• naijoe
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-02-17
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 9018
  • จำนวนผู้โหวต : 239
  • ส่ง msg :
<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน 2551
วอซา...300 ปีแห่งการหลับใหล
Posted by naijoe , ผู้อ่าน : 410 , 00:45:56 น.   | หมวดหมู่ : สารคดีจากภาพ  
พิมพ์หน้านี้


ช่วงเวลาประมาณ 4 โมงกว่า ของบ่ายวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1628 กับอากาศที่สดใส เป็นช่วงที่ชาวเมืองสตอกโฮล์ม ต่างเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ที่จะได้ยลโฉมสาวงามแห่งยุค “วอซา” เรือรบหลวงที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในยุคศตวรรษที่ 17 ออกเดินทางเป็นครั้งแรก (Maiden voyage) หลังจากที่ใช้เวลาในต่อสร้างกว่า 3 ปี แต่แล้ว สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อ “วอซา” เกิดพลิกคว่ำและจมหายไปในท้องทะเลตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทางของเธอ ต่อหน้าสักขีพยานเหล่านั้น นี่คือจุดจบและจุดเริ่มต้นของตำนานการเดินทางกว่า 300 ปีของเธอ...


 


จุดเริ่มต้นตำนานของ “วอซา”

โครงการต่อเรือรบขนาดยักษ์ “วอซา” เกิดขึ้นเมื่อกษัตริย์กุสตาฟที่ 2 อดอล์ฟ (King Gustavus II Adolphus) ได้ลงพระราชปรมาภิไธยในสัญญาต่อสร้างเรือกับบริษัทต่อเรือของ เฮนริก ไฮเบิร์ทสัน (Henrik Hybertsson) เมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ.1625 เนื่องด้วยพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะใช้เรือลำนี้ประกาศแสนยานุภาพทางทะเลของสวีเดนเหนือน่านน้ำบอลติกในการศึกสงครามของช่วงเวลานั้น


การยุทธ์ทางเรือของสวีเดน


เรือลำนี้ได้ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่กว่าเรือรบในยุคเดียวกัน ตัวเรือมีโครงสร้างเป็นไม้โอค และด้วยความใหญ่ของเรือจึงต้องใช้ไม้โอคจำนวนกว่า 1,000 ต้น เสากระโดงของเรือสูงถึง 15 เมตร อีกทั้งเรือลำนี้ยังสามารถบรรทุกปืนใหญ่ได้ถึง 64 กระบอก นอกจากนี้ในด้านการตกแต่งยังมีการนำเอาไม้แกะสลักลวดลายประติมากรรมมาประดับไว้กับเรือลำนี้อย่างวิจิตรอลังการ จึงทำให้เรือลำนี้ต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือสวีเดน กับการเป็นเรือรบหลวงที่มีขนาดใหญ่และงดงามที่สุดตั้งแต่มีการต่อสร้างเรือมาในสวีเดน ของยุคศตวรรษที่ 17


เรือรบหลวงวอซาจากทางด้านท้ายเรือ



ประติมากรรมที่นำตกแต่งเรือทางด้านท้ายเรือ



ลักษณะท้ายเรือของวอซา



ลักษณะท้ายเรือที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็น


หลังจากที่ใช้เวลากว่า 3 ปี ด้วยจำนวนแรงงานหลายร้อยคนในการต่อสร้าง ในที่สุด เรือรบหลวงวอซาก็พร้อมที่จะออกเดินทางสู่น่านน้ำเพื่อที่จะประกาศความยิ่งใหญ่ของสวีเดนในช่วงเวลานั้น สิ่งจำเป็นต่างๆ รวมถึงกระสุนดินดำสำหรับปืนใหญ่ 64 กระบอกได้ถูกนำขึ้นไปไว้บนเรือ


ลังกระสุนดินดำที่ถูกขนขึ้นบนเรือ


วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1628 เวลาที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึก สภาพอากาศที่เป็นใจมีลมพัดแผ่วเบา เรืออยู่ในสภาพที่พร้อมออกเดินทาง ลูกเรือประจำอยู่บนเรือพร้อมกับครอบครัว เนื่องด้วยเที่ยวเรือนี้เป็นเที่ยวเฉลิมฉลองเรือ ดังนั้นครอบครัวของลูกเรือจึงได้รับอนุญาตให้ขึ้นเรือไปด้วยจนกระทั่งสิ้นสุดเขตหมู่เกาะของสวีเดน

การทำงานบนเรือรบหลวงวอซา


บัดนี้ เรือรบหลวงวอซาพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว

ในช่วง 200-300 เมตรแรกเรือต้องใช้สมอในการเลื่อนเรือจนกระทั่งมาถึงบริเวณปลายสุดของเกาะกัมลาสตัน เนื่องจากขณะนั้นลมพัดมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จึงทำให้เรือเคลื่อนตัวได้ไม่สะดวกนัก แต่เมื่อเรือเคลื่อนมาถึงปลายเกาะ นาวาเอกเซิฟริง  แฮนสัน (Sofring Hansson) ผู้บังคับการเรือ ได้สั่งการให้ลูกเรือทั้งหมดช่วยกันกางใบบางส่วน (4 ในจำนวน 10 ใบเรือที่ติดตั้งอยู่ที่เสากระโดงทั้ง 3) ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ปืนใหญ่เรือกำลังทำการยิงสลุต


แผนที่แสดงเส้นทางการเดินเรือของ "วอซา"


ทันใดนั้นเอง เกิดมีลมกรรโชกแรงพัดเข้ามาทางด้านกราบขวาของเรือ จึงทำให้เรือเกิดอาการโคลงไปทางด้านกราบซ้ายอย่างรุนแรง แต่เรือก็ยังสามารถกลับมาอยู่ในสภาพปกติได้หลังจากที่ลมนั้นผ่านไป

หลังจากนั้นเพียงอึดใจ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดลมกรรโชกแรงพัดมาเป็นระลอกที่สอง ทำให้เรือเกิดอาการโคลงไปทางกราบซ้ายอย่างรุนแรงอีกครั้ง แต่คราวนี้ เกิดน้ำเข้าเรือทางช่องปืนกราบซ้ายด้านล่าง จึงทำให้เรือเสียการทรงตัวและพลิกคว่ำในทันที


การแสดงลำดับเหตุการณ์เริ่มต้นจากเรือเริ่มโดนลมกรรโชกจนกระทั่งเรือเริ่มเอียงจนน้ำเข้าเรือ


ขณะนี้ “วอซา” สาวน้อยผู้เลอโฉมแห่งกองทัพเรือสวีเดน ได้จมดิ่งสู่ใต้ท้องทะเลที่ระดับความลึก 32 เมตร ทั้งที่อยู่ห่างจากฝั่งที่ใกล้ที่สุดเพียง 120 เมตร และเป็นการเริ่มต้นการเดินทางเที่ยวแรก (Maiden voyage) เพียงแค่ 1,300 เมตรจากท่าเรือเท่านั้นเอง จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตประมาณ 50 คน

ถึงแม้ว่าหายนะในครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่เป็นหายนะครั้งใหญ่ที่สะเทือนขวัญคนทั้งโลก แต่ด้วยสวีเดนที่กำลังขยายเขตอำนาจของตัวเอง เพื่อที่จะให้ตัวเองเป็นหนึ่งในยุโรปเหนือ นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้สถานะของสวีเดนสั่นคลอนได้ จึงเป็นเหตุให้กษัตริย์กุสตาฟที่ 2 อดอล์ฟ (King Gustavus II Adolphus) ทรงกริ้ว โดยทรงเชื่อว่า “ความประมาทกับความสะเพร่า” ต้องเป็นสาเหตุของหายนะในครั้งนี้ จึงทรงมีรับสั่งให้สืบสวนหาสาเหตุและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาลงโทษอย่างรวดเร็ว


ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เรือจม


สาเหตุการจมของวอซา

ผลจากเรือจมในครั้งนั้น ทำให้ผู้บังคับการเรือ นาวาเอกเซิฟริง  แฮนสัน (Sofring Hansson) ถูกจับขังคุกในทันที และการสอบสวนก็เริ่มขึ้น ซึ่งผู้บังคับการเรือมั่นใจว่าเขาได้ทำทุกอย่างถูกต้องที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผูกมัดปืนใหญ่ในระหว่างการยิงสลุตที่ทำได้อย่างมั่นคง หรือเรื่องของการกางใบเรือที่เหมาะสม ดังนั้น ผู้บังคับการเรือจึงมุ่งเป้าไปที่การออกแบบเรือที่ทำได้ไม่ดี เนื่องจากตัวเรือมีความสูงมากเกินไป ในขณะที่อัตราการกินน้ำลึกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงทำให้เรือมีความไม่มั่นคง


โมเดลแสดงบริเวณอู่ต่อเรือที่ใช้ต่อสร้างเรือรบหลวงวอซา


หลังจากนั้น การสืบสวนกับบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องก็เริ่มขึ้น ทั้งลูกเรือที่รอดชีวิต ผู้ควบคุมการต่อสร้างเรือ บริษัทต่อเรือ แต่ทั้งหมดก็ให้การว่าตนได้ทำหน้าที่ของตนได้อย่างดีที่สุดแล้ว และที่สำคัญแบบเรือที่นำมาต่อสร้างก็ได้รับพระบรมราชานุญาตจากกษัตริย์กุสตาฟที่ 2 อดอล์ฟ (King Gustavus II Adolphus) เรียบร้อยแล้ว

ในที่สุดผลของการสอบสวนก็ออกมาว่า ไม่สามารถหาผู้กระทำผิดได้ คำตอบที่ได้มีเพียง “พระเจ้าเท่านั้นที่รู้สาเหตุ” ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อหายนะในครั้งนี้


โมเดลแสดงการตัดแต่งไม้ที่นำมาใช้ในการประกอบตัวสร้างโครงเรือ


อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานต่างๆที่ค้นพบ ทำให้นักประวัติศาสตร์ทางทะเลสามารถสันนิษฐานถึงสาเหตุของการจมได้ว่าน่าจะเกิดจากการออกแบบเรือที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากในยุคสมัยศตวรรษที่ 17 ยังไม่มีการใช้คณิตศาสตร์มาคำนวณการทรงตัวเรือได้แม่นยำเฉกเช่นในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งการออกแบบตัวเรือทั้งหมดก็ตาม นั้นเป็นเพียงแต่ความรู้ประสบการณ์ที่สั่งสมกันมา ส่งสืบทอดต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น


จุดแสดงถึงวิธีการต่อสร้างเรือรบหลวงวอซา


โดยเฉพาะแบบเรือที่นำมาใช้ต่อเรือลำนี้ ก็มีลักษณะคล้ายกันกับเรือลำอื่นที่ต่อขึ้นมาในยุคเดียวกัน แต่เนื่องด้วยเรือรบหลวงวอซานี้มีความแตกต่างออกไป ด้วยขนาดของเรือที่มีความใหญ่กว่าปกติ อีกทั้งจำนวนปืนใหญ่ที่มีมากขึ้น จึงทำให้สาเหตุของการจมในครั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะความใหญ่และความแข็งแรงของเรือที่มีมากเกินไป ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะการเริ่มทดลองต่อเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและแข็งแรงมากขึ้นเพื่อนำมาใช้ในการศึกสงครามในยุคนั้น แต่สุดท้ายผลของมันก็คือการล้มเหลว


รูปแสดงสภาพตัวเรือที่สมบูรณ์


เมื่อ “วอซา” โผล่มาให้โลกได้ยลโฉม

หลังเหตุการณ์ผ่านไปได้เพียง 5 วัน ความพยายามในการกอบกู้ซากเรือก็เกิดขึ้นทันที

โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อชายชาวอังกฤษนาม เอียน บัลเมอร์ (Ian Bulmer) อาสาที่จะเป็นผู้ดำเนินการ โดยที่ตกลงกับทางการสวีเดนว่า “หากทำไม่สำเร็จจะไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น” ซึ่งผลสุดท้ายการกอบกู้ซากเรือครั้งแรกก็ล้มเหลว

ความพยายามครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อกองทัพเรือมีความต้องการเพียงที่จะนำเอาปืนใหญ่เรือที่ผลิตมาจากบรอนซ์ขึ้นมา แต่ความพยายามก็ต้องล้มเหลวไปอีกครั้ง


ปืนใหญ่ที่ประจำอยู่บนเรือ


หลังจากนั้น การกอบกู้ซากเรือถูกมุ่งเป้าไปที่ปืนใหญ่มากกว่า โดยมีผู้ให้ความสนใจที่จะเป็นผู้ดำเนินการเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ

ความพยายามดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนับ 10 ปีหลังจากเหตุการณ์เรือจม จากนักล่าสมบัติ นักกอบกู้ซากเรือ และผู้สนใจทั่วไป แต่ก็ไม่มีผู้ใดประสบผลสำเร็จ จนความพยายามเริ่มเลือนรางไปในที่สุด

จนกระทั่งในช่วงทศวรรษที่ 1660 ได้มีนักกอบกู้ซากเรือจำนวน 2 คน จากสวีเดนและเยอรมนี อาสาที่จะทำการนำเอาปืนใหญ่เรือขึ้นมาจากใต้ท้องน้ำ โดยใช้เครื่องมือดำน้ำพิเศษที่เรียกว่า “ระฆังดำน้ำ (diving bell)” ซึ่งมีลักษณะเป็นถ้วยขนาดใหญ่รูประฆังคว่ำ มีหลักการการทำงานคล้ายกับเวลาที่นำเอาแก้วคว่ำลงไปในน้ำ จะเกิดฟองอากาศขึ้นขึ้นบริเวณที่ก้นแก้ว ซึ่งฟองอากาศนี้เป็นแหล่งพักหายใจของนักดำน้ำ ทำให้การดำน้ำทำได้นานมากขึ้น สามารถอยู่ใต้น้ำได้ประมาณ 15-30 นาที การดำเนินการในครั้งนี้ ปืนใหญ่จำนวนกว่า 50 กระบอกได้ถูกลำเลียงขึ้นมาในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1664-1665 แต่ซากเรือรบหลวงวอซาก็ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผืนน้ำต่อไป


ระฆังดำน้ำ


เมื่อเวลาผ่านเกือบ 300 ปี ความทรงจำของวอซาก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในปี 1956 เมื่อ วิศวกรหนุ่มวัย 38 ปี นายแอนเดอรส์ ฟรานเซิ่น (Anders Franzen) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการรบทางเรือในยุคสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 และเป็นผู้ชำนาญการในการกอบกู้ซากเรือ เกิดความสนใจที่จะนำเอาเรือรบหลวงวอซาขึ้นมาบนผิวน้ำอีกครั้ง โดยที่เขาได้ร่วมมือกับนาย เพอร์ เอดวิน เฟลทิง (Per Edvin Falting) นักดำน้ำผู้สนใจในวอซาผู้หลับใหล จากนั้นการสำรวจหาซากเรือก็เกิดขึ้นทันที จนสามารถระบุจุดที่เรือจมได้อย่างแน่ชัด


หลักฐานที่ทำให้นายฟรานเซิ่นมีความสนใจในเรือรบหลวงวอซาและเชื่อว่าเรือยังคงอยู่ใต้ท้องน้ำนั้น


เมื่อจุดที่เรือจมถูกระบุ การดำน้ำสำรวจเพื่อหาวิธีการนำเอาวอซาขึ้นเหนือผิวน้ำก็เกิดขึ้นทันที การสำรวจยาวนานกว่าปีครึ่ง วิธีการต่างๆถูกแนะนำอย่างมากมาย แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีการที่ประสบความสำเร็จได้ยาก จนกระทั่งบริษัท Neptun Salvaging อาสาที่จะเป็นผู้นำเอาวอซาขึ้นสู่เหนือผิวน้ำด้วยวิธีการธรรมดา โดยที่ไม่คิดราคาค่าดำเนินการใดๆทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้นได้มาจากการเรี่ยไร ช่วยเหลือกันจากมูลนิธิ “Save the Vasa” 

สายเคเบิลถูกร้อยลอดใต้ลำเรือและผูกเข้ากับโป๊ะเรือที่ใส่น้ำเอาไว้เต็ม เมื่อสายเคเบิลถูกร้อยไว้เรียบร้อย น้ำก็ถูกปล่อยออกจากเรือ จากนี้เรือรบหลวงวอซาก็กำลังขึ้นจากใต้ผิวน้ำกลับมาอวดโฉมให้ชาวโลกได้เห็นความงามอีกครั้งอย่างช้าๆ


โมเดลแสดงลำดับการกอบกู้ซากเรือรบหลวงวอซา


การดำเนินการเป็นไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง เนื่องจากเรือรบหลวงวอซาถูกเก็บรักษาไว้ในความมืดใต้ท้องทะเลมากว่า 300 ปี จนกระทั่งวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1961 วอซาก็โผล่พ้นผิวน้ำเป็นครั้งแรก และถูกลากไปไว้ที่อู่บนเกาะ Beckholmen ซึ่งห่างจากจุดเรือจมประมาณ 100 กว่าเมตร หลังจากนั้นขั้นตอนการบูรณะและบำรุงรักษาก็ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งการเดินทางเที่ยวสุดท้ายของวอซามาถึงในปี 1988 ซึ่งเป็นการเคลื่อนเรือไปไว้ ณ พิพิธภัณฑ์ที่ตั้งปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การบำรุงรักษาก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป แม้กระทั่งในปัจจุบัน


สถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ ในอดีตเคยเป็นอู่ต่อเรือของกองทัพเรือสวีเดน และเป็นสถานที่ที่วอซาถือกำเนิด


การที่นักประวัติศาสตร์ทางทะเลให้ความสนใจกับเรือลำนี้ เนื่องด้วยเรือลำนี้ถูกเก็บรักษาใต้ท้องทะเลบอลติกเป็นอย่างดี เปรียบเสมือนเวลาบนเรือนั้นได้หยุดไว้ที่วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ.1628 หลักฐานทุกอย่างอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ ทำให้นักประวัติศาสตร์สามารถทราบได้ถึงวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเรือ รวมไปถึงเทคโนโลยีในการต่อเรือในยุคนั้น

เรื่องราวของสาวงามผู้หลับใหล “วอซา” ยังคงถูกเล่าขานถึงความยิ่งใหญ่ที่เคยเป็น สืบเนื่องต่อกันมา


ในที่สุด “วอซา” ผู้หลับใหลก็มีได้กลับขึ้นประกาศความยิ่งใหญ่เหมือนเมื่อครั้ง 300 ปีที่ผ่านมาอีกครั้ง


ข้อมูลจำเพาะของเรือรบหลวงวอซา

ความยาวตลอดลำเรือ    69 เมตร

ความกว้างสุดของเรือ    11.7 เมตร

ความสูงจากกระดูกงูถึงยอดสูงสุดของเสากระโดง    52.5 เมตร

กินน้ำลึก    4.8 เมตร

ระวางขับน้ำ    1,210 ตัน

พื้นที่รวมของใบเรือทั้งหมด    1,275 เมตร

จำนวนใบเรือ    10 ใบ

อาวุธยุทโธปกรณ์    ปืนใหญ่ 64 กระบอก

จำนวนคนประจำเรือ   - ลูกเรือ 145 นาย

                                 - ทหาร 300 นาย (ในวันที่เรือจมทหารเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นเรือไปด้วย)


พิพิธภัณฑ์วอซา (Vasa museum)



..................................



ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านบทความชิ้นนี้นะครับ

ข้อมูล : หนังสือ Vasa 

          : เว็บไซต์วีกีพีเดีย

          : เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์วอซา

ถ่ายภาพ : นายโจ้

ภาพแผนที่และภาพระฆังดำน้ำจากอินเตอร์เน็ต

เสียงเพลง : ไอมิ้ม




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 124
พระจันทร์ วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 00.21 น.
http://www.oknation.net/blog/sasithorn
เพราะเชื่อว่า...โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ...รู้หรือไม่รู้...เท่านั้นเอง

เข้ามาช้าหน่อย แต่ก็เข้ามาค่ะ
เลยได้เห็นสาวงามจริง ๆละ

พระจันทร์
ความคิดเห็นที่ 123
eddie วันที่ : 25/04/2008 เวลา : 20.40 น.
http://www.oknation.net/blog/supermodels

ยังมีเรือโบราณจมอยู่ใต้น้ำอีกมากแค่ไหนเนี่ย
ความคิดเห็นที่ 122
vickie วันที่ : 25/04/2008 เวลา : 13.41 น.
http://www.oknation.net/blog/vickie
 เด็ดดอกไม้  สะเทือนถึงดวงดาว 

สาวงามคนนี้เดินทางยาวนานเจงๆ นะขอรับ
นับแต่เริ่มวันแรกของการเดินทาง แต่ปัจจุบันเธอก็เป็นแหล่งความรู้ให้เสพได้ไม่รู้เบื่อ
ความคิดเห็นที่ 121
ปราณชลี วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 23.53 น.
http://www.oknation.net/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

อ่านด้วยความสนุก ตื่นเต้นตะลึงลาน ชวนติดตาม...
ความคิดเห็นที่ 120
เป๊ปซี่ วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 21.27 น.
http://www.oknation.net/blog/Pepsi8


ขอบคุณครับ....

ไม่เคยรู้เรื่องความเป็นมาของวอร์ซาเลยครับ...

แต่ดูเหมือนประวัตศาสตร์จะซ้ำรอยกับ "ไททานิค"
ความคิดเห็นที่ 119
kaikhong วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 20.27 น.
http://www.oknation.net/blog/kaikhong

ขอบคุณครับ ที่แวะไปให้กำลังใจ เป็นเพื่อนบ้านกันนะครับ
http://www.oknation.net/blog/kaikhong/2008/04/24/entry-1
ความคิดเห็นที่ 118
ฟ้าฤดูร้อน วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 09.14 น.
http://www.oknation.net/blog/awake
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ...

สวัสดีค่ะคุณโจ้
กลับมาอ่านอีกครั้งตามคำสัญญา ก่อนอื่นต้องขอโหวตให้กับความตั้งใจในการนำเสนอเรื่องดีๆอย่างนี้นะคะ ข้อมูลเพียบเลย บางครั้งสิ่งที่ยิ่งใหญ่อลังการเกินตัว แม้สร้างอย่างดี แต่ก็เดินทางจริงๆได้แป๊บเดียวก็ล่ม เหมือนชีวิตเหมือนกันนะคะ หากดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงก็ไปได้ไกล ไม่จมหายอย่างสูญเปล่า

นับถือความพยายามในการกู้ชีวิตเรือลำนี้อีกครั้ง
ความคิดเห็นที่ 117
นายสิบหมื่น วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 07.26 น.
http://www.oknation.net/blog/namsean
ลูกชาวนา...ลูกอีสาน...

ภาพเยี่ยมครับ
ความคิดเห็นที่ 116
paedophile วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 06.50 น.
http://www.oknation.net/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำ หากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น


ความคิดเห็นที่ 115
เจเจค่ะ วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 04.00 น.
http://www.oknation.net/blog/jj
ยังไม่ได้ฤกษ์อัพบล๊อกอ่ะค่ะ..... 


.
.
.

ว่าจาใส่ชุดนิโยนโบว์ลิง

พี่ว่ามันดูสุแภพไปมั้ยคร้า หนูจาล่ายหาชุดใหม่แทน
ความคิดเห็นที่ 114
เจเจค่ะ วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 03.58 น.
http://www.oknation.net/blog/jj
ยังไม่ได้ฤกษ์อัพบล๊อกอ่ะค่ะ..... 

แว้ก

แว้ก
ความคิดเห็นที่ 113
ศิษย์กวง วันที่ : 24/04/2008 เวลา : 02.14 น.
http://www.oknation.net/blog/sitthi


เลือกเพลงได้เพราะดีครับ..."ยกนิ้ว"
ความคิดเห็นที่ 112
ญาใจ วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 19.44 น.
http://www.oknation.net/blog/yahyy
@...ก็แค่อยากร้องไห้บ้างในบางครั้ง...@

สุดยอดเลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 111
ภูผาน้ำฝน วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 19.40 น.
http://www.oknation.net/blog/augustrain
Because of your smile, you make life more beautiful. ThichNhatHanh 

เรือประวัติศาสตร์ลำนี้ใหญ่โตจริงๆ
สมกับรูปร่างของทหารเรือสมัยนั้น
ดูจากโครงกระดูกแล้ว เจ้าของน่าจะโครงใหญ่ไม่แพ้เรือค่ะ
สวัสดีวันค่ำฝนตกค่ะ
ความคิดเห็นที่ 110
kaikhong วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 18.40 น.
http://www.oknation.net/blog/kaikhong

น่าสนใจมากเลยครับ วอซา ดี ดี ครับ

แวะมาทักทาย ฝากด้วยนะครับ

มีด เจ็ดดาวของกระผม

http://www.oknation.net/blog/kaikhong/2008/04/23/entry-1

boger มือใหม่ครับ 1 คะแนนครับ
ความคิดเห็นที่ 109
kikuno วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 16.14 น.
http://www.oknation.net/blog/konbini

โวทๆๆ
ชอบเรื่อง
ชอบเพลงด้วยคร้า
ความคิดเห็นที่ 108
วิตามินบี วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 14.17 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


อ่านเรื่องประวัติของเรือ
อย่างเพลิดเพลิน
ลุ้นสนุกเหมือนได้ดูหนังไททานิก
ขอบคุณมากๆนะคะ
ความคิดเห็นที่ 107
ฟ้าฤดูร้อน วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 13.27 น.
http://www.oknation.net/blog/awake
สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ...

สวัสดีค่ะคุณโจ้ แวะมาทักทายนะคะ
แต่ต้องไปแล้ว สแกนอ่านผ่านๆไม่ดีแน่ เดี๋ยวกลับมาอ่านใหม่นะคะ

ขอบคุณที่แวะเยี่ยมกันเสมอค่ะ
ความคิดเห็นที่ 106
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 12.52 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

ข้อมูลละเอียดดีมากเลยครับอ่านเพลินลืมเวลาเลย
มอบคะแนนแทนคำขอบคุณ
ความคิดเห็นที่ 105
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 12.30 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

เรือรบวอซาลำนี้ เป็นความหลังระหว่างผมกับแฟนเก่าครับ วันหลังจะเล่าให้ฟัง

ขอมอบโวทแรกหลังการกลับมาของผมให้กับภาพและเรื่องของนายโจ้นะครับ
ความคิดเห็นที่ 104
fonsasami วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 11.46 น.
http://www.oknation.net/blog/fonsasami
"The greatest thing you'll ever learn is just to love and be loved in return"

น่าแปลกที่เรือที่มีการสร้างที่ยิ่งใหญ่มักจะจม

ข้อมูลเพียบค่ะ ภาพก้อสวย
ความคิดเห็นที่ 103
เบญจพร วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 05.45 น.
http://www.oknation.net/blog/benjaporn

***@@ สวัสดีค่ะ "คุณโจ้"

ติดตามงานเขียน..ภาพถ่าย... บ้านนี้มานานแล้ว

ถ่ายภาพได้ดีมาก..ชมจากใจจริงค่ะ

ได้ข่าวว่า...บ้านนี้ "ผี"ดุ เลยไม่กล้าเข้ามา ฮิฮิ!!!


สำหรับพิธีแห่พญายมนั้น ชาวบางพระ (ชาวเล)
เชื่อว่า..ท่านพญายมจะเป็นตัวแทนนำสิ่งชั่วร้าย
เคราะห์โศกต่างๆ ไปจากพวกเค้า โดยท่านพญายม
จะนำสิ่งไม่ดีเหล่านี้...ไปทิ้งในทะเล

@@ชาวบ้านนำท่านพญายมไปส่ง แล้วปล่อยท่นลอยไป
ไม่ได้ลากกลับค่ะ

เรื่องราวก้อเป็นด้วยประการระเช่นนี้...
แล้วจะแวะมาเยี่ยมใหม่ค่ะ "ช่วงนี้น้องผีไปพักร้อน"
#### แฮ่ะ..แฮ่ะ!!! ล้อเล่นนน....


อรุณสวัสดิ์นะคะ ขอให้มีความสุขค่ะ
ความคิดเห็นที่ 102
ปรัตยา วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 04.53 น.
http://www.oknation.net/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

ผมเคยอ่านเรื่องเรือลำนี้จากต่วยตูน น่าอิจฉาเจ้าของบล็อคนะครับ ที่ได้ไปเห็นของจริง อยากไปชมมั่งจังเลยครับ



ความคิดเห็นที่ 101
naijoe วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 03.31 น.
http://www.oknation.net/blog/naijoe

สู้...สู้...สองเจ...



ความคิดเห็นที่ 100
เจเจค่ะ วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 02.49 น.
http://www.oknation.net/blog/jj
ยังไม่ได้ฤกษ์อัพบล๊อกอ่ะค่ะ..... 

100
ความคิดเห็นที่ 99
เจเจค่ะ วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 02.49 น.
http://www.oknation.net/blog/jj