งปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การบำรุงรักษาก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป แม้กระทั่งในปัจจุบัน สถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ ในอดีตเคยเป็นอู่ต่อเรือของกองทัพเรือสวีเดน และเป็นสถานที่ที่วอซาถือกำเนิด การที่นักประวัติศาสตร์ทางทะเลให้ความสนใจกับเรือลำนี้ เนื่องด้วยเรือลำนี้ถูกเก็บรักษาใต้ท้องทะเลบอลติกเป็นอย่างดี เปรียบเสมือนเวลาบนเรือนั้นได้หยุดไว้ที่วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1628 หลักฐานทุกอย่างอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ ทำให้นักประวัติศาสตร์สามารถทราบได้ถึงวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเรือ รวมไปถึงเทคโนโลยีในการต่อเรือในยุคนั้น เรื่องราวของสาวงามผู้หลับใหล วอซา ยังคงถูกเล่าขานถึงความยิ่งใหญ่ที่เคยเป็น สืบเนื่องต่อกันมา ในที่สุด วอซา ผู้หลับใหลก็มีได้กลับขึ้นประกาศความยิ่งใหญ่เหมือนเมื่อครั้ง 300 ปีที่ผ่านมาอีกครั้ง ข้อมูลจำเพาะของเรือรบหลวงวอซา ความยาวตลอดลำเรือ ความกว้างสุดของเรือ ความสูงจากกระดูกงูถึงยอดสูงสุดของเสากระโดง กินน้ำลึก ระวางขับน้ำ 1,210 ตัน พื้นที่รวมของใบเรือทั้งหมด จำนวนใบเรือ 10 ใบ อาวุธยุทโธปกรณ์ ปืนใหญ่ 64 กระบอก จำนวนคนประจำเรือ - ลูกเรือ 145 นาย - ทหาร 300 นาย (ในวันที่เรือจมทหารเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นเรือไปด้วย) พิพิธภัณฑ์วอซา (Vasa museum)
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านบทความชิ้นนี้นะครับ ข้อมูล : หนังสือ Vasa : เว็บไซต์วีกีพีเดีย : เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์วอซา ถ่ายภาพ : นายโจ้ ภาพแผนที่และภาพระฆังดำน้ำจากอินเตอร์เน็ต เสียงเพลง : ไอมิ้ม
|